ศึกเลือกตั้ง 2569 ส่องนโยบายภาษี พรรคการเมืองชิงฐานเสียง
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศการเมืองเริ่มคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันที่ 19 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นเส้นตายที่พรรคการเมืองต้องยื่นนโยบายหาเสียงที่มีค่าใช้จ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 57
สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้เกมการเมือง คือ “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่แต่ละพรรคหยิบยกมาใช้เป็นอาวุธหาเสียง โดยเฉพาะ มาตรการทางภาษี ที่เริ่มเห็นภาพชัดว่า จะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการอัดฉีดกำลังซื้อ ลดภาระประชาชน และสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ แม้ในอีกด้านหนึ่งจะเพิ่มภาระต่อฐานะการคลังของประเทศก็ตาม
จากการรวบรวมนโยบายภาษีของพรรคการเมืองหลักที่ประกาศออกมาแล้ว พบว่าแนวโน้มยังคงเป็น ภาษีเชิงประชานิยมเน้น “ลด–ยกเว้น–ให้สิทธิพิเศษ” เพื่อดึงคะแนนเสียงจากฐานรากถึงชนชั้นกลาง
ภูมิใจไทย : ดัน TISA – อุ้มผู้สูงวัยผ่านภาษี
พรรคภูมิใจไทยชูแนวคิด Thailand Saving Account (TISA) เป็นนโยบายเรือธงด้านภาษี ด้วยการรวบยอดสิทธิประโยชน์ทางการเงินเพื่อจูงใจให้คนไทย โดยเฉพาะคนรายได้น้อยและคนรุ่นใหม่ เข้าสู่ออมในตลาดทุนมากขึ้น โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบถาวรสูงถึง 800,000 บาท ท่ามกลางบริบทที่สิทธิลดหย่อนภาษีบางประเภทมีแนวโน้มถูกปรับลดลงในอนาคต
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ “สูงวัย พลัส” ที่ออกแบบมาตรการภาษีเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ทั้งการให้เอกชนที่จ้างงานผู้สูงอายุสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และการให้ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50%
สะท้อนความพยายามใช้ภาษีเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความเปราะบางทางรายได้ของผู้สูงวัย ซึ่งข้อมูลทางการชี้ว่ากว่า 2 ใน 3 ของผู้สูงอายุไทยไม่มีเงินออม
ประชาธิปัตย์ : ขยับเพดาน 0% ช่วยคนเงินเดือน
พรรคประชาธิปัตย์เลือกเดินเกม “ภาษีเพื่อคนทำงาน” เสนอปรับเพดานเงินได้สุทธิที่ได้รับการยกเว้นภาษี จากเดิม 150,000 บาทต่อปี เป็น 320,000 บาทต่อปี หรือเทียบเท่าเงินเดือนราว 40,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นโยบายนี้มุ่งลดภาระให้แรงงานระดับล่างและระดับต้น ช่วยเพิ่มกำลังซื้อของกลุ่มคนทำงานหลายล้านคน และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ก็หมายถึงรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่รัฐอาจหายไปจำนวนไม่น้อย
พรรคประชาชน : ภาษีผูก ‘หวยใบเสร็จ’ ดึง SMEs เข้าระบบ
ด้านพรรคประชาชน เสนอโมเดลผสาน “ภาษี–แรงจูงใจ–การบริโภค” ผ่านโครงการ หวยใบเสร็จ SMEs เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการรายย่อย และดึง SMEs เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
มาตรการนี้ไม่ได้หยุดแค่ฝั่งผู้ซื้อ แต่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs แบบครบวงจร สะท้อนแนวคิดใช้ภาษีเป็นเครื่องมือ “จูงใจมากกว่าบังคับ” เพื่อขยายฐานภาษีในระยะยาว ได้แก่
- เพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิม 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี
- เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจากเดิมอัตรา 60% (เสมือนสมมุติว่า SMEs มีอัตรากำไรอยู่ที่ 40%) เป็น อัตราสูงสุด 90 % (เสมือนสมมุติว่า SMEs มีอัตรากำไรอยู่ที่ 10%) จนถึงเพดานรายได้ 5.4 ล้านบาท/ปี
- สามารถเลือกยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราเหมาจ่ายหักบิลซื้อที่ 70% แทนได้ เสมือนยื่น VAT ในอัตรา 2.1% แทนที่ อัตรา 7% (1-70% x 7%) จนถึงเพดานรายได้ 5.4 ล้านบาท/ปี และยื่น VAT รายไตรมาสแทนรายเดือนได้ เพื่อให้ SMEs สามารถยื่น VAT ได้สะดวกโดยไม่ต้องรวบรวมใบกำกับภาษีหรือบิลซื้อให้ยุ่งยาก
สำหรับโครงการหวยใบเสร็จ SMEs คือ การสนับสนุนให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า/บริการจาก SMEs โดยสะสมครบ 500 บาท จะได้รับหวยใบเสร็จ SMEs 1 ใบ (สะสมจากหลากหลายร้านค้า SMEs ได้) ลุ้นหวย 3 ตัว ทุกวันที่ 1 และ 16 ตลอด 4 ปี วงเงินรางวัลหวยใบเสร็จ SMEs 1,000 ล้านบาท/เดือน
ภาษีประชานิยม : ระหว่างชนะใจประชาชน กับเสถียรภาพการคลัง
ภาพรวมจากนโยบายที่ประกาศออกมา สะท้อนชัดว่า ภาษีกำลังกลายเป็นหัวใจของการแข่งขันทางการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกพรรคต่างพยายามออกแบบมาตรการที่ “จับต้องได้ทันที” ต่อกระเป๋าเงินประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อน เพิ่มสิทธิ์ หรือยกเว้นภาษี
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่า แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างความนิยมทางการเมือง แต่ในระยะยาวอาจกดดันฐานะการคลังของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณด้านสวัสดิการ สังคมสูงวัย และหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับสูง