โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อสังหาฯ “ปีม้าทอง”สัญญาณดีกูรูชี้ตลาดที่อยู่อาศัยฟื้นตัวแบบระมัดระวัง

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

หลังจากเผชิญภาวะถดถอยยาวนานต่อเนื่องหลายปี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2569 กำลังเดินเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง ภาพรวมของตลาดเริ่มพ้นจากจุดต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี แต่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ หากเป็นเพียงการขยับตัวอย่างช้า ๆ ภายใต้แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนในระดับสูง และการแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายเซกเมนต์

ผู้เชี่ยวชาญในภาคอสังหาริมทรัพย์ประเมินตรงกันว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่ง “การฟื้นตัวแบบระมัดระวัง” โดยตลาดยังต้องใช้เวลาในการปรับสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ หลังจากที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งเปิดโครงการในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับการตัดสินใจลงทุนของทั้งผู้ซื้อและผู้พัฒนาโครงการ

นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท อิสสระ กรุ๊ป มองว่า หากพิจารณาปัจจัยบวกและปัจจัยเสี่ยงในทุกมิติ ปี2569 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบางทำเลโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอุปสงค์เพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) รองรับอย่างชัดเจน “จากฐานที่ต่ำมากในปี2568 คาดว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ทั่วประเทศในปี 2569 อาจเพิ่มขึ้นประมาณ5–10% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ทั้งในแง่จำนวนหน่วยและมูลค่าอาจขยายตัวในอัตราใกล้เคียงกันแต่จะไม่ใช่การฟื้นแบบทั่วทั้งตลาด

อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างไม่เท่าเทียม กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคจะมีจังหวะการฟื้นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญขึ้นอยู่กับศักยภาพของเมือง โครงสร้างเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมหลักในพื้นที่ ขณะที่ระดับราคาอสังหาริมทรัพย์โดยรวมยังไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้มากนักแม้ต้นทุนการพัฒนาโครงการจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นผลดีต่อผู้ซื้อแต่กลับเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในด้านอัตรากำไรขั้นต้นและการบริหารสภาพคล่อง

ในเชิงโครงสร้าง นายอิสระ ชี้ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สินค้าระดับราคาต่ำ โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ต่ำกว่า1.5 ล้านบาท เริ่มหายไปจากตลาดเนื่องจากไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่ดินและค่าก่อสร้างในปัจจุบันและถูกแทนที่ด้วยคอนโดมิเนียมระดับราคา 1–1.5 ล้านบาทมากขึ้น ขณะเดียวกัน “ตลาดบ้านมือสอง” กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า50% ในระยะถัดไปจากข้อได้เปรียบด้านราคาและความพร้อมในการเข้าอยู่อาศัย

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจนโดยน.ส.สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและรักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการREIC เปิดเผยว่า ในช่วง8 เดือนแรกของปี2568 ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังไม่ฟื้นตัวยอดโอนและยอดขายอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวม196,223 หน่วย ลดลง10.6% และมีมูลค่า527,946 ล้านบาท ลดลง13.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากแนวโน้มดังกล่าวREIC ประเมินว่า ในปี2568 ทั้งปี จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประมาณ343,678 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 964,027 ล้านบาท ขณะที่ในปี2569 ยอดโอนกรรมสิทธิ์อาจลดลงเล็กน้อยเหลือประมาณ343,433 หน่วย หรือมูลค่ราว 963,553 ล้านบาท นับเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่4 ติดต่อกัน สะท้อนถึงภาวะฟื้นตัวที่ยังเปราะบางของตลาดโดยรวม

ประเด็นที่น่าจับตา คือการดิสรัปต์ของตลาดบ้านมือสองซึ่งพบว่ามีสัดส่วนการโอนสูงถึง66% ของจำนวนหน่วยโอนทั้งหมด และคิดเป็น49% ของมูลค่ารวม แซงหน้าบ้านใหม่ในแทบทุกระดับราคาสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเลือกสินค้าที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ

อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญของตลาดคือปัญหาสต๊อกที่อยู่อาศัยคงค้าง ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี2568 มีจำนวนสูงถึง363,813

หน่วย เพิ่มขึ้น9.5% และมีมูลค่ารวมกว่า2.07ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง18% จากการดูดซับที่ชะลอตัวระยะเวลาการขายเฉลี่ยยืดออกจาก36 เดือน เป็น57 เดือนส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

น.ส.สิทธิเพ็ญ ระบุว่ากลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือยูนิตสร้างเสร็จระดับราคา2–3 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนมากกว่า17,000

หน่วย หรือคิดเป็นกว่า27% ของสต๊อกทั้งหมดผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทั้งด้านทำเล การตั้งราคา และการออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการจริงของผู้ซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสต๊อกล้นและรอบการขายที่ยาวนานเกินไปแม้ภาครัฐจะออกมาตรการสนับสนุนต่อเนื่องทั้งการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง การผ่อนคลายเกณฑ์LTV จนถึงวันที่30 มิถุนายน2569 รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจเข้าสู่ช่วงขาลงแต่ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่ามาตรการเหล่านี้ช่วยประคองตลาดได้ในระยะสั้นมากกว่าการกระตุ้นดีมานด์ใหม่ในวงกว้างโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่กำลังซื้อยังอ่อนแอ และกลุ่มลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ที่ชะลอการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในไทยอย่างเห็นได้ชัด

ภายใต้บริบทตลาดที่เปราะบาง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากจึงเลือกปรับกลยุทธ์เข้าสู่โหมดตั้งรับตัวอย่างเช่น บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่ตัดสินใจรีเซ็ตพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ ถอนการลงทุนจากธุรกิจนอกแกนหลักทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำทรัพยากรกลับมาโฟกัสธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเฮลธ์แคร์ซึ่งเป็นสองธุรกิจหลักที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ

“พฤกษา” ยังชะลอการซื้อที่ดินใหม่และหันมาใช้แลนด์แบงก์เดิมมูลค่าราว 40,000 ล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พร้อมปรับพอร์ตสินค้าจากทาวน์เฮาส์ไปสู่บ้านระดับกลางถึงบนในช่วงราคาประมาณ10ล้านบาท ซึ่งยังมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริงและสอดคล้องกับโครงสร้างต้นทุนที่เปลี่ยนไป

ในทิศทางเดียวกัน ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่อย่างศุภาลัย ประเมินว่าบรรยากาศการแข่งขันด้านราคาจะยังคงรุนแรงอย่างน้อยจนถึงครึ่งแรกของปี2569 แม้ตลาดโดยรวมจะไม่แย่ไปกว่าปีก่อนแต่ยังไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนพอจะผลักดันให้ตลาดฟื้นตัวแบบก้าวกระโดดกลยุทธ์หลักจึงยังคงเป็นการบริหารต้นทุนที่เข้มงวด และโฟกัสช่วงราคาที่ตลาดตอบรับได้ดี

ขณะที่พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มองว่าปี2569 จะยังเป็นปีที่ตลาดอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต การตั้งเป้าหมายทางธุรกิจจึงเน้นการกลับสู่ฐานที่เหมาะสมผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง และการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ

เพื่อช่วยลดความผันผวนจากรายได้การขายโครงการเพียงอย่างเดียว

ด้านมุมมองจากภาคสถาบันการเงิน สายงานสินเชื่อธุรกิจธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี2569 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้นจากแรงหนุนของนโยบายเศรษฐกิจภาครัฐและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยอดขายยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปี2562 ที่ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลเคยมียอดขายสูงถึง120,000 ยูนิตต่อปี

ทั้งนี้KKP คาดว่าภาวะชะลอตัวของตลาดอาจยืดเยื้ออีก2–3 ปี จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแรงและอุปทานคงค้างในระดับสูงโดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและบ้านระดับบนทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเจาะดีมานด์เฉพาะกลุ่ม คัดเลือกทำเลอย่างแม่นยำและปรับตัวสู่การพัฒนาโครงการที่คำนึงถึงความยั่งยืนและคาร์บอนต่ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สำหรับแนวโน้มเชิงพื้นที่ ปี2569 ตลาดยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แต่เป็นการชะลอตัวในอัตราที่ลดลงโดยคาดว่าดีมานด์จากกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงจะเริ่มกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปประกอบกับแรงหนุนจากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าส่วนขยาย การลดค่าโดยสารและโครงการพัฒนาเมืองของภาครัฐและเอกชน จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับทำเลรอบนอกและหัวเมืองรอง

อย่างไรก็ตาม ตลาดในบางเซกเมนต์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะกลุ่มทาวน์เฮาส์ระดับราคา2–3 ล้านบาท และ3–5 ล้านบาทที่ยังมีจำนวนยูนิตเหลือขายรวมกว่า115,000 หน่วย หรือคิดเป็น57% ของยูนิตคงค้างทั้งหมดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น รังสิต-นครนายก ลำลูกกา บางนา บางบ่อ และบางบัวทองซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับราคา25–50 ล้านบาทเป็นอีกเซกเมนต์ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีจำนวนยูนิตเหลือขายสะสมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง1–2 ปีที่ผ่านมา และอาจต้องใช้เวลานานถึง5–6 ปีในการระบายสต๊อกโดยเฉพาะหากเศรษฐกิจภาคส่งออกและอุตสาหกรรมชะลอตัวต่อเนื่อง ในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปี2569 จะไม่ใช่ปีแห่งการเร่งขยายธุรกิจของภาคอสังหาริมทรัพย์แต่เป็นปีแห่งการรักษาสมดุล ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง บริหารความเสี่ยงให้รอบด้าน และให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและความยั่งยืนในระยะยาวขณะที่ตลาดยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...