โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หากจีนบุกยึดครองไต้หวัน อะไรจะเกิดขึ้น?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 พ.ค. 2566 เวลา 18.13 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2566 เวลา 07.15 น.

การส่งกองทัพบุกข้ามพรมแดนเพื่อยึดครองยูเครนของวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ไม่เพียงก่อให้เกิดการสู้รบยืดเยื้อมาจนถึงเวลานี้เท่านั้น ยังก่อแรงกระเพื่อมทำให้สถานการณ์โลกที่ปั่นป่วนตึงเครียดอยู่ก่อนแล้วเขม็งเกลียวมากยิ่งขึ้นไปอีก

สงครามเกิดขึ้นในยุโรป แต่ภาวะ “อกสั่นขวัญแขวน” ลุกลามมาจนถึงแทบทุกชาติในเอเชีย หวั่นวิตกกันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะเลียนเยี่ยงอย่าง แล้วส่งกองทัพประชาชนจีน บุกเข้ายึดครองไต้หวัน

เนื่องจากเงื่อนไขสงครามของยูเครนกับไต้หวัน นั้นคล้ายคลึงจนแทบจะเป็นแบบอย่างอันเดียวกันด้วยซ้ำไป

ยูเครน เดิมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต แยกตัวออกมาเป็นอิสระหลังโซเวียตล่มสลาย วิวัฒนาการการเมืองการปกครองของตนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก และมองว่าการเป็นส่วนหนึ่งของ “นาโต” คือเครื่องการันตีประชาธิปไตยของตนในอนาคต

รัสเซียไม่เห็นด้วยกับพัฒนาการดังกล่าว เพราะหากยินยอมให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต ก็แทบไม่ต่างอะไรจากการปล่อยให้มีดแหลมคมเล่มใหญ่เข้ามาจ่ออยู่ที่คอของตัวเอง

ไต้หวันอุบัติขึ้นจากสงครามภายในของจีน กองทัพก๊กมินตั๋งที่พ่ายแพ้ ยกขบวนมาก่อร่างสร้างประเทศขึ้น พัฒนาการเมืองการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ในฐานะ “รัฐบาลพลัดถิ่น” ด้วยความหวังที่ว่า วันหนึ่งอาจกลับเข้าไปมีอำนาจบน “แผ่นดินใหญ่จีน” ได้อีกครั้ง

ไต้หวันเคยมองจีนว่าเป็น “ดินแดนใต้ปกครอง” ของตนโดยชอบธรรม จีนก็มองไต้หวันว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตนเช่นเดียวกัน และต้องนำกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะด้วยวิธีการใดและเมื่อใดเท่านั้นเอง

สำหรับจีนแล้ว เรื่องของไต้หวันจึงเป็นเพียงแค่ “กิจการภายใน” ของจีนที่ชาติอื่นๆ ไม่ควรแทรกแซง ทำนองเดียวกับที่รัสเซีย ต้องการปราบปราม “ผู้แข็งข้อ” ต่อตนเองในยูเครน

เมื่อรัสเซียส่งกองทัพเข้าไป “ปฏิบัติการทางทหารตามภารกิจพิเศษ” ในยูเครนได้ ทำไมจีนจะส่งกำลังทหารเข้าไปยึดครองไต้หวันบ้างไม่ได้

ในขณะที่ยูเครนสามารถเอนหลังพิง “นาโต” ได้ ไต้หวันเองก็มีเครื่องการันตีว่า อย่างน้อยตนก็สามารถเป็นอิสระ ไม่ถูกยึดครองได้โดยจีน ด้วยการทำสนธิสัญญาป้องกันร่วมกับสหรัฐอเมริกา

เมื่อรัสเซียบุกยูเครน สถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน ที่มีเพียงช่องแคบๆ คั่นกลางจึงแหลมคมเป็นพิเศษ และชวนวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งขึ้นมา

ชาติพันธมิตรตะวันตกของสหรัฐอเมริกา มองปัญหาไต้หวันแตกออกเป็น 2 แนวทาง

ทางหนึ่งเห็นไปในแนวเดียวกับเอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ถือว่า กรณีนี้เป็นเรื่องจำเพาะระหว่างจีน-สหรัฐ-ไต้หวัน เท่านั้น

และแสดงท่าทีดึงตัวออกห่าง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง 3 ฝ่ายนี้หากมีขึ้นในอนาคต และพยายามคงความสัมพันธ์กับทางการปักกิ่ง “อย่างระมัดระวัง” ต่อไป เพราะเชื่อว่า นั่นเป็นแนวทางที่ “ปลอดภัย” สำหรับตนเอง

แต่เมื่อปลายเมษายนที่ผ่านมา เจมส์ เคลเวอร์ลี รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร ให้ข้อสังเกตกรณีนี้ไว้ยืดยาวด้วยท่าทีที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เคลเวอร์ลีเรียกร้องทั้งสองฝ่ายให้งดเว้นการกระทำบุ่มบ่ามใดๆ อันจะทำให้สถานการณ์ที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนแปลงไป

เขาชี้ว่าจีนและไต้หวันมีนัยสำคัญสูงมากต่อระบบห่วงโซ่อุปทานของสหราชอาณาจักรและของโลก โดยเฉพาะในแง่ของเซมิคอนดักเตอร์

เขาเชื่อว่า หากจีนบุกไต้หวันและสหรัฐอเมริกาเข้าช่วยเหลือจนกลายเป็นสงครามขึ้นมา จะก่อให้เกิดการสูญเสียในระดับ “หายนะ” ครั้งใหญ่ชนิดที่การดึงตัวออกมาอยู่ห่างๆ ไม่สามารถเลี่ยงหนีพ้นจากผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ เสริมด้วยว่า “เศษซาก” ที่เป็นผลลัพธ์ของสงครามทั้งที่เป็น “มนุษย์” และ “การเงินโลก” จะอยู่ในสภาพย่อยยับชนิดที่แค่คำนึงถึงก็ตัวสั่นแล้ว

การค้าโลก เศรษฐกิจโลกจะถูก “ทำลาย” จนไม่มีชาติใด “หนีรอด” จากหายนะที่เกิดขึ้นได้

“ราวครึ่งหนึ่งของเรือคอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทั้งโลก ต้องแล่นผ่านน่านน้ำแคบๆ (ช่องแคบไต้หวัน) นี้ในแต่ละปี…สงครามข้ามช่องแคบแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ แต่จะทำลายการค้ามูลค่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ของโลกตามไปด้วย

ดังนั้น สิ่งที่เคลเวอร์ลีเห็นว่าสิ่งที่สหราชอาณาจักรควรทำก็คือ การ “สานสัมพันธ์โดยตรงกับจีน ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อดำรงและรังสรรค์ความสัมพันธ์แบบเปิดกว้าง, สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพขึ้น อันเป็นการสะท้อนถึงความสำคัญต่อทั้งโลกที่มีอยู่ของจีน

“เราเชื่อในความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนเชิงบวก…เราต้องการให้บริษัทอังกฤษเข้าไปทำธุรกิจในจีน เหมือนกับที่บริษัทอเมริกัน, อาเซียน, ออสเตรเลียและอียูทำอยู่

“เราต้องให้การสนับสนุนอะไรก็ตามที่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ผลักดันให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม”

เขายอมรับว่า จีนเป็น “ตัวแทนของระบอบอำนาจนิยม” ที่การดำเนินการหลายอย่าง เช่นกรณีซินเจียง “ไม่ควรละเลยและให้การยอมรับ”

แต่ในอีกด้านหนึ่ง “เรามีพันธผูกพันต่อคนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตที่ต้องรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะล้มเหลวในหน้าที่ที่เป็นการดำรงรักษาและก่อให้เกิดระบบระเบียบระหว่างประเทศ การหลีกหนีจากความท้าทายนี้ ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเข้มแข็ง แต่เป็นสัญญาณส่อถึงความอ่อนแอ”

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันด้วยว่า สหราชอาณาจักรก็มีสิทธิในการปกป้อง “ผลประโยชน์หลักของตนเอง” ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ “การส่งเสริมให้โลกเป็นโลกอย่างที่เราต้องการใช้ชีวิตอยู่ เป็นโลกที่มีสิทธิมนุษยชนเป็นสากล, ได้รับการปฏิบัติต่ออย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี, ปลอดจากการถูกทารุณกรรม, ตกเป็นทาสหรือถูกคุมขังตามอำเภอใจ”

เจมส์ เคลเวอร์ลี เรียกร้องต่อจีนว่า ในฐานะที่เป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลและมีความรับผิดชอบ ต้องไม่ปล่อยให้ปูตินเหยียบย่ำทำลายหลักการที่รัฐจีนยึดถือ เขาชี้ว่า

“อำนาจอธิปไตยของยูเครน” ไม่ควรถูกลบล้างไปเพียงเพราะผู้ที่ลบล้างเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ของจีน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...