โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ลงทุน AI” ส่อสะดุด เสี่ยงจุดชนวนวิกฤตการเงินโลก ท่ามกลางหนี้พุ่ง 350 ล้านล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 21.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Reuters เตือนการลงทุน AI ส่อสะดุด หลังหุ้นเทคโนโลยีสูญมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางหนี้โลกพุ่งเกิน 350 ล้านล้านดอลลาร์ หวั่นกระทบตลาดการเงินทั่วโลก

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 12.27 น. สำนักข่าว Reuters รายงานบทวิเคราะห์ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญความเปราะบางจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ภาระหนี้ภาครัฐที่พุ่งสูง ความตึงเครียดทางการค้า และต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจโลก เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง จนทำให้นักลงทุนกังวลว่า หากกระแสการลงทุน AI สะดุด อาจกลายเป็นชนวนกระตุ้นความปั่นป่วนครั้งใหม่ในตลาดการเงินโลก

ที่ผ่านมา การลงทุนด้าน AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดหุ้นขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และช่วยสนับสนุนความคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ประมาณ 3% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลเริ่มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

นโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามอิหร่าน ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ประกอบกับภาระหนี้ภาครัฐที่สูงอยู่แล้ว ยิ่งผลักดันต้นทุนการกู้ยืมขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

จิม โอนีล (Jim O'Neill) อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอังกฤษ ระบุว่า การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมักเปิดเผยจุดอ่อนของประเทศและธุรกิจที่มีความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะกิจการที่พึ่งพาหนี้สินมากเกินไป

เขาเตือนว่า หากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลดลง ความเสี่ยงจากการลงทุน AI ที่ใช้เงินกู้เป็นแหล่งเงินทุนจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อสหรัฐยังอยู่เหนือเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มานานกว่าครึ่งทศวรรษ ขณะที่เงินเฟ้อยูโรโซนอยู่ที่ 3.8% สูงกว่าเป้าหมาย 2% เช่นกัน

หุ้นเทคโนโลยีสูญมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ นักลงทุนเริ่มกังวลผลตอบแทน AI

สัญญาณความเปราะบางของตลาดปรากฏชัดเจนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อนักลงทุนเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI และย้ายเงินเข้าสู่พันธบัตรที่มีความปลอดภัยสูงกว่า ส่งผลให้มูลค่าตลาดของดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบสำคัญ หายไปมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเดือนเดียว

แรงขายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เปิดเผยผลประกอบการที่ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลใน AI จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วเพียงใด ขณะที่ต้นทุนประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเทคโนโลยีบางแห่งปรับตัวสูงขึ้น และโครงการศูนย์ข้อมูลบางส่วนเริ่มประสบปัญหาในการระดมทุน

ความกังวลยังลุกลามไปยังหุ้นเทคโนโลยีในเกาหลีใต้ จีน และสหรัฐ สะท้อนว่าความเสี่ยงจากการลงทุน AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดใดตลาดหนึ่ง
ขณะเดียวกัน นักลงทุนหันเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงเกือบ 0.20 จุดเปอร์เซ็นต์ในวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 5% ซึ่งนักลงทุนบางส่วนมองว่าเป็นระดับที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินในวงกว้าง

ความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรยังเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสพุ่งขึ้นสู่ระดับที่เคยปรากฏในช่วงวิกฤตหนี้ยูโรโซนปี 2555 ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดในการรับมือข้อเรียกร้องของประชาชน ท่ามกลางการประท้วงครั้งใหญ่

ส่วนญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เผชิญอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ส่งผลให้ทางการเผชิญแรงกดดันในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งอาจกระทบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ

ไมค์ ริดเดลล์ (Mike Riddell) ผู้จัดการกองทุนของ Fidelity International ซึ่งบริหารสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า เริ่มปรากฏสัญญาณความเสียหายในบางส่วนของระบบเศรษฐกิจ โดยชี้ไปที่ปัญหาในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญการปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

บิ๊กเทคจ่อลงทุน AI 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจหากชะลอ

Reuters ระบุว่า ความแข็งแกร่งของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากการลงทุนด้าน AI โดย Danske Bank ประเมินว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐประมาณ 6 แห่ง หรือกลุ่ม Hyperscalers มีแนวโน้มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 เทียบเท่ากับการลงทุนของบริษัททั้งหมดในยุโรปรวมกัน และเพิ่มขึ้นจากประมาณการลงทุน 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569

ปัจจุบัน หุ้นเทคโนโลยีและ AI มีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 40% ของดัชนี S&P 500 และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 70% ของดัชนีตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐกระจุกตัวอยู่ในบริษัทจำนวนไม่มาก

อย่างไรก็ตาม หลังนักลงทุนเริ่มลดการลงทุนในหุ้น AI ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงประมาณ 3% จากจุดสูงสุดช่วงต้นเดือนตุลาคม ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ซึ่งประกอบด้วยหุ้นบริษัทขนาดเล็กที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากกว่า ปรับตัวลดลงเกือบ 8% จากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม

อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ (Albert Edwards) นักกลยุทธ์ระดับโลกของ Societe Generale ซึ่งเคยเตือนถึงวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 แสดงความกังวลต่อการที่ตลาดหุ้นพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งมากเกินไป

นักวิเคราะห์บางส่วน มองว่า หากไม่มีการลงทุนด้าน AI เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยไปแล้ว และอาจฉุดเศรษฐกิจประเทศอื่นตามไปด้วย เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามอิหร่านได้สร้างแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ชีลา แบร์ (Sheila Bair) อดีตประธานบรรษัทประกันเงินฝากของสหรัฐ (FDIC) ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2551 เตือนว่าปัจจุบันเริ่มปรากฏสัญญาณบางประการที่คล้ายคลึงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อในภาคการเงินบางส่วน และการที่บริษัท AI พึ่งพาการกู้ยืมเงินมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการลงทุน

เธอยังกังวลว่าหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ รัฐบาลต่าง ๆ อาจไม่มีศักยภาพทางการคลังเพียงพอที่จะออกมาตรการช่วยเหลือเหมือนในอดีต เนื่องจากภาระหนี้อยู่ในระดับสูงมากแล้ว

หนี้โลกทะลุ 350 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงวิกฤตลุกลาม

ความเสี่ยงอีกด้านมาจากภาระหนี้ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance: IIF) ระบุว่า หนี้รวมทั่วโลกสูงกว่า 350 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3 เท่าของขนาดเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลหลายประเทศมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมาหลายเดือนทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 75% นับตั้งแต่ต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง รวมถึงอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เผชิญแรงกดดันจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เคยเตือนในรายงานเสถียรภาพทางการเงินเดือนกรกฎาคม ว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเพิ่มโอกาสเกิดแรงกระแทกขนาดใหญ่หลายครั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการเกิดวิกฤตเพียงด้านเดียว

ทีนา ฟอร์ดแฮม (Tina Fordham) ผู้ก่อตั้ง Fordham Global Foresight ระบุว่า ความแตกแยกระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการเมืองอาจทำให้ประเทศมหาอำนาจประสานความร่วมมือเพื่อรับมือวิกฤตได้ยากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ที่รัฐบาลและธนาคารกลางร่วมกันออกมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจ

เธอเตือนว่าหากเกิดวิกฤตในระดับเดียวกับปี 2551 ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังและความร่วมมือระหว่างประเทศที่ลดลง ผลกระทบอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างหนัก

นอกจากนี้ ตลาดการเงินทั่วโลกยังมีความเชื่อมโยงกับสหรัฐในระดับสูง โดยข้อมูลเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศของกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหลักทรัพย์สหรัฐสุทธิเกือบ 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนเดียว ทำให้ความผันผวนในตลาดสหรัฐมีโอกาสส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนทั่วโลก

เศรษฐกิจยังมีปัจจัยบวก แต่ตลาดพึ่งพา AI มากเกินไป

อย่างไรก็ตามReuters ระบุว่าเศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน โดยคำเตือนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นจริง ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปมีความแข็งแกร่งกว่าที่คาด และตลาดแรงงานยังมีเสถียรภาพ

ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดย ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า บริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 แล้วถึง 84% มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ถึงกระนั้น ความกังวลสำคัญอยู่ที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นพึ่งพาการลงทุน AI มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากบริษัทเทคโนโลยีเริ่มลดงบลงทุน หรือไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามความคาดหวัง ผลกระทบอาจลุกลามจากหุ้นเทคโนโลยีไปสู่ตลาดสินเชื่อ พันธบัตร กระแสเงินทุนระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจจริง

ฟอร์ดแฮมเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับคำกล่าวของวอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดัง ที่ว่า เมื่อน้ำลดจึงจะเห็นว่าใครกำลังว่ายน้ำโดยไม่มีเครื่องปกปิด โดยเธอสรุปว่า กระแสการลงทุน AI เปรียบเสมือนระดับน้ำที่กำลังพยุงตลาดการเงินโลกอยู่ในขณะนี้

บทวิเคราะห์ของ Reuters จึงสะท้อนว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่ที่การลงทุน AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การชะลอตัวของการลงทุนดังกล่าวอาจเกิดขึ้นพร้อมกับภาระหนี้สูง เงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย ต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดในการรับมือวิกฤตของรัฐบาลทั่วโลก ซึ่งอาจทำให้แรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งต่อไปส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่ตลาดคาดการณ์

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...