โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ดับเบิลยูเอ็มโอชี้ “เอลนีโญ” จะคงอยู่ถึงก.พ. 2570 คาดรุนแรงสุดในรอบ 76 ปี

เดลินิวส์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นก่อนจะถึงจุดสูงสุดในเดือนธ.ค. และมีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่จะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนก.พ. 2570 โดยคาดว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นจนทำลายสถิติเดิม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ว่า การคาดการณ์ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์นี้จะคงอยู่ไปจนถึงเดือน ก.พ. 2570 และอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา

หน่วยงานด้านสภาพอากาศระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลาง และตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยคาดว่าจะสูงกว่าระดับปกติถึง 3.7 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ระดับอุณหภูมิที่คาดการณ์ว่าจะสูงขึ้นผิดปกตินี้ ถือว่าสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้ที่ 2.6 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือน พ.ย. 2558-ม.ค. 2559 อย่างมีนัยยะสำคัญ

น.ส.เซเลสเต เซาโล เลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่า มหาสมุทรที่เป็นแหล่งพลังงานของปรากฏการณ์นี้ มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยตรวจวัดมา ซึ่งหมายความว่า มีปริมาณความร้อนสะสมอยู่มากพอ ที่จะปลดปล่อยออกมาได้มากกว่าปกติ

เมื่อเดือนที่แล้ว นักวิจัยจากองค์กร ไคลเมท อิมแพค แลป แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตส่วนเกินทั่วโลกสูงถึง 451,000 ราย ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือน มิ.ย. ไปจนถึงเดือน ก.พ. 2570.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...