LPN ยุคใหม่แก้ตรงจุด รุกนักลงทุนให้ยิลด์สูง
#LPN #ทันหุ้น – ซีอีโอหญิงแกร่ง “LPN” วางหมากเหนือชั้นแก้เกมอสังหา หลังกลุ่มลูกค้าประสบปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ เปิดทางให้เช่าก่อน 1 ปี เพื่อแสดงศักยภาพก่อนกู้แบงก์ใหม่ พร้อมดึงนักลงทุนซื้อคอนโดพร้อมผู้เช่ายิลด์สูง 6-8% ชี้พอร์ตเช่า 1,700 ยูนิต อัตราพักสูง 95% เดินหน้าเปิดโครงการใหม่เข้าใจผู้บริโภค
นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านในปี 2568 โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 95% ของ GDP ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่ม Affordable หรือที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท รวมถึงการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ของธนาคารพาณิชย์
แม้จะเผชิญปัญหา ทว่า LPN ยังคงให้ความสำคัญกับอยู่ในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นจุดแข็งของบริษัท ดังนั้นการวางเกมแก้จึงสำคัญ
หนึ่งในไม้ตายสำคัญของ LPN ในการแก้ปัญหาการปฏิเสธสินเชื่อคือแคมเปญ “LPN จัดให้” ซึ่งเป็นระบบที่รองรับลูกค้าที่ยื่นกู้ธนาคารไม่ผ่าน โดยบริษัทจะเปลี่ยนสถานะลูกค้ากลุ่มนี้ให้เป็นผู้เช่าอยู่กับโครงการแทน และนำค่าเช่ารายเดือนที่จ่ายมาสะสมเพื่อใช้ลดมูลค่าบ้านในอนาคต เมื่อครบกำหนด 1 ปี บริษัทจะช่วยดำเนินการยื่นกู้ใหม่อีกครั้งเพื่อให้ธนาคารเห็นถึงศักยภาพและประวัติการผ่อนชำระที่สม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันพอร์ตดูแลลูกค้ากลุ่มกู้ไม่ผ่านนี้มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 300 ล้านบาท และกำลังขยายพอร์ตนี้เพิ่มเติม
@ ชูยิลด์สูงขายนักลงทุน
ไม่เพียงเท่านั้น LPN ยังได้ปรับสัดส่วนมาเน้นกลุ่มนักลงทุน (Investor) มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการกู้ยืม เนื่องจากกลุ่มนี้มักซื้อด้วยเงินสด โดยใช้กลยุทธ์นำยูนิตที่เหลือขายมาปล่อยเช่าก่อน แล้วจึงจับคู่ขาย (Match) ให้กับนักลงทุนพร้อมผู้เช่าที่ติดสัญญาอยู่แล้ว
ปัจจุบัน LPN บริหารจัดการห้องเช่าอยู่กว่า 1,700 ยูนิต โดยมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) สูงถึง 95% และสามารถการันตีผลตอบแทน (Yield) ให้กับนักลงทุนได้ในระดับ 6-8% โดยบริษัทมีบริษัทที่ทำหน้าที่ให้การบริหารผู้เช่าให้ ซึ่งในปี 2568 เพียงปีเดียว บริษัทสามารถทำยอดขายพร้อมผู้เช่าไปได้เกือบ 1,000 ล้านบาท
@ บุก 3โครงการใหม่
สำหรับภาพรวมตลาดปี 2569 จะยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2568 แต่ LPN เตรียมกลับมาเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย บ้านพรีเมียมย่านเจษฎา-ราชพฤกษ์ บ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป เจาะกลุ่มผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ซึ่งเป็นโครงการคุณภาพในราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับโครงการใกล้เคียง ทำเลที่ตั้งสามารถเข้าออกได้ 2 ทาง โดยจะเริ่มเปิดตัวในไตรมาสที่ 1
นอกจากนี้จะขึ้นโครงการ คอนโดมิเนียมใกล้ มหาวิทยาลัยสยาม ที่จะมีการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) ให้ตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษาโดยเฉพาะ คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 รวมถึงคอนโดมิเนียมนพรัตน์-รามอินทรา เฟส 2 โครงการที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)
ซีอีโอหญิง LPN กล่าวว่า ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ LPN นั้นจะเน้นมุมมองแบบ “Outside-In” หรือการมองจากความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ด้วยทีมวิเคราะห์ตลาดที่แข็งแกร่งเพื่อทำความเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มในแต่ละทำเลต้องการอะไร รวมถึงการเข้าใจธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ที่เปลี่ยนที่ทำงานบ่อยและเน้นการเช่ามากกว่าการซื้อ จึงปรับยูนิตที่เหลือมาปล่อยเช่าและจับคู่กับนักลงทุน พร้อมให้สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตรงใจ กับกลุ่มลูกค้าในแต่ละทำเล เช่น นักศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้รักสัตว์ ซึ่งล้วนมีความต้องการที่แตกต่าง
อย่างเช่นโครงการ โครงการ ลุมพินี พาร์ค อ่อนนุช 19 ที่เป็นโครงการแรกของแบรนด์ที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet-Friendly) และมีการแบ่งโซนผู้พักอาศัยที่มีสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเพิ่มพื้นที่สำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น ห้องสำหรับไลฟ์สด (Live Room) และ Co-working Space ที่หลากหลายขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าโดยไม่ขยับราคาขายมากนัก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด
@ โครงการเด่นโอนเพียบ
สำหรับเป้าหมายในปี 2568 คาดว่ายอดขายจะจบที่ 7,300 ล้านบาท ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2568 จะอยู่ประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท ล่าสุดบริษัทได้มีการโอนโครงการ Earn By LPN ทำเลใกล้นิคมอมตะซิตี้ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนเป็นหลัก ส่งผลให้มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อต่ำเพียง 20% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนที่มีความพร้อมทางการเงิน และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานในนิคมอมตะ มีแหล่งรายได้ชัดเจน ทำให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้ง่าย ปัจจุบันโครงการมียอดขายอยู่ที่ 45% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย
ส่วนโครงการรอส่งมอบ ในปี 2569 จะมี 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,140 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ PLACE 168 PINKLAO มูลค่า 2,330 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 35% และ โครงการ PLACE 168 WUTTHUKAT มูลค่า 810 ล้านบาท มียอดขายแล้ว 40%
ทั้งนี้ LPN เตรียมงบประมาณสำหรับซื้อที่ดินใหม่ในปีหน้าไว้อีก 1,000 – 2,000 ล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สำหรับดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงมาเหลือ 1.25% จะทำให้กลุ่มลูกค้าของบริษัทเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น รวมถึงในส่วนของบริษัทเองก็จะได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลงเนื่องจากหนี้ส่วนหนึ่งเป็นแบบลอยตัว