ปชน.เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. สอบ 7 กกต. มติคดีฮั้ว สว.
"ณัฐพงษ์-พริษฐ์" แถลงเตรียมยื่น ป.ป.ช. 25 ก.ย.นี้ ขอให้ไต่สวน กกต.ทั้ง 7 คน กรณีมติคดีฮั้วเลือก สว. 14 ก.ย. อ้างมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ดุลพินิจและการพิจารณาหลักฐาน พร้อมตั้งข้อสังเกตแต่งตั้ง "ปิยะ รักสกุล" นั่งอธิบดี DSI หวั่นกระทบการขยายผลคดี ย้ำต้องตรวจสอบการทำงานอย่างตรงไปตรงมา
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน แถลงถึงการเตรียมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยนายณัฐพงษ์ ระบุว่า จะเดินทางไปยื่นคำร้องด้วยตนเองในวันที่ 25 กันยายนนี้ โดยพรรคประชาชนเห็นว่ามติของ กกต. ในคดีดังกล่าวอาจมีประเด็นเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ และอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงต้องการให้ ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ มีบทบัญญัติหลายส่วนที่เห็นว่าเกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 234 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นที่พรรคประชาชนต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบมี 2 ส่วนหลัก ประเด็นแรก คือ มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเฉพาะการพิจารณาคดีเป็นรายบุคคล ทั้งที่พรรคเห็นว่าพฤติการณ์ที่ถูกร้องเรียนอาจมีลักษณะเป็นการดำเนินการร่วมกันเป็นขบวนการ และอาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการพิจารณาหลักฐาน เช่น โพยหรือใบสั่งที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนเคยนำเสนอ รวมถึงกรณีพยานบางรายกลับคำให้การ ซึ่งพรรคประชาชนตั้งคำถามว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลต่อรูปคดีหรือเอื้อประโยชน์ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ และประเด็นที่สอง คือ การดำเนินการของ กกต. ก่อนมีมติในคดี
ซึ่งพรรคประชาชนระบุว่าพบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งเรื่องระเบียบที่อาจเปิดช่องให้เกิดการจัดทำโพย การใช้หมายเลขเดียวกันในรอบเช้าและรอบบ่าย รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครและการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่พรรคต้องการให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ตรวจสอบและไต่สวนต่อไป
ส่วนจะร้อง กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เบื้องต้นบุคคลที่อยู่ในข่ายเกี่ยวข้องจะถูกร้องทั้งหมด โดยคำร้องของพรรคประชาชนมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง อีกทั้งพรรคเห็นว่า คดีดังกล่าวควรพิจารณาภาพรวม ไม่ควรแยกเป็นเหตุการณ์หรือรายบุคคล เพราะหากนำข้อเท็จจริงแต่ละส่วนมาพิจารณาประกอบกัน จะทำให้เห็นภาพรวมของพฤติการณ์ที่พรรคตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว. ส่วนช่องทางอื่นในการดำเนินการ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนผู้ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ผู้สมัครหรือ สว.สำรอง ให้สามารถใช้ช่องทางร้องต่อศาลโดยตรง แต่ในส่วนของพรรคประชาชนไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง จึงเลือกใช้ช่องทาง ป.ป.ช. ในการตรวจสอบ
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนร้องเรียน กกต. ทั้ง 7 คน เนื่องจากยังไม่ทราบว่ากรรมการแต่ละคนลงมติในแต่ละประเด็นอย่างไร เนื่องจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นเพียงจำนวนผู้ที่ถูกสั่งฟ้องหรือไม่ถูกสั่งฟ้องในแต่ละข้อกล่าวหา ดังนั้น พรรคจึงเห็นว่าการร้องเรียนควรครอบคลุมกรรมการทั้ง 7 คน ส่วนบุคคลใดจะมีพฤติการณ์เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ทีมกฎหมายของพรรค ยังอยู่ระหว่างพิจารณาฐานความผิดเพิ่มเติมว่า สามารถดำเนินการกับอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้หรือไม่ โดยระบุว่า พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 69 มีขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับทั้งกรรมการและอนุกรรมการ
สำหรับอนุกรรมการชุดที่ 36 นายพริษฐ์ ทราบว่า มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นว่า ไม่ควรสั่งฟ้องบุคคลใด โดยหนึ่งในเสียงข้างมาก คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าความเห็นดังกล่าวมีข้อแตกต่างจากหลักฐานและความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 16 รวมถึงแตกต่างจากมติ กกต. ที่มีคำสั่งดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย
ส่วนกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนเคยแสดงความกังวลมาก่อน และการแต่งตั้งครั้งล่าสุดทำให้พรรคจะต้องติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดต่อไป
นายพริษฐ์ ระบุว่า หลัง กกต.มีมติสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดบางส่วนและส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแล้ว แม้จำนวน 77 รายจะน้อยกว่าที่พรรคคาดไว้ แต่ในส่วนของ DSI ยังมีบทบาทในการตรวจสอบและขยายผลคดี เพราะที่ผ่านมา DSI เคยสอบสวนและสรุปสำนวนเสนอให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง 8 ราย ก่อนที่อัยการจะส่งสำนวนกลับเพื่อให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยเห็นว่าหากพฤติการณ์มีลักษณะเป็นการกระทำกันเป็นขบวนการ การดำเนินคดีไม่ควรจำกัดอยู่เพียง 8 ราย อีกทั้งก่อนหน้านี้ DSI รอความชัดเจนจาก กกต. ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน สั่งฟ้อง 77 รายแล้ว พรรคประชาชนจึงเห็นว่า DSI ควรเดินหน้าการสอบสวนต่อเพื่อขยายผลตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้น การเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI ในช่วงเวลาที่คดีอยู่ระหว่างการขยายผล และการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเคยเป็นอนุกรรมการชุดที่ 36 เข้ามาดำรงตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามว่าการแต่งตั้งดังกล่าวจะส่งผลต่อการทำงานของ DSI หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังวลและคำถามที่พรรคประชาชนต้องการให้มีการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการแต่งตั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถูกกล่าวหา พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการตรวจสอบและสอบสวนคดีได้อย่างตรงไปตรงมา และไม่ควรมีการแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
นายพริษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลัง กกต. ยืนยันว่า มีผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวแล้ว DSI ควรเดินหน้าตรวจสอบต่อ โดยคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระของสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติบรรจุเรื่องดังกล่าวเป็นหนึ่งในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้า โดยเบื้องต้น เตรียมเชิญผู้แทนจาก กกต. DSI และอัยการ เข้ามาชี้แจงและให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบกระบวนการดำเนินคดีและบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และย้ำว่า พรรคประชาชนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเพื่อให้การใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐเป็นไปตามกฎหมาย และไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหารายใด
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews