โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ทวี' ชี้คดีโกง สว.เปิดประตูสู่ความยุติธรรม หลังมีช่องฟ้อง กกต.

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ (วท. 27/2569) ชี้ขาดให้ "คดีโกง สว." 2567 ที่ผู้สมัครยื่นฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการ กกต. 5 คน ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตกอยู่ในเขตอำนาจศาล โดย พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า คดีฮั้ว สว. 2567 เมื่อศาลยุติธรรมเปิดประตูให้ผู้เสียหายเข้าถึงความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ วท. 27/2569 ว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ฟ้องคดีคือ นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หมายเลข 71 ซึ่งผ่านเข้าสู่การเลือกระดับประเทศและได้รับการจัดให้อยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 4

วันที่ 27 มิถุนายน 2567 เพียงหนึ่งวันหลังการเลือกระดับประเทศ นายพงศกรณ์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยกล่าวหาว่ามีการฮั้วหรือทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการเลือกที่อาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 88

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า สาระสำคัญคือ โจทก์เป็นผู้สมัครที่ใช้สิทธิคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยอ้างว่าผลการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 พบพฤติการณ์สอดคล้องกับคำร้องคัดค้านของตน และมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้สมัครกลุ่มที่ 2 จำนวน 6 คน ซึ่ง กกต. ได้ประกาศรับรองให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว

แต่โจทก์กล่าวหาว่า กกต. กลับเพิกเฉย ไม่วินิจฉัยคำร้องโดยเร็ว และประวิงเวลาด้วยการตั้งคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย โจทก์จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์เข้าข่ายหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามมาตรา 32 และกระทบต่อสิทธิของตนในฐานะผู้เสียหายตามมาตรา 88

โจทก์ยื่นฟ้องนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. รวม 8 คน ต่อมาถอนฟ้องกรรมการ กกต. 2 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย จึงเหลือจำเลย 6 คน ได้แก่ เลขาธิการ กกต. 1 คน และกรรมการ กกต. 5 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก โดยเป็นการฟ้องบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง มิใช่ฟ้ององค์กร กกต. โดยตรง

"หัวใจของคำฟ้องคือ ผู้มีหน้าที่รักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง กลับตกเป็นจำเลยในคดีที่กล่าวหาว่าละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเสียเอง" พ.ต.อ.ทวี ระบุ

โจทก์กล่าวหาว่า กกต. มีมติไม่รับพยานหลักฐานสำคัญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แก่ ข้อมูลเส้นทางการเงิน หลักฐานการโอนเงิน ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา

โจทก์จึงมีหนังสือโต้แย้งและขอให้ทบทวนมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ก่อนที่ กกต. จะมีหนังสือลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ปฏิเสธคำขอทบทวนดังกล่าว

พ.ต.อ.ทวี ระบุอีกว่า ข้อกล่าวหาตามคำฟ้องคือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 58 และมาตรา 69 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงมิปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำการอื่นใดเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การร่วมกระทำความผิด และบทกำหนดโทษ

ประเด็นทางกฎหมายอีกประการหนึ่งคือ มาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม โจทก์จึงโต้แย้งว่าเกณฑ์ดังกล่าวแตกต่างจากมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดเพื่อพิพากษาลงโทษทางอาญา

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 27/2569 มีความสำคัญต่อหลักนิติธรรม โดยกล่าวถึงสิทธิของผู้เสียหายจากการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ ซึ่งกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และวางเหตุผลว่าประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2) ทั้งนี้ การใช้อำนาจฟ้องในแต่ละคดียังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 กำหนดให้กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน และเลขาธิการ กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่ มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น เมื่อถูกฟ้องว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ประธานศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

พ.ต.อ.ทวี ระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล มิใช่คำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด และยังมิใช่ข้อยุติเรื่องอำนาจฟ้องหรือการรับฟ้องในเนื้อหาคดี ซึ่งต้องพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย โดยจำเลยทุกคนยังได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

คดีฮั้ว สว. 2567 มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นระบบ ย่อมกระทบต่อความชอบธรรมของการได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติและระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยครั้งนี้มิใช่คำตัดสินว่าผู้ใดผิด แต่เป็นการเปิดประตูทางกฎหมายให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศาลที่มีเขตอำนาจ และสะท้อนหลักนิติธรรมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่พิทักษ์ความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง เพราะความยุติธรรมต้องเปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างอิสระ รอบด้าน และเป็นธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...