‘ศุภจี’ จับมือ 3 แพลตฟอร์ม ลดค่า GP สูงสุด 42.9% ช่วย SME ดีเดย์ 1 ธ.ค.นี้
28 ตุลาคม 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับ 3 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ปรับลดค่าธรรมเนียมการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม (GP) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หลังผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์ม 6 ราย ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570
โดยความร่วมมือครั้งใหม่นี้ ทั้ง 3 แพลตฟอร์มตกลงปรับลดค่าธรรมเนียม GP ภาคบังคับ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ค้าต้องจ่ายเพื่อจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม ให้กลับไปใช้อัตราเดิม ณ วันที่ 1 มกราคม 2569
สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ Shopee จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 8.03–13.91% จากอัตราสูงสุดในปัจจุบันที่ 19.26% ลดลงสูงสุด 33.30% ขณะที่ TikTok Shop จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 11.24–17.66% จากอัตราสูงสุด 21.94% ลดลงสูงสุด 35% ส่วน Lazada จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 7.50–11.60% จากอัตราสูงสุด 17.50% ลดลงสูงสุด 42.90%
โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 รวมระยะเวลา 6 เดือน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการได้รวมประมาณ 1,930 ล้านบาท
ทั้งนี้ แพลตฟอร์มจะประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนผู้ค้าให้เข้าร่วมรับสิทธิ์ โดยมีกลุ่มผู้ค้าที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 1.2 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ประมาณ 1.02 ล้านราย และนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อปี ประมาณ 180,000 ราย
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้อง จึงขอให้ผู้ค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเร่งดำเนินการ เพื่อให้สามารถรับสิทธิ์ลดค่าธรรมเนียมได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า มาตรการลดค่าธรรมเนียม GP เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ หลังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมมาแล้ว 3 ครั้งตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่งผลให้มีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก
เร่งยกร่างกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล
ทั้งนี้ ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ร่วมกันทบทวนและยกร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับสถานการณ์และรูปแบบการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงไป
ขณะเดียวกัน การผลักดันกฎหมายดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2568 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ โดยการทบทวนครั้งนี้จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การแข่งขันได้ ความโปร่งใส และความเป็นธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มกับผู้ประกอบการที่ใช้บริการ
นอกจากนี้ กขค. ยังอยู่ระหว่างดำเนินการกำหนดกรอบระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ใหม่ ทั้งในส่วนของสินค้าทั่วไปและสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและกระแสเงินสดให้ผู้ประกอบการ SME โดยมาตรการดังกล่าวมีกำหนดมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
ขณะเดียวกัน กขค. จะเป็นหน่วยงานหลักในการขยายความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มประเภทอื่น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มบริการจัดส่งอาหารและแพลตฟอร์มรับส่งผู้โดยสาร เพื่อหารือแนวทางดูแลค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการในระบบ
สำหรับข้อเสนอให้นำบริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเข้าอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม นางศุภจี กล่าวว่า ในทางปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ใช้วิธีเข้าไปกำหนดราคาสินค้าโดยตรง แต่จะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไรที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลในการกำหนดราคา
ส่วนบริการแพลตฟอร์มออนไลน์มีรายละเอียดและโครงสร้างต้นทุนแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและบริการ จึงมีข้อจำกัดในการกำหนดราคาแบบเดียวกันทั้งหมด โดยกระทรวงพาณิชย์จะเน้นการดูแลให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสม ภายใต้กลไกและมาตรการที่สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจของแต่ละแพลตฟอร์ม