"สัญชาตญาณสัตว์มีจริงหรือไม่?" แท้จริงแล้วพฤติกรรมเหล่านั้น ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือเรียนรู้เอาทีหลัง?
สัตว์มีสัญชาตญาณจริงหรือไม่? พฤติกรรมที่พวกมันทำนั้นแท้จริงแล้ว ‘ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด’ หรือเป็นสิ่งที่เรียนรู้ทีหลัง?
สื่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างที่คอยกำหนดพฤติกรรมในแต่วันของการเอาชีวิตรอด ตั้งแต่ลูกเต่าทะเลที่เพิ่งฟักไข่ออกมาก็รู้ว่าต้องคลานไปทางไหนเพื่อลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด หรือจะเป็นนกหลายล้านตัวที่บินข้ามทวีปเมื่อฤดูกาลของโลกเปลี่ยนไป
รวมไปถึงแม่สิงโตที่ต้องดูแล ปกป้อง และสั่งสอนลูกของมันว่าตัวไหนคืออาหารที่ล่าได้ ขณะเดียวกันเหยื่อก็รู้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวไหนคือนักล่าที่มันต้องหลีกเลี่ยง พฤติกรรมเหล่านี้แสดงออกมาราวกับว่าพวกมัน ‘รู้ดีอยู่แล้ว’ ว่าควรทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร? ซึ่งมนุษย์มักเรียกกันอย่างง่าย ๆ ว่า ‘สัญญชาตญาณ’
อันที่จริงแล้วสำหรับนักวิทยาศาสตร์ คำว่า ‘สัญญชาตญาณ’ นั้นดูจะไม่มีอยู่จริง ตามรายงานที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Education ระบุว่าสัญชาตญาณอาจเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้ในหลายช่วงชีวิตของสัตว์เอง
“การพูดถึงความหมายของสัญชาตญาณนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เว้นแต่ว่าคุณกำลังพูดถึงอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ซึ่งก็คือพฤติกรรมที่ได้มาหรือเรียนรู้มา” Robert Lickliter นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการจากมหาวิทยาลัยฟลอริดาอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว
สิ่งที่ Lickliter หมายถึงก็คือ สัญชาตญาณเคยมีความหมายว่าเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ มันเป็นพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยที่ไม่ชัดเจน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เองก็เคยคิดว่าเป็นเหมือน ‘รอยประทับ’ ในสัตว์
ตัวอย่างเช่น ลูกไก่ ลูกเป็ด หรือลูกห่าน สามารถระบุและติดตามตำแหน่งแม่ของมันได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ‘ตามสัญชาตญาณ’ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแนวโน้มทางพันธุกรรมที่มีมาแต่กำเนิดโดยถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว และดูเหมือนจะอธิบายไม่ได้ราวกับเป็นสิ่งที่อยู่ในกล่องดำ
แต่แล้วในปี 1963 Gilbert Gottlieb นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการคนหนึ่งก็ได้พบกับสิ่งที่ปฏิวัติวงการนั่นคือ ลูกเป็ดจะสนใจเสียงร้องของแม่ เพราะพวกมันสร้างเสียงร้องของมันเองภายในไข่ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน ซึ่งช่วยเตรียมระบบการได้ยินของพวกมันก่อนที่จะฟักออกมาเสียอีก
กล่าวอย่างง่าย เป็ดเรียนรู้เสียงของมันเองตั้งแต่อยู่ในไข่ ซึ่งช่วยทำให้พวกมันรู้ได้ว่าเสียงไหนคือเสียงแม่ และเสียงไหนคือเสียงลูกเป็ด ไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่แรก หากไม่มีการเรียนรู้นี้ก็เป็นไปได้ว่าพวกมันก็ไม่อาจรู้จักเสียงของแม่ได้ นี่เป็นมุมมองว่าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรตั้งแต่แรก
“สิ่งที่ผู้คนหมายถึงเมื่อพวกเขาพูดว่า ‘สัญชาตญาณ’ ก็คือ มันเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ” Mark Blumberg นักประสาทวิทยา กล่าว หรือก็คือ “พฤติกรรมทั่วไปของสปีชีส์”
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจที่สามารถนำมายกตัวอย่างในที่นี้ได้คือ แมวจะไม่รู้ว่า ‘จะต้องลงเท้าท่าไหน’ บนพื้นหากมันตั้งครรภ์และเกิดในอวกาศ ซึ่งตัวอย่างนี้ถูกยืนยันโดยการทดสอบกับหนูทดลองในอวกาศเมื่อปี 2008 ที่ชื่อรายงานว่า ‘Orbital spaceflight during pregnancy shapes function of mammalian vestibular system’
สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้ถูกเข้ารหัสไว้ในดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต แต่ยังไงก็ตามกระบวนการวิวัฒนาการจะเข้ามาเกี่ยวข้องในขั้นตอนนี้ด้วยเช่นกัน หากพฤติกรรมบางอย่างเคยสร้างประโยชน์ให้กับบรรพบุรุษ มันก็จะถูกส่งไปยังรุ่นต่อไป แต่หากลูกหลานของมันไม่ได้ใช้พฤติกรรมดังกล่าวนานมากพอ สิ่งนั้นก็จะค่อย ๆ หายไป
ด้วยเหตุนี้แม้พฤติกรรมเช่น ผึ้งต้องทำรังเป็นรูปหกเหลี่ยมซึ่งดูเหมือนมันจะทำเป็นตั้งแต่เกิด ทว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากการลองผิดลองถูกจากบรรพบุรุษของมัน แล้วบันทึกไว้ในพันธุกรรม จากนั้นก็ส่งต่อไปยังลูกหลาน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสัญชาตญาณเกิดจากการเรียนรู้และมีผลกับยีนของเรา
“ความสัมพันธ์ระหว่างยีนและพฤติกรรมนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจนนัก และเมื่อคุณมีพฤติกรรมใหม่หลายประเภท(ที่เกิดจากการเรียนรู้ในภายหลัง) เซลล์ประสาทจะเปลี่ยนรูปแบบการยิง(สัญญาณไฟฟ้า) และนั่นนำไปสู่การแสดงออกของยีนที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นมันจึงเป็นอิทธิพลแบบ 2 ทาง” Blumberg บอก
แม้แต่พฤติกรรมพื้นฐานและมีผลต่อการอยู่รอดอย่างมากเช่น การดื่มน้ำ ก็สามารถเกิดจากการเรียนรู้ได้ด้วยเช่นกัน การทดลองในปี 2000 ที่มีชื่อว่า The Acquisition of an Appetite ได้แสดงให้เห็นว่า มีเพียงหนูทดลองที่เลี้ยงด้วยอาหารแห้งเท่านั้นที่เรียนรู้จะดื่มน้ำเมื่อพวกมันกระหาย
ตรงกันข้าม หนูทดลองที่เลี้ยงด้วยอาหารเปียกกลับไม่เคยจะดื่มน้ำ เป็นเพราะพวกมันได้รับน้ำที่เพียงพอจากอาหารเปียกแล้วนั่นเอง
“แม้แต่สิ่งที่สำคัญอย่างน้ำ ประสบการณ์ก็ยังสำคัญต่อการเรียนรู้วิถีชีวิตในโลกใบนี้” Blumberg กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5182125/
https://psycnet.apa.org/record/2008-01943-023
https://www.livescience.com/…/do-animals-really-have…
https://journals.sagepub.com/doi/10.1111/1467-9280.00223
Photo : Lightitup_now/Envato