โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มีผู้แปล Romeo and Juliet มาเป็นภาษาไทยก่อนในหลวงรัชกาลที่ 6

The101.world

อัพเดต 30 ม.ค. 2566 เวลา 16.11 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2566 เวลา 03.00 น. • The 101 World

มักสังเกตเห็นใครๆ แชร์กันผ่าน ‘ออนไลน์พิภพ’ ช่วงสามเดือนสุดท้ายปลายพุทธศักราช 2565 เกี่ยวกับวาระครบรอบ 100 ปีของการแปลงานวรรณกรรมเรื่อง ‘Romeo and Juliet’ ที่ประพันธ์โดยวิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) มหากวีชาวอังกฤษมาสู่ภาษาไทย ผมเองนั้นนอกจากจะมิยอมหลงเชื่อคล้อยตาม ก็ยังมองว่าน่าจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก

ที่คนในวงการหนังสือบ้านเราเหลียวหันมาสนใจงานเขียนของเชกสเปียร์อีกหน ก็คงเพราะเมื่อเดือนกรกฎาคมปีกลายเพิ่งจะมีการจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง ‘แฮมเล็ต’ ซึ่ง ศวา เวฬุวิวัฒนา แปลมาจากบทละครโศกนาฏกรรมอันโดดเด่นของมหากวีคนดังกล่าว และถือว่านี่คือการแปล Hamlet มาเป็นภาษาไทยครั้งแรก ทั้งยังแว่วยินข่าวด้วยว่า ศวากำลังบรรจงแปลเรื่อง Romeo and Juliet มาสู่ภาษาไทยอีกสำนวนหนึ่ง นั่นทำให้นักอ่านหวนระลึกถึงผลงานของเชกสเปียร์เรื่องเดียวกันที่เป็นบทพระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้ทรงแปลและจัดพิมพ์เผยแพร่เมื่อพุทธศักราช 2465 อันเป็นสำนวนที่ใครต่อใครเชื่อมั่นว่า นี่แหละคือการแปล Romeo and Juliet มาสู่ภาษาไทยและสายตาสังคมไทยครั้งแรกสุด ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง เคยมีผู้แปลวรรณกรรมเรื่องนี้มาก่อนในหลวงรัชกาลที่ 6

เหตุที่นักอ่านทั้งหลายจดจำว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นบุคคลแรกผู้แปล Romeo and Juliet น่าจะเพราะยึดตามที่พระองค์ทรงเขียนไว้ในคำนำของ ‘โรเมโอและจูเลียต’ โดยลงนาม ‘รามวชิราวุธ ปร’ ณ พระที่นั่งพิมานปฐม พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2465 ดังปรากฏถ้อยความว่า

“เรื่อง “โรเมโอและจูเลียต” ยังไม่เคยมีผู้ใดแปลเปนภาษาไทยเปนบทลครตามรูปเดิมของเชกส๎เปียร์เลย, เมื่อเปนเช่นนี้ ฃ้าพเจ้าก็ย่อมจะต้องรู้สึกอยู่ดีว่าได้ทนงทำการอันยากปานใด, เพราะการที่ทำอะไรที่ไม่มีใครได้เคยทำเปนการนำทางมาก่อนแล้วย่อมจะเปนการยากกว่าทำตามอย่างผู้อื่นเฃา. แต่อาศัยเหตุที่ได้ทราบว่านักเลงหนังสือ ได้มีความเมตตากล่าวแล้วว่า เรื่องลครของเชกส๎เปียร์ที่ฃ้าพเจ้าได้แปลไว้แล้วก่อนนี้สองเรื่องพอใช้ได้, ฃ้าพเจ้าจึ่งจับแปลเรื่องนี้อีก. แน่ทีเดียว ตัวฃ้าพเจ้าเองต้องเปนคนสุดท้ายที่จะหาญกล่าวว่าคำแปลนี้ถูกต้องหรือใกล้ฉบับเดิมมากที่สุด, แต่ฃ้าพเจ้ากล่าวได้ว่า ฃ้าพเจ้าได้ตั้งใจแปลให้ใกล้ฉบับเดิมมากที่สุดที่ภาษาและโวหารจะยอมให้แปลได้. อย่างไร ๆ ก็ดี, ถึงคำแปลนี้จะบกพร่องปานใด ก็คงจะยังดีกว่าที่จะไม่มีผู้พยายามแปลเสียเลย. เมื่อฃ้าพเจ้าได้แปลแล้วเช่นนี้, ผู้ใดเปนปริญญารอบรู้ในภาษาอังกฤษจริง ๆ แม้ได้อ่านคำแปลของฃ้าพเจ้าสอบกับฉบับภาษาอังกฤษ, ก็อาจที่จะแลเห็นได้ว่าแห่งใดบ้างยังบกพร่องอยู่, แล้วก็จะได้มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ของผู้ศึกษาต่อไปฃ้างหน้า.

ในที่สุดฃ้าพเจ้าขอกล่าวไว้ว่า ในการประพนธ์คำกลอนภาษาไทยในเรื่องลครนี้ ฃ้าพเจ้าตั้งใจให้ใกล้สำนวนและโวหารเดิมของเชกส๎เปียร์ มากกว่าคำนึงถึงความไพเราะทางกาพย์ภาษาไทย, ฉนั้นถ้าท่านผู้ใดเปนจินตกวีในสยามภาษา, แต่มิได้รอบรู้ในภาษาอังกฤษโดยชำนิชำนาญพอที่จะอ่านภาษาอังกฤษเก่าอย่างที่ใช้ในหนังสือของเชกส๎เปียร์, ขอจงได้เมตตาอย่าแคะไค้ค่อนบทกลอนของฃ้าพเจ้า ก่อนที่ได้สอบสวนดูให้ทราบชัดว่าบทกลอนนั้น ๆ ใกล้หรือไกลกับความเดิมที่มีในบทลครของเชกส๎เปียร์ปานใด. ท่านผู้ใดที่ได้ตรวจสอบเทียบบทกลอนภาษาไทยของฃ้าพเจ้ากับบทภาษาอังกฤษเดิมของเชกส๎เปียร์แล้ว และกล่าวทักท้วงตรงที่ใด ๆ, ฃ้าพเจ้าจะยินดีรับคำทักท้วงเช่นนั้นด้วยความเคารพ, และขออภัยในส่วนความบกพร่องของฃ้าพเจ้าด้วย.”

หากนั่นมิได้หมายความว่า ในหลวงรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงทราบถึงการเคยมีผู้แปล Romeo and Juliet มาเป็นภาษาไทยก่อนพระองค์ ย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2459 ตอนทรงทดลองนำเอาบทละครของเชกสเปียร์มาแปล โดยเริ่มต้นจากเรื่อง The Merchant of Venice ที่ได้ถ่ายทอดมาเป็นพากย์ไทยในชื่อเพราะพริ้งอย่าง ‘เวนิสวานิช’ พระองค์ก็ทรงระบุชัดเจนว่าในเมืองไทยเคยมีคนแปลผลงานของเชกสเปียร์มาแล้ว แต่ยังแปลได้ไม่ตรงตามแบบต้นฉบับเดิมของมหากวี ดังถ้อยความตอนหนึ่งในคำนำของเวนิสวานิช

“เมื่อคำนึงดูว่า ในภาษายุโรปโดยมากมีคำแปลบทลครของเชกส๎เปียร์แล้ว, และในภาษาญี่ปุ่นก็มีแล้ว, ข้าพเจ้าก็ออกจะนึกละอายแก่ใจ ที่ในภาษาไทยเราไม่มีบ้างอย่างเขา. จริงอยู่ ข้าพเจ้าได้ทราบอยู่ว่า มีผู้ได้นิพนธ์เรื่องของเชกส๎เปียร์ขึ้นแล้ว ๓ ราย, คือพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรม หมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ทรงพระนิพนธ์เรื่อง “โรเมโอและยูเลียต” เรื่อง ๑, กับได้ทรงพระนิพนธ์เรื่อง “คอเมดี ออฟ เอร์เรอรส๎” (Comedy of Errors) ซึ่งทรงเรียกนามว่า .“หลงไหลได้ปลื้ม” อีกเรื่อง ๑, กับหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) ได้แต่งเรื่อง “เวนิสวานิช” คำฉันท์อีกเรื่อง ๑. แต่ที่แต่งไว้แล้วทั้ง ๓ รายนี้ ไม่ตรงตามแบบเดิมของเชกส๎เปียร์สักรายเดียว; เพราะเรื่อง “โรเมโอ และ ยูเลียต” กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงไว้เปนอย่างนิทานร้อยแก้ว; เรื่อง “หลงไหลได้ปลื้ม” เปนคำพูดที่ไม่ได้แปลตรง, เปนแต่แต่ง “ตามเค้า”, และแปลงนามตัวลครเปนไทย; และเรื่อง “เวนิสวานิช” ของ หลวงธรรมาภิมณฑ์เปนคำฉันท์, ไม่ใช่เปนบทลคร.

ดังนี้ข้าพเจ้าจึงได้เลือกเรื่อง “เวนิสวานิช” มาแต่งเปนภาษาไทย, คงรูปให้เปนลครเจรจาโต้ตอบกันตามแบบของเชกส๎เปียร์เดิม, และถ้อยคำผูกเปนกลอนไทย เพื่อให้รูปคล้ายของเดิมที่สุดที่จะขยับขยายให้เปนไปได้.”

ผมยังตามสืบค้นไม่พบหลักฐานว่าจะเคยมีบุคคลใดเคยแปล Romeo and Juliet มาสู่พากย์ไทยก่อนกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เจ้านายผู้ได้รับฉายา ‘บิดาแห่งละครร้อง’ อีกบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่มี ก็แสดงว่าพระองค์นับเป็นบุคคลแรกสุดที่บุกเบิกแปลวรรณกรรมเรื่องนี้กระมัง

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

ควรกล่าวสมทบว่า กรมพระนราธิปฯ ได้นำเข้างานวรรณกรรมของต่างประเทศ โดยเฉพาะวรรณกรรมฝรั่งจำนวนมากมายมาสู่สายตาสังคมไทยนับแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แต่ส่วนใหญ่มักเป็นการแปลมาแบบดัดแปลงหรือหยืบยืมพล็อตเรื่องมาแต่งขึ้นใหม่ เพื่อใช้งานในการจัดแสดงละครร้องหรือละครโอเปร่าเสียมากกว่า ผลงานอันลือเลื่องก็เฉกเช่นละครร้องสลับพูดเรื่อง ‘สาวเครือฟ้า’ ซึ่งพระองค์นำเค้าโครงมาจากเรื่อง Madama Butterfly หรือ Madame Butterfly ของนักเขียนบทละครชาวอิตาเลียนนาม จาโคโม ปุชชีนี (Giacomo Puccini) เป็นต้น ส่งผลให้งานวรรณกรรมฝรั่งที่กรมพระนราธิปฯ แปลมาจึงมีเนื้อหาไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามต้นฉบับเดิม

แท้จริง มีการแปล Romeo and Juliet มาสู่ภาษาไทยอีกสำนวนหนึ่งซึ่งถ่ายทอดในรูปแบบของบทร้อยกรอง หากมิค่อยเป็นที่รู้จักกว้างขวางสักเท่าใด ยิ่งยุคปัจจุบันเรียกว่าแทบจะไม่ค่อยมีใครได้อ่านเลยทีเดียว ผมเองสบโอกาสอ่านครั้งแรกโดยบังเอิญเมื่อช่วงพุทธศักราช 2558 มิหนำซ้ำ ตอนนั้นก็มิค่อยได้เอาใจใส่และเล็งเห็นความสลักสำคัญ

งานชิ้นนี้เป็นการแปลภายหลังจากสำนวนร้อยแก้วของกรมพระนราธิปฯ (และภายหลังในหลวงรัชกาลที่ 6 แปลเรื่อง เวนิสวานิช เมื่อพุทธศักราช 2459) ทว่าแปลขึ้นก่อนในหลวงรัชกาลที่ 6 จะแปลเป็นบทละครร้อยกรองเมื่อพุทธศักราช 2465 ผู้แปลคือ ‘รองอำมาตย์โท ขุนสุนทรภาษิต’ ซึ่งถ่ายทอดไว้ในชื่อ ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’ ลงพิมพ์เผยแพร่ใน เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ ติดต่อกันสามฉบับ ได้แก่ เล่ม 5 ตอนที่ 8 ตอนที่ 9 และตอนที่ 10 ช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2464

เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์. เล่ม 5 ตอนที่ 8 (สิงหาคม 2464)
เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์. เล่ม 5 ตอนที่ 9 (สิงหาคม 2464)

ในหลวงรัชกาลที่ 6 จะทรงทราบถึงการมีอยู่ของ ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’ ด้วยหรือเปล่า ผมก็มิอาจคาดคะเน แต่ในปีนั้น พระองค์ทรงแปลบทละครสุขนาฏกรรมเรื่อง As You Like It ออกมาในชื่อ ‘ตามใจท่าน’

ขุนสุนทรภาษิต หรือ ถนอม เกยานนท์ เป็นคนหนุ่มที่สร้างสรรค์ผลงานโคลงฉันท์กาพย์กลอนเผยแพร่ตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับต่างๆ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2450 เริ่มต้นได้ลงตีพิมพ์งานเขียนใน อุตริวิทยา ใช้นามปากกา ‘ทิดมุ่ย’ ต่อมาเมื่อทางการออกพระราชบัญญัติขนานนามสกุลฉบับแรก ความที่เขาเป็นชาวริมคลองปากน้ำ ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ จึงตัดสินใจเติมนามสกุลเพิ่มในนามปากกาเป็น ‘ทิดมุ่ย ปากน้ำ’

ถนอมมีฝีมือฉมังด้านการเขียนบทร้อยกรอง เคยแต่งโคลงกระทู้เข้าประกวดและลงตีพิมพ์ใน วิทยาจารย์ จนคว้ารางวัลชนะเลิศ เป็นที่ถูกใจเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ

ขุนสุนทรภาษิต หรือ ถนอม เกยานนท์

ถนอมเรียนวิชาครูและรับราชการเป็นครู ช่วงปลายทศวรรษ 2450 เขารับตำแหน่งครูแผนกคุรุศึกษาประจำโรงเรียนข้าราชการพลเรือน (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกาลต่อมา) เจริญก้าวหน้าจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนสุนทรภาษิต แม้จะชื่นชอบเขียนโคลงฉันท์กาพย์กลอน แต่ท่านขุนเป็นคนมีหัวคิดสมัยใหม่และหมั่นศึกษางานวรรณกรรมต่างประเทศเนืองๆ ระหว่างปี 2461-2467 ท่านขุนเข้าเป็นครูสอนประจำโรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศ ก็ตอนอยู่ที่นี่เองได้สร้างผลงานเรื่อง ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’

ข้อน่าสะดุดตาคือ ผู้ที่แปลงานวรรณกรรมบทละครของเชกสเปียร์มาสู่ภาษาไทยก่อนหน้าในหลวงรัชกาลที่ 6 จะทรงพระราชนิพนธ์แปลนั้น ถ้าเป็นสามัญชน (แม้ต่อมาจะได้รับบรรดาศักดิ์) มักจะแปลถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของคำฉันท์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง The Merchant of Venice ที่ หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) แปลมาในชื่อ ‘วินิศวานิชคำฉันท์’ และ Romeo and Juliet แปลมาในชื่อ ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’

โรโมยูเลียดคำฉันท์

ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ผู้สนใจงานวรรณกรรมของของเชกสเปียร์เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ในการแปลเรื่อง ‘เวนิสวานิช’ อย่างมาก ยกย่องว่าเป็น ‘เพชรยอดมงกุฎของการแปล’ เลย โดยเฉพาะการตั้งชื่อภาษาไทยที่ตรงความหมาย ทั้งยังเล่นคำเล่นเสียงอักษรได้สละสลวยฟังไพเราะเสนาะหู

ที่จริง หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) ซึ่งแปลเรื่อง The Merchant of Venice ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 (น่าจะแปลก่อนพุทธศักราช 2453) ก็ถือว่าตั้งชื่อเรื่องโดยเล่นคำเล่นเสียงอักษรไว้อย่างมีชั้นเชิงคือ ‘วินิศวานิชคำฉันท์’ เพียงแต่การใช้คำและรูปแบบการประพันธ์อาจจะดูยากดูขรึมขลังเกินไป ครั้นล่วงผ่านมาอีกรัชสมัย เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงแปลเรื่องเดียวกันโดยตั้งชื่อเป็น ‘เวนิสวานิช’ และนำเสนอผ่านรูปแบบบทละครตรงตามต้นฉบับของเชกสเปียร์ จึงทำให้อ่านราบรื่นดูน่าตื่นตายิ่งกว่า

หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก)

ผมใคร่ลองยกตัวอย่างมาเทียบเคียงให้คุณผู้อ่านพิจารณา แน่นอนครับ คนที่เคยอ่านเรื่องเวนิสวานิช ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงแปล ย่อมจะประทับใจฉากตอนที่นางปอร์เชีย ขวัญใจของบัสสานิโยปลอมตัวมาเป็นนักกฎหมายเนติบัณฑิตนามบัลตาซาร์ เพื่อช่วยแก้ต่างคดีความที่อันโตนิโยถูกฟ้องร้อง แล้วชาวยิวนามไชล็อกยืนยันจะเฉือนเนื้อของเขาแลกกับหนี้สินแทนเงินตราตามสัญญาที่ทำกันไว้ ครั้นไชล็อกถามนางปอร์เซียว่าจะบังคับตนอย่างไร เธอก็ตอบ

“อันว่าความกรุณาปราณี

จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน”

คำกลอนนี้นับเป็นวรรคทองของในหลวงรัชกาลที่ 6 อันผู้อ่านตราตรึงจิตซาบซึ้งใจมาทุกยุคสมัย พระองค์ทรงแปลมาจากภาษาต้นฉบับคือ “ The quality of mercy is not strain’d, It droppeth as the gentle rain from heaven” ขณะฉากตอนเดียวกันที่ปรากฏใน ‘วินิศวานิชคำฉันท์’ นั้น หลวงธรรมาภิมณฑ์แปลสรุปรวบรัดมา มิได้ลงรายละเอียดคำพูดของตัวละครแบบบทละคร จึงเป็นดังนี้

๏ บัลทะสาฟังคำถามไช ล็อกแสร้งสาไถย

มายาไม่รับทรัพย์สิน

๏ อืดออดอิดเอื้อนเบือนผิน บ่ได้ยลยิน

จึ่งเยื้อนยุบลวาจา

๏ เงินให้ไป่อาจรับมา เพราะเกินเวลา

กำหนดประมาณนานกัน

๏ เราต้องการขอตามสัญ ญาเดิมต่อกัน

เชือดเนื้อหนักแปดตำลึง

ผมค่อนข้างคิดว่า บางที ผลงานเรื่อง ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’ อาจได้รับอิทธิพลมาจาก ‘วินิศวานิชคำฉันท์’ มามิใช่น้อยเช่นกัน

ขุนสุนทรภาษิต เริ่มเปิดเรื่อง ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’ ตามขนบการแต่งคำฉันท์แบบโบราณโดยมีบทไหว้พระรัตนตรัย ไหว้ทวยเทพ บูชาพระมหากษัตริย์ ระลึกถึงพระคุณบุพการีครูบาอาจารย์ ด้วยการแต่งเป็นอินทรวิเชียรฉันท์ 11

๏ อัญขยมประนมน้อม กระพร้อมสุเบ็ญจางค์

เคารพพระไตรยางค์ รตะนาธิคุณไกรฯ

๏ นบเทพยะพรหมาน ณสถานสุราลัย

ล้วนทรงมหิทธิไช- ยะประสิทธิศักดิ์สรรฯ

๏ นบองค์พระรามา ธิบดีพระทรงธรรม์

จอมไทเถลิงถวัลย์ รฐะเสียมสราญการฯ

๏ นบบรรพะการี ปิตุมาตุอาจารย์

มีคุณกรุณมาน ชิวะจวบเจริญวัยฯ

๏ จักกล่าวนิทานภา- ษะยุโรปสแดงนัย

อ่านเล่นประเทิงใจ ขณะว่างธุราการฯ

๏ ต่างสนทนานำ บทะทำแถลงสาร

คำฉันท์ประพันธ์มาลย์ มธุรสวาทีฯ

ต่อจากนั้น จึงบอกเล่าเรื่องราวของสองตระกูลใหญ่แห่งเมืองเวโรนา คือตระกูลคาปุเล็ตและตระกูลมอนตาคิว ซึ่งไม่ถูกกันมีความเคืองแค้นและทะเลาะวิวาทกันมาช้านาน ดังตัวอย่างการใช้คำฉันท์ 16 (คล้ายๆ กาพย์ฉบัง 16 แต่เคร่งครัดคำครุ-ลหุ) บรรยายว่า

๏ ในเมืองวะโรนามี สองมหาเสรฐี

สมบูรณ์สมบัติโอฬารฯ

๏ สืบสกุลนับมาช้านาน ญาติมิตร์วงศ์วาร

แวดล้อมพร้อมหลากมากมายฯ

๏ หนึ่งนาม “กาปุเลต” ขยาย ยินชื่อลือชาย

หนึ่ง “มอนตาคู” ชูนามฯ

๏ ทั้งสองครองศฤงสารคาม มีสุขทุกยาม

จำเริญจำนงวงศ์สกุลฯ

๏ เสรฐีสองนี้มีมูล เหตุพิพาทพูล

พยาบาทอาฆาฏมาทกันฯ

๏ ต่างคิดเคืองแค้นคอยประจัน ด่าตีรีรัน

ทำร้ายหมายตอบนานาฯ

คงเป็นที่ทราบกันดีว่า ชนวนทำให้เรื่อง Romeo and Juliet กลายเป็นวรรณกรรมโศกนาฏกรรมสลดใจ ก็เพราะเมื่อโรเมโอ คนหนุ่มแห่งตระกูลมอนตาคิวแอบเข้าไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลคาปุเล็ตแล้วได้พบกับหญิงสาวโฉมงามนามจูเลียต เพียงแค่สบตากันคนหนุ่มสาวก็ร่วงหล่นลงไปตกหลุมรัก ความรักครั้งนี้ย่อมมิแคล้วเผชิญอุปสรรค เพราะตระกูลของทั้งสองมีความบาดหมางมายาวนาน แต่จะมีอะไรเล่ามาขัดขวางความรักอันทวีความเข้มข้นรุนแรง คืนนั้น โรเมโอลักลอบเข้าไปบริเวณสวนในอาณาเขตคฤหาสน์ของตระกูลคาปุเล็ต ขณะเดียวกัน จูเลียตกำลังออกมาเพ้อรำพึงถึงโรเมโออยู่ริมระเบียงห้องนอนของเธอ แล้วหนุ่มสาวทั้งสองก็ได้พลอดพร่ำฝากถ้อยคำพันรักโต้ตอบกัน ฉากตอนนี้ย่อมประทับแนบแน่นในความรู้สึกและความทรงจำของนักอ่านผลงานของเชกสเปียร์ กระทั่งในเวลาต่อมา เมื่อมีการนำเรื่อง Romeo and Juliet มาสร้างเป็นละครเวทีและภาพยนตร์ก็เป็นที่ปลาบปลื้มของทั้งผู้รับชมละครและภาพยนตร์มิรู้วาย

ใน ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’ แสดงฉากในสวนของตระกูลคาปุเลตผ่านความเคลื่อนไหวของตัวละคร โรโม (ก็คือโรเมโอ) และยูเลียด (ก็คือจูเลียต) ไว้ชวนจับตา โดยเฉพาะตอนกล่าวสาบานรักที่ทั้งโรเมโอและจูเลียตยอมสละแม้ตระกูลของตนเอง

๏ โรโมสิท่านสกุละมอน- ตาคูคู่วิวาทา

หากรักสมัคนิยมะอา- ลยะแน่คำนึงไฉนฯ

๏ จงเปลี่ยนสกูลและกระนาม สละความระคายใจ

ไมตรีจะตรึงสุพิศมัย อภิรมยะสมสองฯ

๏ โรโมดรุณดำริหะนึก จะเสน่ห์จำนองปอง

ฤาลวงทำเล่หะกละตรอง ตริฉนี้จะแจ้งไฉนฯ

๏ ทันทีสำเนียงวจนะทัก อุระรักและอาลัย

โรโมจะเปลี่ยนสกุละไป กระนามะอื่นมีฯ

๏ เชิญแม่ยูเลียดจะตริตระหนัก ผิจะรักฤโฉมศรี

โรโมจะยอมนิยมะจี- ระสมัคสมานตามฯ

ผมจะขอยกฉากเดียวกันจากบทพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง ‘โรเมโอและจูเลียต’ ของในหลวงรัชกาลที่ 6 มาเทียบเคียงให้คุณผู้อ่านสัมผัสอีกสำนวนหนึ่ง

จูเลียต. โอ้โรเมโอ! อ้า, เธอเปนโรเมโอใย ?

ตัดฃาดจากบิดา และแปลงนามเสียเปนไร;

หรือเธอยอมมิได้. ขอเพียงปฏิญญารัก,

แล้วฃ้าจะเลิกเปนคาปุเล็ตด้วยใจภักดิ์.

โรเมโอ. [ป้อง.] จะรอฟังนงลักษณ์, หรือเฉลยบัดนี้ดี ?

จูเลียต. นามเธอเท่านั้นหนอที่นับว่าเปนอรี;

เธอเปนตัวเธอนี่, มิใช่มอนตะคิวนา.

ใดเปนมอนตะคิว? ไม่ใช่หัดถ์หรือบาทา,

หรือแขน, หรือใบหน้า, หรืออวัยวะใด

ที่เปนของบุรุษ. เปนนามอื่นเถิดเปนไร!-

นามนั้นสำคัญไฉน ? ที่เราเรียกกุหลาบนั้น

แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมรื่นอยู่เหมือนกัน;

โรเมโอก็ฉันนั้น, แม้โรเมโอมิใช่นาม,

ก็คงจะยังพร้อมบริบูรณ์ด้วยสิ่งงาม

โดยไม่ต้องใช้นาม.-โรเมโอ, ทิ้งนามไกล.

และแทนนามที่ทิ้ง, ซึ่งมิใช่ส่วนกายไซร้,

รับฉันทั้งตัวไป.

โรเมโอ. ฉันขอรับตามวาที:

เรียกฉันแต่ว่ารัก, ฉันเปลี่ยนชื่อเปนไรมี,

ตั้งแต่เพลานี้ไม่เปนโรเมโอพาล.

จะเห็นเลยว่า การที่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงแปลมาเป็นบทละครตามแบบต้นฉบับของเชกสเปียร์สามารถรักษารายละเอียดต่างๆ ของเนื้อหาไว้ค่อนข้างครบถ้วนและส่งทอดอรรถรสน่าดื่มด่ำยิ่งกว่า อีกทั้งพระองค์ทรงแปลมาโดยใช้ฉันทลักษณ์ที่ใกล้เคียงกับของเดิมคือ ใช้กลอนเปล่าวรรคละ 10 คำ มีสัมผัสท้ายวรรคเป็นคู่ๆ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ 5 ของวรรคถัดไป จึงอ่านแล้วรู้สึกว่าอวลกลิ่นอายงานวรรณกรรมแบบฝรั่งจริงๆ มิใช่การนำมาแปลแบบสรุปรวบรัดแล้วประพันธ์ขึ้นเป็นบทร้อยกรองฉันทลักษณ์เก่าแก่ของไทย ซึ่งบางทีก็ดูประดักประเดิดชอบกล

ในที่สุด โรเมโอกับจูเลียตลอบแต่งงานเป็นสามีภรรยากันอย่างลับๆต่อหน้าบาทหลวงลอเรนซ์ ตอนพิธีสมรสนี้ ขุนสุนทรภาษิต บรรยายด้วยสัททุลวิกกีฬิตฉันท์ 19

๏ ครั้นถึงกาละมหาสุมงคละณะวัน-

จันทร์เข้าประชุมสรรพ์ พิธีฯ

๏ โรโมพายุพะนางยุเลียดก็จรลี

สู่โบสถ์วิวาห์ศรี สวัสดิ์ฯ

๏ ท่านลอเรนซะอำนวยสถาพรพิพัฒน์

แก่สองสถิตวัฒ- นะการฯ

อยู่มาวันหนึ่ง เมอร์คิวชิโอ เพื่อนรักของโรเมโอถูกญาติของจูเลียตฆ่าตายหลังทะเลาะวิวาทกัน โรเมโอโกรธหนักจนพลั้งมือฆ่าญาติของจูเลียตคนนั้นตายตกตามไป ผลก็คือโรเมโอได้รับคำตัดสินให้ถูกเนรเทศออกไปจากเมืองเวโรนาชั่วชีวิต ฝ่ายจูเลียตก็จะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับปารีสคู่หมั้นคู่หมายซึ่งทางตระกูลคาปุเลตเห็นควรแม้หัวใจเธอมิปรารถนา หญิงสาวพยายามหาหนทางหลีกเลี่ยงการแต่งงาน เธอล่วงรู้เรื่องยาที่ทำให้สลบไสลเสมือนคนตายจากบาทหลวงลอเรนซ์ จูเลียตตัดสินใจดื่มยาขวดนั้น ท่านขุนให้รายละเอียดตอนนี้ด้วยคำฉันท์ 16

๏ บาทหลวงจึ่งหยิบขวดยา กินแล้วอาจสา-

มารถให้มึนซบสลบไปฯ

๏ ดุจผีที่ม้วยทันใด แต่ห่อนเปนไร

สองคืนจะฟื้นคืนชนม์ฯ

๏ คงพากันโศกกาหล นำศพจระดล

มาไว้ในกุฏิทันทีฯ

๏ กูจะส่งข่าวคดี โรโมสามี

ให้ลอบมาพาหนีไปฯ

๏ เองอย่าอาวรณ์ร้อนใจ เร่งกลับครรลัย

สู่เหย้าอย่าเศร้าโศกาฯ

๏ จงทำยินดีปรีดา ในการวิวาห์

อุบายจึงแนบแยบยลฯ

บาทหลวงลอเรนซ์รีบส่งม้าเร็วส่งสารถึงโรเมโอว่าทั้งหมดเป็นแผนการ แต่พอโรเมโอได้ข่าวว่าจูเลียตตายก็ครวญคร่ำและรีบเดินทางด่วนกลับมายังเมืองเวโรนา กลายเป็นว่าสวนทางกัน ดังปรากฏผ่านท่วงทำนองวสันตดิลกฉันท์ 14

๏ ข่าวโฉมยูเลียดมรณะลือ ก็ระบือขจรไป

ทราบทั่วประชานิกระใน ณะวิเทศแถลงถามฯ

๏ โรโมสดับยุบละสาร อุระลานวะวับวาม

แสนโศกวิโยคอดุระความ ทุขะร่ำพิไรครวญฯ

๏ โอ้โอ๋ยูเลียดวิลยะลัก- ษณะพักตระผ่องนวล

ถึงกาละม้วยมรณะควร กละหรือประการใดฯ

และ

๏ โฉมฉายมลายชิวะฉะนี้ ชีวะพี่จะอยู่ไย

ตายตามยุพาสมระไป ประโลกจะสุขสมฯ

พอโรเมโอมาเห็นร่างอันหลับใหลของจูเลียต ก็เข้าใจว่าหญิงสาวคนรักตายเสียแล้วจริงๆ ฝ่ายปารีสคู่หมั้นมาพบเห็นเข้าจึงท้าทายโรเมโอ จนทั้งสองต่อสู้ดวลดาบกันแล้วที่สุดปารีสพลาดท่าถูกฆ่าตาย โรเมโอโศกเศร้าแสนสาหัส จึงตัดสินใจดื่มยาพิษฆ่าตัวตายตามแม่สาวคนรัก

๏ ชักดาบปลาบจะมาฟัน โรโมป้องกัน

สองดาบสองจิ่มทิ่มแทงฯ

๏ เสียงดาบแสงวาบรับแรง ในกุฏิเปนแปลง

ครู่เดียวปารีสเสียทีฯ

๏ โรโมแทงซ้ำเร็วรี่ ถูกคอพอดี

ปารีสล้มพลันบรรลัยฯ

๏ โรโมครั้นว่ามีชัย ก็เข้าร่ำไร

กอดศพยูเลียดรำพรรณฯ

๏ เพรียกพร้องซร้องโศกแสนศัลย์ หยิบยาพิษอัน

ติดมากับตัวทันทีฯ

๏ จูบศพทบกายเร็วรี่ ว่าเรียมนี้มี

โทษฆ่าเขาตายหลายคนฯ

๏ ฆ่าใครก็ได้เหตุผล แต่ฆ่านฤมล

ห่อนหากเหตุให้นางตายฯ

๏ โทษเรียมเทียมถึงวางวาย ขอตายตามหมาย

พบแม่ในยมโลกสถานฯ

๏ แล้วกลืนยาพิษบนาน ฤทธิ์ยาซาบซ่าน

โรโมก็ม้วยมรณาฯ

ครู่เดียวจูเลียตพลันฟื้นคืนสติ แลเห็นโรเมโอหมดสิ้นลมหายใจก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมดทั้งมวล เธอเปี่ยมล้นด้วยความอาดูรเสียใจจึงใช้มีดสั้นหรือกริชของโรเมโอแทงคอปลิดชีพตนเองอำลาโลกตามสามีไป ท่านขุนสุนทรภาษิตแสดงฉากนี้ด้วยกาพย์สุรางคนางค์ 28

๏ ดึกดื่นเดือนดาว เคลื่อนคล้อยพรอยพราว ถึงวารเวลา ยูเลียดสลบ สบส่างพิษยา ก็ฟื้นคืนมา รู้สมปฤาดีฯ

๏ รำลึกเหตุผล จำอาการตน ทำวายชีวี ทนทุกข์ทรมาน นานในกุฎี เพื่อคอยสามี จะมารับนางฯ

๏ ไม่เห็นผู้ใด ให้คิดสงสัย อนาถหวาดวาง เปล่าเปลี่ยวเสียวจิต เร่งคิดระคาง พอเหลือบแลพลาง พบโรโมตายฯ

๏ ผวาคว้ากอด ตลึงถอนทอด หวาดในใจหาย เห็นม้วยแน่จิต เร่งคิดวุ่นวาย อนาถมาทหมาย มาเปนฉันใดฯ

๏ บาทหลวงสัญญา นัดแนะให้มา ไยมาบรรลัย ไม่คอยรับเมีย เสียชีพเหตุไร กรรแสงสงสัย สอื้นรำพรรณฯ

๏ ฤาพ่อมารับ เห็นเมียสลบหลับ คิดว่าอาสัญ ไม่ฟื้นคืนกาย พ่อตายตามกัน โอ้เวรใดทัน ทำเหตุเวทนาฯ

๏ รักเมียตามตาย เมียรักจักวาย ตามพ่อมรณา บูชาความรัก สมัคเสน่หา ยิ่งพร่ำโศกา สิ้นสมปฤาดีฯ

๏ สร่างโศกสลดจิต พลางชักเอากฤช ที่ตัวสามี แขงใจจับแน่น แทงแล่นทันที ถูกคอพอดี ขาดใจทันใดฯ

ภายหลังความสูญเสีย ทั้งฝ่ายตระกูลมอนตาคิวและตระกูลคาปุเล็ตเห็นทายาทของพวกตนต้องมาสละชีวิตบูชาความรักก็ราวกับได้สติ จึงเลิกทะเลาะวิวาทหยุดเป็นอริต่อกันนับแต่นั้นมา

โรโมยูเลียดคำฉันท์ ปิดท้ายตอนจบเรื่องตามขนบคำฉันท์โบราณเช่นกัน ซึ่งจะต้องฝากนามผู้ประพันธ์และความคาดหวังต่อชิ้นงาน

๏ ยูเลียดคำฉันท์สรรสาร สิ้นบทพจน์มาน

สมมุติยุติข้อความฯ

๏ “ขุนสุนทรภาษิต” นาม เพียรพจน์พยายาม

จากเชกสเปียร์นิทานฯ

๏ เนื่อเรื่องเดิมสนิธพิสดาร ไพเราะสำนาน

สำเนาสำนวนยวนยินฯ

๏ จับใจให้อนาถหวาดถวิล ระเบียบระบิล

บรรเทิงบรรเทาเปล่าใจฯ

๏ ชาวชนนิยมแพร่ไป สรรเสริญทั่วใน

โลกล้วนควรโลมรมยาฯ

๏ จำลองลองเรียงรจนา ลอกเรื่องเอามา

แต่งทำคำฉันท์บรรจงฯ

๏ ฝึกหัดจัดคำจำนง บทะประสงค์

ส่วนพากย์ภาษาไทประพันธ์ฯ

๏ ไม่เพราะเหมาะเหมือนแบบบรรพ์ วัคถ้อยความอัน

อ่อนหัดไม่ชัดชำนาญฯ

๏ โปรดอภัยให้ทุกคำขาน ชั่วดีพจมาน

อย่าว่าจงไว้ไมตรีฯ

๏ สรวมสิ่งสุขเถิดประเสริฐศรี ข้าผู้หวังดี

แด่ท่านผู้อ่าน ตลอดเทอญ ๚ะ๛

ตามทัศนะของผม ที่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงกล่าวว่า “เรื่อง “โรเมโอและจูเลียต” ยังไม่เคยมีผู้ใดแปลเปนภาษาไทยเปนบทลครตามรูปเดิมของเชกส๎เปียร์เลย” นั้นย่อมถูกต้องแน่ เพราะพระองค์ถือเป็นบุคคลแรกที่แปลงานวรรณกรรมบทละครของเชกสเปียร์ออกมาในรูปแบบบทละครตามต้นฉบับอย่างเคร่งครัด แต่หากคนในวงการหนังสือบ้านเราจะนับเอาว่าการแปล Romeo and Juliet มาสู่ภาษาไทยเพิ่งจะครบรอบวาระ 100 ปีในพุทธศักราช 2565 ผมก็คงขออนุญาตไม่เห็นพ้อง เนื่องจากได้ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์แจ่มชัดถึงการเคยมีผู้แปลวรรณกรรมเรื่องนี้มาก่อนในหลวงรัชกาลที่ 6 แล้ว

ถัดต่อมาจากสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ในสังคมไทยก็มีความตื่นตัวกับ Romeo and Juliet เรื่อยมา บ้างก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักคิดนักเขียนนำเอาไปต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานประพันธ์ของตน เช่น ก้าน พึ่งบุญ ณ อยุธยา นักเขียนเจ้าของนามปากกา ‘ไม้เมืองเดิม’ ก็เขียนนวนิยายเรื่อง ‘แผลเก่า’ เมื่อปลายทศวรรษ 2470 โดยหยิบยืมพล็อตไปจากบทละครเรื่องนี้ ตัวละครอ้ายขวัญและอีเรียมจึงมีชะตาชีวิตคลับคล้ายคลับคลากับโรเมโอและจูเลียต หรือช่วงปีพุทธศักราช 2500 นิจ ทองโสภิต ได้แปล Romeo and Juliet ออกมาเป็นบทร้อยแก้วอีกครั้งในชื่อ ‘โรมิโอ-จูเลียต’ เพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพลตำรวจโท หลวงวิทิตกลชัย (เนื่อง ทองโสภิต) ผู้เป็นบิดา และมีสำนวนร้อยแก้วเรื่อง ‘โรมิโอ-จูเลียต’ แปลโดย ป. อนุคระหานนท์ เมื่อปีพุทธศักราช 2514

ไม่เพียงเท่านั้น ในแวดวงหนังสือบ้านเรายังได้ปรากฏการแปลวรรณกรรมของเชกสเปียร์ชิ้นอื่นๆมาสู่ภาษาไทยจำนวนมาก เช่น ‘ราตรีที่สิบสอง (หรืออะไรก็ได้)’ ที่ รัตนาภรณ์ ไกรฤกษ์ ยูนิพันธุ์ แปลจาก The Twelfth Night ลงพิมพ์ติดต่อกันใน วารสารวัฒนาวิทยาลัย ช่วงปีพุทธศักราช 2500, ‘ฝัน ณ คืนกลางฤดูร้อน’ ที่ ดุษฎี มาลากุล ณ อยุธยา แปลจาก A Midsummer Night’s Dream ช่วงปลายทศวรรษ 2500 และ ‘แมคเบธ’ ที่ นพมาส แววหงส์ แปลมาจาก The Tragedy of Macbeth ช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้น

Romeo and Juliet น่าจะเป็นผลงานวรรณกรรมของวิลเลียม เชกสเปียร์ มหากวีชาวอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ช่วงคริสต์ศักราช 1564-1616 และครองชื่อเสียงเรืองโรจน์ในสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ซึ่งนักอ่านและนักชมภาพยนตร์ชาวไทยย่อมคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่สำหรับ ‘โรโมยูเลียดคำฉันท์’ ที่นำเสนอโดย ขุนสุนทรภาษิต นั้น แทบจะเป็นของแปลกในความรับรู้ของคนไทยยุคปัจจุบันนี้

ก็นั่นละ ผมจึงปรารถนาจะแนะนำให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ลองทำความรู้จัก

เอกสารอ้างอิง

เชคสเปียร์, วิลเลียม. ตามใจท่าน. พระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระ

นคร: องค์การค้าของคุรุสภา, 2508

เชคสเปียร์, วิลเลียม. ฝัน ณ คืนกลางฤดูร้อน. แปลโดย ดุษฎี มาลากุล ณ อยุธยา. พระนคร:

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2511

เชคสเปียร์, วิลเลียม. แมคเบธ. แปลโดย นพมาส แววหงส์. กรุงเทพฯ:ศูนย์การแปล คณะอักษรศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537.

เชคสเปียร์, วิลเลียม. ราตรีที่สิบสอง. แปลโดย รัตนาภรณ์ ไกรฤกษ์ ยูนิพันธุ์. ม.ป.ท.:ม.ป.พ., 2525

เชคสเปียร์, วิลเลียม. โรมิโอ-จูเลียต. แปลโดย นิจ ทองโสภิต. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพล

ตำรวจโท หลวงวิทิตกลชัย (เนื่อง ทองโสภิต) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

24 พฤศจิกายน 2500. พระนคร: โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์, 2500

เชคสเปียร์, วิลเลียม. โรมิโอ-จูเลียต. แปลโดย ป. อนุคระหานนท์. พระนคร: เกษมบรรณกิจ, 2514

เชคสเปียร์, วิลเลียม. เวนิสวาณิช. พระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหา

วชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.พิมพ์เผยแพร่ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงนำวรรณกรรมของวิลเลียม เชกสเปียร์ มาทรงแปล ครบ 100 ปี และครบ 400 ปี มรณกาล

วิลเลียม เชกสเปียร์ พุทธศักราช 2559. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระ

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระบรมราชูปถัมภ์, ธนาคารออมสิน, 2558.

เชคสเปียร์, วิลเลียม. แฮมเล็ต. แปลโดย ศวา เวฬุวิวัฒนา. กรุงเทพฯ: เม่นวรรณกรรม, 2565

ไชยันต์ รัชชกูล. น้ำตาเหือด แล้วเลือดตก สาธกการเมืองไทยในวรรณกรรมโลก. กรุงเทพฯ: สมมติ,

2564

ธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก), หลวง. วินิศวานิชคำฉันท์. แจกในการพระกฐินพระราชทาน พระเจ้าบรม

วงศ์เธอ กรมหมื่นภาณุพงศ์พิริยเดช ณ วัดสัมพันธวงศ์. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, 2470

ปิ่น มาลากุล, หม่อมหลวง. งานละครของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระ

มงกุฎเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม. พิมพ์คร้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, 2518

มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. โรเมโอและจูเลียต ของวิลเลียมส์ เชคส์เปียร์ สมเด็จพระ

รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ทรงแปลและประพนธ์

เป็นภาษาไทย. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี

พระวรชายาในรัชกาลที่ 6 ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 2

พฤศจิกายน พุทธศักราช 2519. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทเขษม, 2519.

สุนทรภาษิต, รองอำมาตยโท ขุน. “โรโมยูเลียดคำฉันท์.” เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์. เล่ม 5 ตอนที่

8 (สิงหาคม 2464). หน้า 804-817

สุนทรภาษิต, รองอำมาตยโท ขุน. “โรโมยูเลียดคำฉันท์.” เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์. เล่ม 5 ตอนที่

9 (กันยายน 2464). หน้า 930-942

สุนทรภาษิต, รองอำมาตยโท ขุน. “โรโมยูเลียดคำฉันท์.” เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์. เล่ม 5 ตอนที่

10 (ตุลาคม 2464). หน้า 1071-1083

เสนอสุนทรภาษิต. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนสุนทรภาษิต (ถนอม เกยานนท์) ณ เมรุวัด

มกุฏกษัตริยาราม วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2496. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2496

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...