โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"หมีขั้วโลก" หมีใหญ่ที่สุดในโลก นักว่ายน้ำร่างยักษ์แห่งขั้วโลกเหนือ

PPTV HD 36

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“หมีขั้วโลก” หมีใหญ่ที่สุดในโลก นักว่ายน้ำร่างยักษ์แห่งขั้วโลกเหนือ ตัวผู้หนักได้มากกว่า 700 กิโลกรัม แม้ดูเหมือนสีขาว แต่จริง ๆ ขนแทบไม่มีสี-ผิวหนังเป็น “สีดำ”

บนผืนน้ำแข็งสีขาวกว้างสุดสายตาของอาร์กติก "หมีขั้วโลก" (Polar Bear) เป็นหนึ่งในนักล่าที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมหนาวเย็นรุนแรงที่สุดบนโลก ตั้งแต่ขนหนา 2 ชั้น ไขมันใต้ผิวหนัง เท้าขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นรองเท้าหิมะและใบพาย ไปจนถึงความสามารถในการว่ายน้ำข้ามทะเลเป็นระยะทางไกล

หมีขั้วโลกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ursus maritimus ซึ่งมีความหมายประมาณว่า "หมีแห่งทะเล" สะท้อนความสัมพันธ์ของสัตว์ชนิดนี้กับมหาสมุทรอาร์กติก เพราะแม้จะเดินบนบกได้เหมือนหมีชนิดอื่น แต่ชีวิตส่วนใหญ่กลับผูกพันกับทะเลน้ำแข็ง ซึ่งใช้เป็นทั้งเส้นทางเดินทาง พื้นที่ผสมพันธุ์ ที่พัก และที่สำคัญที่สุดคือ พื้นที่ล่าอาหาร

ด้วยน้ำหนักตัวผู้ที่สามารถสูงถึงหลายร้อยกิโลกรัม หมีขั้วโลกถือเป็นหมีชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นหนึ่งในสัตว์กินเนื้อบนบกที่มีมวลตัวมากที่สุดในโลก

แต่สิ่งที่ทำให้มันครองตำแหน่งนักล่าบนสุดของระบบนิเวศอาร์กติกได้ ไม่ได้มาจากขนาดเพียงอย่างเดียว หากเป็นการวิวัฒนาการทั้งร่างกายและพฤติกรรมให้เหมาะกับการตามล่าแมวน้ำบนมหาสมุทรที่กลายเป็นน้ำแข็ง

"หมีแห่งทะเล" ที่อยู่เฉพาะขั้วโลกเหนือ

หมีขั้วโลกพบตามธรรมชาติเฉพาะบริเวณอาร์กติก หรือขั้วโลกเหนือ และพื้นที่โดยรอบ โดยกระจายอยู่ในแคนาดา กรีนแลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย และรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น แม้ภาพจำของหิมะและน้ำแข็งอาจทำให้หลายคนนึกถึงทั้งสองขั้วโลก แต่ธรรมชาติไม่มีหมีขั้วโลกอาศัยอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็นถิ่นของเพนกวินหลายชนิด

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ursus maritimus สะท้อนวิถีชีวิตนี้อย่างชัดเจน โดย Ursus หมายถึงหมี ส่วน maritimus มีความหมายเกี่ยวข้องกับทะเล

โพลาร์ แบร์ส อินเตอร์เนชันแนล ระบุว่า หมีขั้วโลกอาจแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากบรรพบุรุษที่สัมพันธ์กับหมีสีน้ำตาลเมื่อประมาณ 343,000–479,000 ปีก่อน และจนถึงปัจจุบันทั้งสองชนิดยังมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมมากพอที่จะผสมข้ามชนิดและให้กำเนิดลูกที่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้

เมื่อเปรียบเทียบกับหมีสีน้ำตาล หมีขั้วโลกมีรูปร่างเพรียวกว่า ลำคอยาว ศีรษะแคบและค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว หูสั้น และมีปุ่มไหล่ต่ำกว่า ลักษณะเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายเหมาะกับทั้งการว่ายน้ำและการล่าเหยื่อบนทะเลน้ำแข็ง

ความสัมพันธ์กับมหาสมุทรมีความสำคัญถึงขั้นที่หมีขั้วโลกถูกจัดเป็น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล เนื่องจากชีวิตและอาหารของมันพึ่งพาระบบนิเวศทะเลอาร์กติกอย่างลึกซึ้ง แม้ตัวสัตว์จะใช้เวลาจำนวนมากเดินอยู่บนพื้นน้ำแข็งก็ตาม

หมีใหญ่ที่สุดในโลก ตัวผู้หนักได้มากกว่า 700 กิโลกรัม

หมีขั้วโลกมีความแตกต่างด้านขนาดระหว่างเพศอย่างชัดเจน ข้อมูลจากกรมประมงและสัตว์ป่าอะแลสการะบุว่า ตัวผู้โตเต็มวัยโดยทั่วไปหนักประมาณ 272–544 กิโลกรัม และยาวราว 2.4–3 เมตร ขณะที่ตัวเมียหนักประมาณ 181–318 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ขนาดใหญ่มากสามารถหนักเกิน 770 กิโลกรัม ได้ และข้อมูลที่รวบรวมจากตัวอย่างหลายพื้นที่ระบุช่วงน้ำหนักตัวผู้ราว 300–800 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียประมาณ 150–300 กิโลกรัม

เมื่ออาหารอุดมสมบูรณ์ น้ำหนักสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างมากตามฤดูกาล เพราะหมีขั้วโลกสะสมไขมันไว้เป็นพลังงานสำรอง โดยบางช่วงน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 50%

เวิลด์ ไวลด์ไลฟ์ ฟันด์ระบุว่า หมีขั้วโลกสามารถสะสมไขมันจนมีสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของน้ำหนักร่างกาย ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในช่วงที่หาอาหารได้ยาก

เท้าก็มีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยอุ้งเท้าสามารถมีขนาดใกล้เคียง จานอาหารขนาดใหญ่ ช่วยกระจายน้ำหนักขณะเดินบนหิมะและน้ำแข็งบาง ลดโอกาสที่พื้นจะแตกใต้ตัว และยังทำหน้าที่คล้ายใบพายเมื่อว่ายน้ำ

บริเวณฝ่าเท้ามีขนปกคลุมเกือบทั้งหมด ช่วยป้องกันความเย็นและเพิ่มแรงเสียดทานบนพื้นน้ำแข็ง ส่วนกรงเล็บมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่แข็ง แหลม และโค้ง ใช้ยึดเกาะพื้นน้ำแข็งรวมถึงจับเหยื่อ

ดูเหมือนสีขาว แต่จริง ๆ ขนแทบไม่มีสี และผิวหนังเป็น "สีดำ"

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ หมีขั้วโลกมีขนสีขาว แท้จริงแล้ว ขนชั้นนอกของหมีขั้วโลก ไม่มีเม็ดสีขาวแบบที่ตาเรามองเห็น เส้นขนมีลักษณะโปร่งแสงและกลวง เมื่อแสงตกกระทบจะกระเจิงออกจนทำให้ขนโดยรวมดูเป็นสีขาวหรือสีครีม ขนประกอบด้วยชั้นขนอ่อนหนาแน่นด้านในยาวประมาณ 5 เซนติเมตร และขนชั้นนอกหรือ Guard Hair ที่สามารถยาวประมาณ 15 เซนติเมตร เส้นขนชั้นนอกยังช่วยกันน้ำและกักอากาศไว้รอบร่างกาย

หลังขึ้นจากน้ำ หมีสามารถสะบัดน้ำออกจากขนได้ง่าย และสารน้ำมันธรรมชาติช่วยลดปัญหาขนจับตัวเป็นน้ำแข็งแต่หากแหวกขนลงไป สิ่งที่อยู่ด้านล่างกลับตรงข้ามกับภาพภายนอก เพราะ ผิวหนังของหมีขั้วโลกเป็นสีดำ ตั้งแต่ผิวหนังทั่วร่างกายไปจนถึงบริเวณจมูกและริมฝีปาก

ใต้ผิวหนังยังมีชั้นไขมันหนาประมาณ 5–10 เซนติเมตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนและแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อรวมไขมัน ขนอ่อนหนา และขนชั้นนอกเข้าด้วยกัน จึงเกิดระบบป้องกันความหนาวที่ช่วยให้สัตว์สามารถใช้ชีวิตในอากาศและน้ำทะเลอาร์กติกได้

แต่การเก็บความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงกลับสร้างปัญหาในอีกด้าน เพราะหมีขั้วโลกสามารถ ร้อนเกินไป หากวิ่งหรือออกแรงหนักเป็นเวลานาน การเคลื่อนที่ตามปกติจึงมักเป็นการเดินด้วยความเร็วไม่สูงมาก และสามารถลงน้ำเพื่อระบายความร้อนได้

นักว่ายน้ำร่างยักษ์ ใช้ขาหน้าเป็นพาย

ชื่อ "หมีทะเล" ไม่ได้เป็นเพียงชื่อ เพราะหมีขั้วโลกเป็นนักว่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง เวลาอยู่ในน้ำจะใช้ขาหน้าขนาดใหญ่พุ้ยน้ำคล้ายใบพาย ขณะที่ขาหลังช่วยควบคุมทิศทาง โดยเวิลด์ ไวลด์ไลฟ์ ฟันด์ระบุว่า สามารถว่ายน้ำด้วยความเร็วต่อเนื่องได้ประมาณ 6 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือเกือบ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยชั้นไขมันและขนกันน้ำช่วยรักษาความอบอุ่นระหว่างอยู่ในทะเล

มีการบันทึกหมีขั้วโลกว่ายอยู่ในทะเลเปิดห่างจากชายฝั่งหลายร้อยกิโลเมตร แม้ว่าการว่ายระยะไกลเช่นนี้ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และอาจเป็นอันตรายโดยเฉพาะต่อลูกหมีที่ยังมีร่างกายเล็กกว่า

งานศึกษาหนึ่งที่รวบรวมไว้พบว่า หมีซึ่งว่ายน้ำระยะไกลสามารถใช้เวลาในน้ำเฉลี่ยมากกว่า 3 วัน และเดินทางเฉลี่ยมากกว่า 150 กิโลเมตร ต่อครั้ง ขณะที่สามารถดำน้ำได้นานถึงประมาณ 3 นาที

อย่างไรก็ตาม การต้องว่ายระยะไกลไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะเมื่อทะเลน้ำแข็งลดลง ระยะระหว่างแผ่นน้ำแข็งและฝั่งสามารถเพิ่มขึ้น ทำให้สัตว์ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการเดินทางจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง

"ทะเลน้ำแข็ง" คือทั้งบ้าน ถนน และโต๊ะอาหาร

หากป่าเป็นบ้านของเสือ ทะเลน้ำแข็งก็คือบ้านของหมีขั้วโลก โพลาร์ แบร์ส อินเตอร์เนชันแนลเปรียบว่า ทะเลน้ำแข็งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอาร์กติกพอ ๆ กับดินที่มีต่อป่า เพราะหมีขั้วโลกใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับล่าอาหาร เดินทาง ผสมพันธุ์ และในบางพื้นที่ยังใช้สร้างโพรงสำหรับออกลูกด้วย โดยมีอาหารหลักคือ แมวน้ำวงแหวน และแมวน้ำเครา ซึ่งมีชั้นไขมันหนาและให้พลังงานสูง

หมีขั้วโลกไม่ได้ล่าแมวน้ำด้วยการว่ายไล่ตามเป็นหลัก แต่ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่แมวน้ำหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ต้องขึ้นมาหายใจ

วิธีล่าที่พบได้บ่อยคือเดินค้นหารูหายใจของแมวน้ำบนผืนน้ำแข็ง แล้วรออย่างอดทน เมื่อแมวน้ำโผล่ขึ้นมาหายใจ หมีจะโจมตีอย่างรวดเร็วและลากเหยื่อขึ้นมาบนพื้นน้ำแข็ง อีกวิธีคือสะกดรอยตามแมวน้ำที่ขึ้นมาพักบนผิวน้ำแข็ง หรือตรวจหารังใต้หิมะที่แมวน้ำใช้เลี้ยงลูก ก่อนพังหลังคารังเพื่อเข้าจับเหยื่อ

หมีขั้วโลกให้ความสำคัญกับ ไขมันของแมวน้ำ มากเป็นพิเศษ เพราะให้พลังงานสูง โพลาร์ แบร์ส อินเตอร์เนชันแนลระบุว่า ในช่วงที่อาหารอุดมสมบูรณ์ หมีตัวหนึ่งสามารถกินไขมันได้มากกว่า 45 กิโลกรัมในการกินครั้งเดียว และหากมีสภาพร่างกายดีมาก อาจเลือกกินเฉพาะหนังกับชั้นไขมันแล้วเหลือเนื้อส่วนอื่นไว้

นอกจากแมวน้ำ ยังสามารถกินวอลรัส ซากวาฬ เบลูกา ไข่นก สัตว์ขนาดเล็ก และพืชบางชนิดเมื่อมีโอกาส แต่ทั้งหมดไม่สามารถทดแทนแหล่งพลังงานจากแมวน้ำได้อย่างสมบูรณ์

การพึ่งอาหารไขมันสูงทำให้หมีขั้วโลกมีฟันที่เหมาะกับการกินเนื้อมากกว่าหมีสีน้ำตาล เขี้ยวยาว แหลมและเว้นระยะห่าง ส่วนฟันกรามมีขนาดเล็กและแหลมกว่า เพื่อช่วยตัดเนื้อแทนการบดอาหารจากพืช

อยู่ลำพัง และไม่ได้จำศีลทุกตัว

หมีขั้วโลกส่วนใหญ่เป็นสัตว์สันโดษ โดยตัวเต็มวัยมักเดินทางและหาอาหารเพียงลำพัง ยกเว้นแม่ที่อยู่กับลูก คู่ในช่วงผสมพันธุ์ หรือช่วงที่อาหารจำนวนมากดึงดูดหมีหลายตัวมารวมกัน แม้จะเป็นหมีที่อาศัยในพื้นที่หนาวที่สุดชนิดหนึ่ง แต่หมีขั้วโลกส่วนใหญ่ ไม่ได้จำศีลตลอดฤดูหนาว กลับกัน ช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงสำคัญของการออกล่า เพราะทะเลน้ำแข็งมีพื้นที่กว้างและเปิดโอกาสให้เข้าถึงแมวน้ำได้ดี

กลุ่มที่เข้าไปอยู่ในโพรงเป็นเวลานานคือ ตัวเมียตั้งท้อง ฤดูผสมพันธุ์เกิดขึ้นประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ตัวผู้ติดตามกลิ่นและรอยเท้าของตัวเมียไปตามทะเลน้ำแข็ง ก่อนเกิดการผสมพันธุ์

หลังจากนั้นตัวอ่อนจะยังไม่ฝังตัวในมดลูกทันที แต่เข้าสู่ภาวะ Delayed Implantation หรือการฝังตัวล่าช้า จนถึงประมาณปลายเดือนกันยายน กลไกนี้ทำให้ร่างกายของแม่สามารถประเมินสภาพพลังงานของตัวเอง หากสะสมไขมันได้เพียงพอจึงเข้าสู่ขั้นตอนตั้งท้องเต็มรูปแบบ ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน แม่หมีจะเลือกพื้นที่ที่มีหิมะสะสมหนา แล้วขุดโพรงสำหรับคลอดและเลี้ยงลูกในช่วงแรก

แม้แม่หมีจะหนักหลายร้อยกิโลกรัม แต่ลูกหมีขั้วโลกแรกเกิดกลับมีขนาดเล็กมาก โพลาร์ แบร์ส อินเตอร์เนชันแนลระบุว่า ลูกแรกเกิดยาวเพียงประมาณ 30–35 เซนติเมตร และหนักมากกว่า ครึ่งกิโลกรัมเล็กน้อย โดยเกิดมาในสภาพตาบอด ไม่มีฟัน และปกคลุมด้วยขนอ่อนสั้น

แม่มักคลอดในเดือนธันวาคมหรือมกราคม โดยส่วนใหญ่ครอกหนึ่งมี ลูกแฝด แม้สามารถพบได้ตั้งแต่ 1–3 ตัว ลูกจะอยู่ภายในโพรงและกินนมแม่ซึ่งมีไขมันสูงเพื่อเพิ่มน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ลูกสามารถหนักประมาณ 9–11 กิโลกรัม ก่อนออกมาสู่โลกภายนอกเป็นครั้งแรก

ช่วงแรกครอบครัวจะอยู่ใกล้โพรงเพื่อให้ลูกค่อย ๆ ปรับตัวกับอากาศหนาว แล้วจึงออกเดินทางกลับสู่ทะเลน้ำแข็งลูกหมีจะอยู่กับแม่ประมาณ 2 ปีครึ่ง ระหว่างนั้นต้องเรียนรู้ตั้งแต่การเดินบนทะเลน้ำแข็ง ว่ายน้ำ ค้นหาเหยื่อ ไปจนถึงวิธีจับแมวน้ำ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่รอดเมื่อแยกตัวออกไป

อัตราการสืบพันธุ์จึงค่อนข้างต่ำ โดยแม่หมีมักออกลูกประมาณหนึ่งครั้งในทุก 3 ปี ทำให้ประชากรไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วหากอัตราการตายสูงขึ้น

เหลือประมาณ 26,000 ตัว กระจายใน 20 ประชากรทั่วอาร์กติก

ปัจจุบันไม่ได้มีประชากรหมีขั้วโลกหนึ่งกลุ่มขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด แต่นักวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 20 ประชากรย่อย ตามพื้นที่ของอาร์กติก โดยแต่ละกลุ่มเผชิญสภาพทะเลน้ำแข็งและแรงกดดันแตกต่างกัน โพลาร์ แบร์ส อินเตอร์เนชันแนลและเวิลด์ ไวลด์ไลฟ์ ฟันด์อ้างการประเมินประชากรทั่วโลกไว้ที่ประมาณ 26,000 ตัว

จำนวนของแต่ละประชากรไม่ได้เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน บางกลุ่มค่อนข้างคงที่ บางกลุ่มอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่บางกลุ่มกำลังลดลง จึงไม่สามารถใช้สถานการณ์จากพื้นที่หนึ่งมาอธิบายหมีขั้วโลกทั้งหมดทั่วอาร์กติกได้

ในอดีต ภัยสำคัญต่อหมีขั้วโลกคือ การล่าเชิงพาณิชย์และเพื่อกีฬา โดยเฉพาะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ก่อนที่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อแคนาดา สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก นอร์เวย์ และอดีตสหภาพโซเวียต ลงนาม ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการอนุรักษ์หมีขั้วโลกและถิ่นอาศัย ในปี 1973 ช่วยควบคุมการล่าเชิงพาณิชย์และสร้างความร่วมมือด้านการจัดการประชากร

แต่ภัยสำคัญในปัจจุบันเปลี่ยนจากปืนของนักล่าไปเป็นการเปลี่ยนแปลงของ "พื้น" ที่หมีต้องใช้ในการดำรงชีวิต

เมื่อน้ำแข็งทะเลหาย "โต๊ะอาหาร" ก็หายตาม

ปัจจุบันหมีขั้วโลกอยู่ในสถานะ Vulnerable (VU) หรือ มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยภัยคุกคามสำคัญที่สุดคือ การสูญเสียทะเลน้ำแข็งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุผลไม่ได้อยู่ที่หมีต้องการน้ำแข็งเพียงเพราะชอบอากาศหนาว แต่ทะเลน้ำแข็งเป็นแท่นที่ช่วยให้มันเข้าถึงแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารพลังงานสูง

เมื่ออากาศอุ่นขึ้น น้ำแข็งละลายเร็วขึ้นในฤดูใบไม้ผลิและกลับมาแข็งตัวช้าลงในฤดูใบไม้ร่วง ฤดูล่าของหมีจึงสั้นลง และสัตว์หลายพื้นที่ต้องขึ้นมาอยู่บนฝั่งเป็นเวลานานขึ้น

การใช้เวลาบนบกมากขึ้นหมายถึงการเข้าถึงแมวน้ำน้อยลง และแม้อาจหาอาหารอื่นได้ เช่น ไข่นก ซากสัตว์ หรือพืช แต่แหล่งอาหารบนบกจำนวนมากให้พลังงานไม่เพียงพอเทียบกับชั้นไขมันของแมวน้ำ

เมื่อน้ำแข็งถอยออกห่างจากชายฝั่ง หมีบางตัวยังต้องเลือกระหว่างตามทะเลน้ำแข็งออกไปเหนือมหาสมุทรลึก หรือกลับขึ้นฝั่ง ซึ่งทั้งสองทางอาจทำให้การหาอาหารมีประสิทธิภาพลดลง ระยะน้ำเปิดที่กว้างขึ้นยังทำให้หมีต้องว่ายไกลขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น และสร้างความเสี่ยงโดยเฉพาะกับลูกหมี

อีกผลกระทบคือ เมื่อหมีต้องใช้เวลาบนฝั่งนานขึ้น โอกาสเข้าใกล้ชุมชนมนุษย์เพื่อหาอาหารก็เพิ่มตามไปด้วย ทำให้เกิด ความขัดแย้งระหว่างคนกับหมีขั้วโลก ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อทั้งสองฝ่าย

ที่มา: World Wildlife Fund / National Geographic / Polar Bears International / Alaska Department of Fish and Game / Defenders of Wildlife

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "หมีขั้วโลก" หมีใหญ่ที่สุดในโลก นักว่ายน้ำร่างยักษ์แห่งขั้วโลกเหนือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...