โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“สว.เปรมศักดิ์” ถามแรง! “อนุทิน” เอาความทุกข์ชาวบ้านเป็นตัวประกัน ฟอกโครงการยักษ์ 1.6 แสนล้าน? จี้ “สทนช.” หายไปไหนช่วงวิกฤต

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“สว.เปรมศักดิ์”สับละเอียด "อนุทิน" แก้ปัญหาน้ำท่วมล้มเหลวสิ้นเชิง ไร้ “ซิงเกิ้ลคอมมานด์” ตามที่ตีปี๊บหาเสียงสร้างภาพ หนังคนละม้วน แถมยุงแจกเงินสด 1,000 บาทวิธีสิ้นคิด ประชาชนอดอยากแต่ รัฐบาลมัวแต่เล่นวาทกรรมโต้ตอบ ถาม เอาความทุกข์ชาวบ้านมาเป็นตัวประกันฟอกโครงการยักษ์1.6 แสนล้านหรือไม่ พ่วงจี้ “สทนช.” หายหัวไปไหนช่วงวิกฤต มีไว้ทำไม

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่รัฐสภานพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าววิจารณ์การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ว่า ตนรู้สึกผิดหวังมากต่อการช่วยเหลือประชาชน เพราะมองว่ารัฐบาลยังไม่ได้นำบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่มาปรับปรุงการทำงาน โดยเฉพาะปัญหาการบัญชาการแบบเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิลคอมมานด์ และการสั่งการอย่างเป็นระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยเคยเสนอนโยบายจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติและนำเทคโนโลยีมาใช้รับมือภัยพิบัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน แต่ใสังคมไทยยังไม่เห็นการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายประชานิยมมากกว่า อีกทั้งบุคลากรของพรรคและรัฐบาล ทั้งรัฐมนตรีและผู้ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูล มุ่งตอบโต้ประชาชนและเอาชนะกันด้วยวาทกรรม ทั้งที่ผู้ประสบภัยกำลังเผชิญความเดือดร้อนและขาดแคลนสิ่งจำเป็น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีตั้งหลักการทำงานใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นอันดับแรก

“ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยได้แจกเงินส่วนตัวให้ชาวบ้านคนละ 1,000 บาทตามที่ปรากฏภาพและข่าวนั้น นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาในระดับนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สามารถแจกเงินส่วนตัวให้ผู้ประสบภัยทุกคนได้ และเงินจำนวนดังกล่าวก็ไม่เพียงพอต่อความเดือดร้อนที่ประชาชนกำลังเผชิญ คนระดับนายกรัฐมนตรีไม่น่าทำพฤติกรรมดังกล่าว แต่ควรมีแนวคิดและการแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็นมากกว่านี้

ส่วนตัวมองว่า การรับมือภัยพิบัติของรัฐบาลนี้เป็นความล้มเหลวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ตนอยากให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้นำโดรนมาใช้ค้นหาผู้ประสบภัยและแจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ ซึ่งเป็นวิธีที่ตอบโจทย์สถานการณ์และช่วยให้เข้าถึงผู้ประสบภัยได้รวดเร็วขึ้น รัฐบาลควรปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในพื้นที่ที่เรือท้องแบนหรือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึง แทนการลงพื้นที่ด้วยรูปแบบเดิม ที่มักเป็นการสร้างภาพมากกว่า เพราะในเมื่อมีทั้งเทคโนโลยีและงบประมาณ เหตุใดจึงไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่สังคมวิจารณ์หนักคือ การเดินทางไปต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีในช่วงเกิดภัยพิบัติ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมเดินทางไปด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความต่อเนื่องของการบัญชาการและสั่งการแก้ไขปัญหา สังคมเกิดคำถามว่า เหตุใดจึงไม่ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยอยู่ดูแลสถานการณ์ในประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือไปอย่างทันท่วงที

อีกทั้งกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย1.6 แสนล้านบาท ซึ่งตามข้อมูลที่ระบุ จะเริ่มดำเนินการในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี และแล้วเสร็จในปี 2577 ว่า ถือเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากจึงต้องพิจารณาความเหมาะสม รอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศยังมีภาระจากโครงการเงินกู้จำนวนมาก

ถามว่า จังหวะการอนุมัติโครงการในช่วงเกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ เป็นการนำสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนมาใช้สร้างความชอบธรรมให้โครงการหรือไม่ และมีเหตุผลหรือเจตนาอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศไทยไม่มีเขื่อน แต่สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลมากกว่า

เพราะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศผ่านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แต่กลับไม่เห็นบทบาทเชิงรุกของหน่วยงานนี้ ในสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี69 ทั้งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบูรณาการแผนทรัพยากรน้ำของประเทศ และมีทั้งงบประมาณกับบุคลากรในการดำเนินงานขอถามดังๆว่า ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ล้มเหลวหรือไม่ เวลาเกิดวิกฤตแบบนี้น่าจะออกมาเป็นหน่วยงานแรกด้วยซ้ำ จึงเรียกร้องให้ สทนช.แสดงบทบาทในการประสานงานและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นระบบและทันต่อสถานการณ์ด้วย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...