โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“สามารถ” จี้ประธานสภาฯ ตรวจญัตติซักฟอก ชี้ 10 ถ้อยคำเสี่ยงผิดข้อบังคับ

สยามรัฐ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 12 ต.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า “สามารถ” ฝากประธานสภาฯ ตรวจญัตติซักฟอกฝ่ายค้านให้ถูกข้อบังคับก่อนอภิปราย ชี้ 10 ถ้อยคำควรตรวจสอบ หากพบข้อบกพร่องต้องแจ้งแก้ไขตามกติกา ย้ำฝ่ายค้านตรวจสอบได้ แต่ต้องเคารพหลักนิติธรรม

ผม นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ผู้เคยปฏิบัติงานในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีประสบการณ์ในการตรวจสอบข้อกล่าวหาทางการเมืองนอกสภา วันนี้ผมมีข้อห่วงใยที่อยากฝากไปถึงท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเริ่มต้นจากญัตติที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาเสียก่อน จากการตรวจสอบญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ผมพบถ้อยคำที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างน้อย 10 จุด ได้แก่ 1.“ไร้ภาวะผู้นำ” 2.“ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี” 3.“ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ” 4."สมคบคิดกันเพื่อเข้าไปทำลาย ควบคุม ครอบงำ หรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม” 5.“ก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่” 6.“ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล” 7.“เอาความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง” 8.“ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” 9.“ไร้จิตสำนึก ใช้อำนาจไปในทางมิชอบ” 10.“ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ” ผมไม่ได้ด่วนสรุปว่าทุกข้อความผิดข้อบังคับโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตั้งคำถามว่า ข้อความใดคือการระบุพฤติการณ์เพื่อประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และข้อความใดเป็นเพียงการเสียดสีบุคคลหรือกล่าวหาโดยไม่แสดงข้อเท็จจริงรองรับให้ชัดเจน? โดยเฉพาะคำว่า “ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี” “ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ” และ “ไร้จิตสำนึก” ผมเห็นว่าควรตรวจสอบว่าเป็นถ้อยคำที่จำเป็นต่อการระบุเหตุไม่ไว้วางใจ หรือเป็นการตำหนิและเสียดสีตัวบุคคลเกินความจำเป็น ส่วนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นข้อกล่าวหาที่มีความร้ายแรง จึงควรตรวจสอบว่าญัตติได้ระบุพฤติการณ์และเหตุผลให้เพียงพอต่อการอภิปรายและการชี้แจงหรือไม่ กฎหมายและข้อบังคับกำหนดไว้อย่างไร? หนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 151 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ และการลงมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ สอง ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 175 เป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งต้องพิจารณาความถูกต้องของการเสนอญัตติตามเงื่อนไขที่กำหนด สาม ข้อบังคับข้อ 176 กำหนดให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ เมื่อพบข้อบกพร่องต้องแจ้งผู้เสนอภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่ข้อบังคับกำหนด ผมขอเน้นว่า ระยะเวลาเจ็ดวันดังกล่าวเป็นเรื่องการแจ้งข้อบกพร่อง ไม่ใช่การสรุปว่าผู้เสนอจะต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดวัน สี่ ข้อบังคับข้อ 69 วางหลักเกี่ยวกับการอภิปราย โดยห้ามใช้วาจาไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และกำหนดให้การอภิปรายอยู่ในประเด็นที่กำลังพิจารณา ห้า ข้อบังคับข้อ 71–72 เป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประท้วง การวินิจฉัยของประธาน และการดำเนินการเมื่อมีการอภิปรายที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาถ้อยคำและขอบเขตของแต่ละข้อให้ตรงกับฉบับที่มีผลใช้บังคับ หก ข้อบังคับข้อ 178 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักเกณฑ์การอภิปรายมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามเงื่อนไขที่กำหนด เจ็ด รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ทั้งหมด ผมจึงเห็นว่า ท่านประธานสภาควรตรวจสอบข้อความในญัตติอย่างละเอียดและจริงจัง โดยเฉพาะถ้อยคำที่อาจมีลักษณะเสียดสีบุคคล หรือข้อกล่าวหาที่ไม่ระบุพฤติการณ์ให้ชัดเจน หากตรวจพบว่าเป็นข้อบกพร่องตามข้อบังคับ ก็ต้องแจ้งให้ผู้เสนอแก้ไขตามกระบวนการ ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาความชอบด้วยข้อบังคับกลายเป็นข้อโต้แย้งเมื่อถึงวันอภิปราย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า ข้อบังคับข้อ 69 เป็นข้อห้ามเกี่ยวกับถ้อยคำในการอภิปรายโดยตรง การนำมาใช้พิจารณาข้อความในญัตติจึงต้องตรวจสอบร่วมกับข้อบังคับว่าด้วยการเสนอญัตติ ไม่ใช่ถือว่าคำวิจารณ์ที่รุนแรงทุกคำทำให้ญัตติไม่ชอบด้วยข้อบังคับโดยอัตโนมัติ ผมไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการทำงานของฝ่ายค้าน แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายยึดถือกติกาเดียวกัน ฝ่ายค้านมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลก็มีสิทธิชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานเช่นกัน เมื่อญัตติผ่านการตรวจสอบตามข้อบังคับและกำหนดวันอภิปรายแล้ว รัฐบาลก็ควรใช้เวทีนี้ชี้แจงข้อกล่าวหาทีละประเด็น พร้อมเปิดเผยสิ่งที่ได้ดำเนินการ ผลงานที่เกิดขึ้นจริง และเอกสารที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเวทีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาฝ่ายเดียว แต่เป็นโอกาสให้ประชาชนได้รับฟังทั้งข้อกล่าวหา คำชี้แจง และหลักฐานจากทุกฝ่าย นอกจากนี้ การตรวจสอบข้อมูลนอกสภาก็เป็นสิ่งสำคัญ ผมเห็นว่าควรมีผู้ติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านอย่างเป็นระบบ หากข้อกล่าวหาใดเกินจริง บิดเบือน หรือเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วน ก็ควรนำพยานหลักฐานออกมาชี้แจงคู่ขนานกันไป เพื่อไม่ให้สังคมได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียว ผมเคยทำงานในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และเคยมีบทบาทตรวจสอบข้อกล่าวหาทางการเมืองนอกสภา จึงเห็นความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ไม่ใช่ตอบโต้กันด้วยวาทกรรมเพียงอย่างเดียว การตรวจสอบฝ่ายค้านก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับการตรวจสอบรัฐบาล คือยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย หากรัฐบาลสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างครบถ้วน และเปิดเผยผลงานให้ประชาชนตรวจสอบได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศ ส่วนรัฐบาลจะบริหารประเทศได้ครบวาระสี่ปีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของสภา ผลงาน การปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ใช่เพียงเทคนิคการตอบโต้ทางการเมือง ผมจึงขอฝากถึงท่านประธานสภาว่า เรื่องนี้ควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบญัตติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเสียก่อน หากพบข้อบกพร่องก็ต้องดำเนินการแก้ไขตามกติกา เมื่อญัตติถูกต้องแล้ว การอภิปรายก็สามารถเดินหน้าตามกระบวนการ และรัฐบาลมีโอกาสชี้แจงต่อประชาชนได้อย่างเต็มที่ ญัตติต้องถูกต้อง การอภิปรายต้องอยู่ในกติกา ข้อกล่าวหาต้องตรวจสอบได้ และรัฐบาลต้องตอบด้วยข้อเท็จจริง นี่คือหลักนิติธรรมที่ผมอยากเห็นในรัฐสภาไทย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...