UNICEF ชี้ น้ำท่วมกระทบการเรียนของเด็ก ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
วันนี้ (5 ตุลาคม) สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็ก โดยโรงเรียนในพื้นที่ประสบภัยต้องปิดการเรียนการสอน และบางแห่งถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมโรงเรียนให้พร้อมรับมือกับภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 4 ล้านคนในกว่า 1.4 ล้านครัวเรือน ครอบคลุม 47 จังหวัด ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า มีสถานศึกษา 988 แห่งใน 29 จังหวัดได้รับผลกระทบ สำหรับกรุงเทพมหานครมีรายงานว่า โรงเรียนและสถานศึกษา 188 แห่งได้รับผลกระทบ บางแห่งถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ประกาศปิดโรงเรียนชั่วคราวใน 15 เขตที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม
ผลกระทบจากน้ำท่วม อาจทำให้เด็กๆ ต้องพลาดโอกาสในการเรียนรู้และทำให้การเรียนต้องหยุดชะงัก เด็กขาดกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคย รวมถึงสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนจากโรงเรียนตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นจากห้องเรียนที่ถูกน้ำท่วม อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับความเสียหาย หรือการที่โรงเรียนบางแห่งต้องใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
เคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การ UNICEF ประเทศไทย กล่าวว่า “ทุกครั้งที่น้ำท่วมจนโรงเรียนต้องปิด เด็กๆ ไม่ได้สูญเสียเพียงเวลาเรียน แต่ยังสูญเสียกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคย เวลาอยู่กับเพื่อนและครู รวมถึงพื้นที่ที่ปลอดภัยและคุ้นเคยซึ่งเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน เมื่อสิ่งเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก ก็อาจส่งผลต่อทั้งการเรียนรู้และสุขภาพจิตของเด็ก”
“เมื่อสภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การเตรียมโรงเรียนให้สามารถรับมือและเปิดการเรียนการสอนได้ จะช่วยให้เด็กๆ ยังคงเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ได้เชื่อมโยงกับเพื่อนและครู และได้รับการดูแลและสนับสนุนที่จำเป็น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นส่วนสำคัญของการสร้างระบบการศึกษาที่พร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
สถานการณ์ในประเทศไทยสอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยการวิเคราะห์ล่าสุดของ UNICEF เรื่อง Learning Interrupted: Global Snapshot of Climate-Related School Disruptions ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนที่ผ่านมา และรวบรวมข้อมูลจาก 106 ประเทศและเขตแดนพบว่า ในปี 2568 มีนักเรียนมากกว่า 171 ล้านคนทั่วโลกที่การเรียนต้องหยุดชะงักจากพายุ น้ำท่วม คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่า
สำหรับประเทศไทย มีนักเรียนประมาณ 167,106 คน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสภาพภูมิอากาศ จนการเรียนต้องหยุดชะงักในปี 2568 โดยน้ำท่วมเป็นภัยที่ส่งผลกระทบมากที่สุด ทั้งนี้ ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากการวิเคราะห์ไม่ได้ครอบคลุมผลกระทบทางอ้อม เช่น มลพิษทางอากาศและโรคที่มากับน้ำ
ความจำเป็นในการเตรียมพร้อมยังสอดคล้องกับผลการสำรวจ “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความช่วยเหลือที่โรงเรียนต้องการ” ซึ่งจัดทำโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ด้วยการสนับสนุนจาก UNICEF เพื่อประเมินความพร้อมของโรงเรียนในการรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง การสำรวจดำเนินการในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ครอบคลุมโรงเรียนของรัฐ 329 แห่งใน 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรงในช่วงสามปีที่ผ่านมา
ผลสำรวจพบว่า ทุกโรงเรียนเคยประสบสภาพอากาศรุนแรงอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยฝนตกหนัก พายุ และน้ำท่วมเป็นภัยที่เกิดขึ้นและสร้างผลกระทบรุนแรงที่สุด
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเรียนการสอนเท่านั้น โรงเรียน 3 ใน 4 แห่ง (ร้อยละ 75) รายงานว่าสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐานได้รับผลกระทบ เช่น น้ำดื่ม ห้องน้ำ อาหารปลอดภัย และการเดินทางมาโรงเรียน ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 55) รายงานว่านักเรียนประสบปัญหาสุขภาพ ทั้งโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ไข้เลือดออก โรคท้องร่วง โรคระบบทางเดินหายใจ ภาวะทุพโภชนาการ และปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของโรงเรียน (ร้อยละ 46) รายงานว่าอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกได้รับความเสียหาย
แม้โรงเรียนเกือบทั้งหมดจะบูรณาการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในการเรียนการสอน แต่ครูกว่าร้อยละ 80 ไม่เคยได้รับการอบรมอย่างเป็นทางการ ทั้งด้านการจัดการเรียนรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศรุนแรง โดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ขณะที่ความเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนักเรียนยังอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง
ในประเทศไทย UNICEF กำลังสนับสนุนรัฐบาลในการเสริมความเข้มแข็งให้กับแผนการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้สามารถปกป้องโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเด็กได้ดียิ่งขึ้น โดยข้อเสนอแนะของ UNICEF จะนำไปประกอบการจัดทำร่าง แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2571-2575
นอกจากนี้ UNICEF ยังเสนอให้มีมาตรการช่วยให้เด็กกลับเข้าสู่การเรียนได้โดยเร็ว ผ่านการจัดการเรียนรู้ชั่วคราวในช่วงที่โรงเรียนยังปิด รวมถึงการให้บริการด้านสุขภาพจิตและการสนับสนุนด้านจิตสังคมแก่เด็กและครูที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นและการพัฒนาและจัดอบรมครูให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติ
ขณะเดียวกัน UNICEF เดินหน้าผ่านแคมเปญ #CountMeIn เพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายและนโยบายที่เข้มแข็งขึ้นในการคุ้มครองสุขภาพ พัฒนาการ และอนาคตของเด็กจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
แฟ้มภาพ:Patipat Janthong / UNICEF