DNA มัดแน่นพ่อทิพย์ชาวไทย รับรองลูกพ่อค้าชาวจีน อ้างเหตุอย่างกับละคร
9 ตุลาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ชุดสืบสวนนครบาล กรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. ปปง. และ ปปท. เปิดปฏิบัติการ “เผยเงาเหนือ” (Operation Northern Shadow) ทลายขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือก่อนขยายผลสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร
โดยเข้าตรวจค้นจับกุม 3 จุดสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง ย่านวังทองหลาง พบว่าเป็นบ้านของนายอี้หลง แซ่จาง หรือ “อาหลง” และภรรยาชาวจีน แนวทางการสืบสวนขยายผล พบว่า นายอี้หลง เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนราษฎรในพื้นที่ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เมื่อปี 2532 และถือบัตรประชาชนไทยเลขขึ้นต้นด้วย 5 เมื่อปี 2557 โดยทำบัตรประชาชนครั้งสุดท้ายปี 2564 ทั้งนี้แนวทางการสืบสวนยังพบอีกว่า นายอี้หลง มีภรรยาชาวจีน และมีลูกด้วยกัน โดยใช้นายวุฒิชัย ชายชาวไทย จดทะเบียนรับรองบุตร หรือเป็นพ่อทิพย์
โดย พล.ต.ท.นพศิลป์ ระบุว่า เรื่องนี้มีการขยายผลจากการที่ นายอี้หลง ภรรยา และบุตร จะเดินทางไปประเทศจีน แต่ก่อนเดินทาง ตำรวจ ตม.ตรวจเอกสาร พบว่า ชื่อบิดาของเด็กชาวจีน ในเอกสารเป็นชื่อ นายวุฒิชัย ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก็คือไม่ตรงกับนายอี้หลง จึงทำการตรวจ DNA เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ผลปรากฎว่า นายอี้หลง ภรรยา และเด็กชาวจีน DNA ตรงกัน มีความสัมพันธ์ เป็นพ่อแม่ลูกกัน
จึงขยายผลตรวจสอบผู้รับรอง การเพิ่มชื่อ และที่มาของบัตร ทำให้พบว่ามีการทุจริตทางทะเบียนราษฎร โดยนายอี้หลง มีการนำชื่อเข้ามาในบ้าน อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เมื่อปี 2532 และได้บัตรประชาชนครั้งแรกอายุ 28ปี และ หลังจาก นายอี้หลง ได้บัตรประชาชนคนไทย ก็มาทำมาหากินในเมืองไทย มีการตั้งบริษัท จำนวน 2บริษัท โดยนำไปใช้ทำธุรกิจขายของที่วัดเล่งเน่ยยี่ และนำเงินมาซื้อบ้านหลังที่เข้าทำการตรวจค้น ทั้งนี้ ในรอบ 10 ปี มีเงินหมุนเวียนเฉพาะนายอี้หลง กว่า 100 ล้านบาท ส่วนบัญชีภรรยาชาวจีน 481 ล้านบาท ถือเป็นภัยความมั่นคงที่สูงมากในประเทศไทย
พล.ต.ท.นพศิลป์ ยังเปิดเผยหลักฐานแชตไลน์ที่นายอี้หลง ใช้ชักชวนเครือข่ายทำบัตรประชาชน โดยมีการเสนอทำ “บัตรหัว 0”(กลุ่มบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง ชาวเขา) ราคา 120,000 บาท วางมัดจำ 25% หรือ 30,000 บาท ระบุว่าทำได้ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ รอประมาณ 1 เดือน และรอบัตรตัวจริงประมาณ 3 เดือน โดยชำระเงินส่วนที่เหลือเมื่อรับบัตร
.
ด้าน นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ระบุว่า นายอี้หลง ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรตั้งแต่ปี 2532 และ การขยายผลครั้งนี้พบว่า นายอี้หลง เคยทำบัตรประชาชนเป็นครั้งที่ 2 แต่บัตรดังกล่าวถูกจำหน่ายออกจากระบบแล้ว
.
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินคดีกับ นายอี้หลง , ภรรยาชาวจีน และนายวุฒิชัย ซึ่งถูกระบุว่า เป็นพ่อทิพย์ ในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทะเบียนราษฎร การสวมสิทธิ และการถือครองที่ดิน พร้อมขยายผลตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
.
ขณะที่ช่วงหนึ่ง นายวุฒิชัย อายุ 40 ปี สัญชาติไทย ชาวบ้านบึง จ.ชลบุรี “พ่อทิพย์” ยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักครอบครัวชาวจีนมาก่อน รู้จักเพียงฝ่ายหญิงจากการคบหากันเมื่อปี 2555 ประมาณ 4-5 เดือน หลังพบกันช่วงที่ตนมาเที่ยวที่กรุงเทพฯ โดยทราบว่าฝ่ายหญิงทำธุรกิจทัวร์อยู่แถวนวลจันทร์
ต่อมาฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ และหลังคลอดยังติดต่อมาบอกว่า “เป็นลูกของเรา” ก่อนที่ทั้งคู่จะเลิกรากัน โดยฝ่ายหญิงขอสำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง เพื่อนำไปแจ้งเกิดลูก โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เพราะเข้าใจมาตลอดว่าเป็นลูกของตัวเองจริงๆ
เมื่อถามว่า รู้หรือไม่ว่าถูกใช้เป็นพ่อทิพย์ เพื่อสวมสิทธิให้เด็กชาวจีน นายวุฒิชัย ตอบว่า รู้เพียงว่าฝ่ายหญิงส่งเอกสารมาให้เซ็น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ และเพิ่งทราบความจริงหลังตรวจ DNA พบว่าเด็กไม่ใช่ลูกของตน
นายวุฒิชัย ยังกล่าวว่า “มันผ่านมา 13 ปีแล้ว มันก็ไม่ได้ระแคะระคายอะไร ต่างคนก็ต่างมีครอบครัวกันใหม่แล้ว ที่ผ่านมายังพูดคุยกับฝ่ายหญิงบ้างเรื่องเอกสาร แต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเด็ก พร้อมยอมรับว่ารู้สึกไม่ดีเมื่อทราบว่าเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่และกระทบความมั่นคงของประเทศ ผมขอฝากเตือนคนไทยว่า อย่าไปทำแบบนี้เลย อย่าให้เอกสารใครง่ายๆ”
ด้าน นายอี้หลง แซ่จาง หรือ “อาหลง” ชายชาวจีน เปิดเผยว่า ถูกแจ้งชื่อเข้าทะเบียนบ้านตั้งแต่ปี 2532 และแม่เลี้ยงเป็นผู้รับรองให้ทำบัตรประชาชนเมื่อปี 2557 โดยอ้างว่าแม่เลี้ยงเป็นคนพาไปดำเนินการ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทำเป็นขบวนการ และตนคือ “อี้หลง” ตัวจริง
“อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงตั้งแต่อายุ 2 ขวบ ใน จ.เชียงราย ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ กับเพื่อนตั้งแต่อายุ 13 ปี เพื่อทำงานร้านอาหาร”นายอี้หลง กล่าว
พร้อมปฏิเสธว่า ไม่มีเครือข่ายในหมู่บ้านหรือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว โดยระบุว่า “ไม่มีครับ ไม่มีแม้กระทั่งญาติพี่น้อง ผมอยู่ที่ไทยมาตลอดตั้งแต่เด็ก ไม่ได้ไปอยู่ที่จีนเลย ผมสาบานได้เลยว่า ผมไม่ได้อยู่จีน พ่อผมชื่ออาเฉิง ส่วนแม่ผมไม่เคยเห็นหน้า มีแต่แม่เลี้ยงที่ชื่ออาสือ”
เมื่อถามถึง กรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกตัว นายอี้หลง กล่าวว่า “ผมยังไม่รู้เลยว่าผมผิดตรงไหน ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ ผมไม่ได้ทำ เพราะว่าอยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยวมา เขาไปขึ้นชื่อให้ผม”
ส่วนเงินหมุนเวียนในบัญชีหลักร้อยล้านบาทและธุรกิจที่ทำอยู่ นายอี้หลง ระบุว่า ประกอบอาชีพขายของ โดยยอมรับว่าเคยทำธุรกิจทัวร์ ก่อนเปลี่ยนมาขายสินค้า และทุกปีจะอยู่ที่วัด นำของไปให้ลูกค้าที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2 สำหรับผู้ที่มาแก้ปีชง
สำหรับกรณีเด็กชาวจีน ที่มีนายวุฒิชัยเป็นผู้รับรองบุตร นายอี้หลง ระบุว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่านายวุฒิชัย ไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเด็ก และเพิ่งทราบความจริงจากผลตรวจ DNA ขณะเตรียมเดินทางไปจีน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา
พร้อมยอมรับว่า ในช่วงที่ฝ่ายหญิงคลอดลูก ตนอยู่กับฝ่ายหญิง แต่เรามีความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ และปัจจุบันกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ต่างคนต่างเดินทางไปจีนและแยกกันอยู่ โดยไม่ได้มีปัญหาอะไรในการเดินทาง
ทั้งนี้ นายอี้หลง ยอมรับว่า “เคยสงสัยเรื่องลูก แต่ฝ่ายหญิงยืนยันมาตลอดว่าเป็นลูกของนายวุฒิชัย พร้อมระบุว่า รู้สึกโกรธและเสียใจที่ฝ่ายหญิงไม่พูดความจริง เขามีผู้ชายหลายคน”
ด้านภรรยาชาวจีน ไม่ขอพูดหรือตอบคำถามใดๆ เนื่องจากเจ้าตัวบอกผ่านล่ามว่า ไม่สะดวกและไม่พร้อมให้ข้อมูล