โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'โบกี้ ไลอ้อน' กับแผลในใจที่ไม่เคยพูด และการส่องกระจกบนเวทีที่ไม่ได้มาจากความเฟียซ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มิ.ย. 2566 เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2566 เวลา 09.16 น.

‘โบกี้ ไลอ้อน’ กับแผลในใจที่ไม่เคยพูด และการส่องกระจกบนเวทีที่ไม่ได้มาจากความเฟียซ

เป็นนักร้องสาวฮอตแห่งปีก็ว่าได้ โบกี้ พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ หรือโบกี้ ไลอ้อน กับบทบาทบนเวทีที่สวยเป๊ะตลอด แต่ลึกๆ ใครจะรู้ว่าเธอเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองอย่างมาก คิดว่าไม่สวยตั้งแต่เด็กจนโต อีกทั้งยังเป็นโรคทางจิตเวชรุมเร้า เคยคิดสั้นถึงขั้นอยากดีไซน์การเสียชีวิตด้วยตัวเอง เผยเรื่องเบื้องลึกชีวิตครอบครัว และความคลั่งรักถึงขั้นเคยขอแฟนแต่งงาน เธอออกมาเปิดหมดเปลือกในรายการ WOODY INTERVIEW

โบกี้เผยว่า ปัญหาทางจิตเวชที่เป็นมีอยู่ 4 โรค คือ โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder), โรคภาวะตื่นตระหนกเฉียบพลัน (Panic Disorder), โรคซึมเศร้า (Depress) และโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder)

เธอเล่าว่า เริ่มจากอาการนอนไม่หลับก่อน ซึ่งไม่สามารถพูดได้ว่าโรคไหนเกิดอันแรก เพราะจริงๆ โบกี้บอกว่าน่าจะเป็นมาตลอดชีวิต แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นมันคือโรค

“โบเป็นคนแบบว่าชอบซื้อของไว้เยอะๆ สมมุติชอบอะไรอย่างหนึ่งก็จะย้ำอยู่แต่แบบนั้น เช่น วันนี้ฉันจะซื้อสบู่ ในหัววันนั้นก็จะคิดซื้อสบู่ๆ จะกดสบู่ไปเรื่อยๆ ซื้ออีกๆ ทำให้อะไรก็ตาม สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แม้กระทั่งต่างหู เสื้อผ้า จะมีซ้ำกันมากกว่า 10 ชิ้น ก็เราคิดว่าสิ่งนี้ปกติ แต่ความจริงมันไม่ใช่ มันเป็นโรค”

แล้วก็เรื่อง Depression ภาวะซึมเศร้า เธอบอกว่า ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็น แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเองต่ำมาก ไม่สามารถหาข้อดีของตัวเองได้ตั้งแต่เด็กจนโต แล้วก็เวลาขึ้นเวทีส่องกระจกทีไร รู้สึกไม่สบอารมณ์ตลอด

“รู้สึกว่าทำไมเราน่าเกลียดอย่างงี้ตั้งแต่เด็กจนโต หาข้อเสียของตัวเองเจอตลอดเวลา เราอาจจะคิดว่าเราร้องเพลงได้ แต่ว่าเราก็ร้องเพลงไม่ได้ดีขนาดนั้น บางทีอาจจะคิดว่าเราสวยแต่ว่าเราสวยเพราะเราแต่งรูปอะไรแบบนี้ มันจะหาข้อโต้แย้งมาตลอด บวกถึงเรื่องการอยู่คนเดียวแล้วมีความรู้สึกแบบการคิดสั้น ไม่รู้ว่าเรียกว่าคิดสั้นได้หรือเปล่า อยากดีไซน์การเสียชีวิตด้วยตัวเองอะไรแบบนั้น”

รวมถึงอาการแพนิกก็คือกลัวอะไรบางอย่าง อย่างรุนแรง เธอยกตัวอย่างว่า กลัวตัวเองเข้าโรงพยาบาล กลัวตัวเองป่วย แล้วก็อ่อนไหวกว่าชาวบ้าน จะเกิดอาการเมื่ออยู่ในที่แคบเข้าไปในลิฟต์แล้วติดลิฟต์บ้าง หรือเข้าห้องน้ำแล้วเปิดประตูไม่ออก

กับคาแร็กเตอร์การส่องกระจกบนเวทีไม่ได้มาจากความอยากเฟียซหรืออะไรทั้งนั้น โบกี้บอก

“มันมาจากความที่โบไม่สามารถรับได้จริงๆ คือไม่คิดว่าตัวเองสวยอยู่แล้วถ้าเลือกได้อยากเลือกเวทีที่มันเป็นกระจกรอบด้าน ในทีมผู้จัดการของโบมีอยู่ 4 คน ต่างคนต่างก็จะมีหน้าที่พิเศษ เราก็จะเชื่อใจเขา เพราะว่าเราเชื่อใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง”

เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก เธอยอมรับว่ามีสถานการณ์ในครอบครัวบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นจนทำให้เกิดเป็นแผลในใจเธอมาถึงทุกวันนี้

“เคยโดนคนที่บ้านซ้อมตอนเด็กแล้วก็ทำให้ขาลาย เรื่องนี้ไม่ค่อยได้เล่าที่ไหนเพราะว่าตัวเองก็ไม่ได้โฟกัสเรื่องนี้ ไม่ได้อยากเรียกร้องความสงสารหรืออะไร เพราะมันผ่านมานานแล้ว แต่ว่าเราเพิ่งฉุกคิดได้ตอนโตว่าสิ่งนี้มันคือการซ้อม แล้วก็ร่องรอยตามขาตามตัวของเราที่ไม่มั่นใจในทุกวันนี้มันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แผลบางอย่างทั้งทางร่างกายและจิตใจมันก็เป็นแผลเป็นมาถึงตอนโตเนอะ ขาก็จะมีร่องรอยแผลเป็นเยอะมาก บางอย่างที่มันช้ำ มันก็ช้ำอยู่อย่างงั้นมาจนโต บางสิ่งที่มันหายไปแล้วบางทีก็อยู่ในใจเนอะ เรารู้สึกว่า ตอนนี้เรามีข้อบกพร่องหลายอย่างในตัว แล้วเรามองเห็นมันด้วย เราก็รู้สึกว่าปิดเถอะ”

นักร้องสาวคนดังบอกว่า ทุกโมเมนต์บนเวทีทำให้ความรู้สึกดาวน์ เศร้า หรือนอยด์ หายไปหมด เธอเล่าว่า บางวันรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าทำงานทุกวัน มันเป็นจุดที่ไม่ว่าจะไปได้สูงเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่ามันอ้างว้าง

“มันไม่ได้มีครอบครัวที่คอยภูมิใจในตัวเราขนาดนั้น เหมือนรู้สึกว่าวังเวงมากๆ นี่เราทำอะไรอยู่ แค่ได้ยินเสียงคนที่มารอดู ทุกครั้งที่รู้สึกว่าไม่อยากอยู่บนโลกนี้ อย่างเดียวที่ยึดโบไว้ที่นี่คือ ‘อยากตายแต่เสียดายจินตนาการ’ เสียดายที่จะส่งต่อความรู้สึกของตัวเองผ่านบทเพลงให้คนอื่นต่อไป เสียดายที่จะอดฟังเสียงคนดูที่ร้องเพลงที่เราแต่งขึ้นมา โบรู้สึกขอบคุณโรคต่างๆ เหมือนกันนะ ตอนแรกโบก็ค่อนข้างเซ็งที่เราต้องเจออะไรแบบนี้ สุดท้ายแล้วถ้าเราไม่เศร้า ถ้าเราไม่ย้ำคิดย้ำทำจนจดนู่นจดนี่ เราก็ไม่ได้มีเพลง”

ส่วนนิสัยที่เป็นคนตรงไปตรงมา เธอก็ยอมรับ เป็นคนตรงมากๆ เมื่อก่อนย้อนไปน่าจะ 5 ปี ก่อน เธอบอกว่า ค่อนข้างเป็นคนตลก แล้วก็ใช้คำหยาบเยอะมากๆ ถูกเตือน ทั้งแม่และทางค่ายก็เตือน

“บางทีมันมีอรรถรส พอเราโตขึ้นๆ เราก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงนะ มันตลกจริงแต่ในกลุ่มคนบางกลุ่มที่เสพไม่ใช่กลุ่มคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะว่ายังมีคนหลากหลายช่วงอายุที่ติดตามเรา หนูยอมรับว่าหนูมาร้องเพลง ไม่ได้มาเป็นตัวอย่างให้ใคร การกระทำมันก็เป็นส่วนของการกระทำ แต่ผลงานก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเราก็ไม่ได้เอาคำหยาบไปใส่ในผลงาน”

สุดท้ายการมาอยู่ตรงนี้โบกี้ยอมรับว่าทุกคนบนโลกถ้าเขาชอบศิลปินหรือมีใครเป็นต้นแบบเขา

“เราก็ควรจะประพฤติตนให้มันเหมาะสมและวุฒิภาวะที่หนูอาจจะยังไม่ค่อยมี ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ บางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ก็จะไม่ตอบโต้”

ช่วงที่ผ่านมาก็เลิกกับแฟนที่คบกันมามานาน 6 ปี โบกี้บอกว่า ผลงานเพลงที่ผ่านมา ก็จะเป็นเรื่องที่เขียนมาจากเรื่องในชีวิตทั้งหมด และมีเขียนถึงแฟนด้วย

เมื่อถูกถามว่าเป็นคนรักแฟนแบบไหน โบกี้บอกว่าเป็นคนคลั่งรัก พร้อมเล่าว่า ใน 6 ปีมันไม่ได้มีอะไรที่แย่เลย ทะเลาะกันเรื่องเดียวคือเรื่องงาน แต่มันมีความรู้สึกว่าเป้าหมายในชีวิตบางจุดไม่ตรงกัน พร้อมกับบอกตรงๆ ด้วยว่า เคยขอเขาแต่งงาน แล้วช่วงนั้นฝ่ายชายก็ไม่ได้พร้อม

“ช่วงที่เรารู้สึกจริงๆ ไม่พร้อมตอนนี้แล้วจะตอนไหน จริงๆ นี้เป้าหมายหลักในชีวิตนะ ไปเจอพ่อเขาก็ ป๊าคะ หนูอยากแต่งงานแล้วค่ะ หนูขอเลยได้ไหมคะ คุณแม่คะหนูขอได้เลยไหมคะ อะไรแบบนี้ แต่เขาก็น่าจะเป็นห่วงเราในเรื่องของอนาคตเรื่องการงาน เขาก็ไม่ได้เชิงปฏิเสธ แต่ก็อารมณ์แบบว่าสมมุติว่าเป็นปีนี้ มันก็จะถูกเลื่อนๆ ไป เราก็เป็นคนที่ค่อนข้างหมุนตามโลกของเขา”

กับรักที่ผ่านมาโบกี้บอก ไม่ได้มีอะไรไม่ดี แต่ว่าสุดท้ายก็กลับมาโทษตัวเอง พอผ่านอะไรมาเยอะๆ แล้วเป็นคนไม่ค่อยพูดอะไรออกมาจนกลายเป็นปมอะไรบางอย่างในใจ

“กลัวพูดแล้วเดี๋ยวจะผลกระทบแบบนี้ เสียอารมณ์กัน ก็เลยไม่มีการทะเลาะกัน ไม่มีการคุยกันด้วย เอาจริงๆ เขายังเป็นหนึ่งคนที่คอยสนับสนุนกันและกันเสมอ เขารู้จักเราในทุกจุดอ่อน ในทุกความกลัว ในทุกความฝัน เพราะฉะนั้นเราไม่เคยเกลียดแฟนเก่าเลย เราจะสนับสนุนเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีแฟนใหม่เราก็บอก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...