บังคับใช้วันแรก ฟิลิปปินส์ ปรับขึ้นภาษีใหม่นำเข้าข้าวจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20
ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ รายงานว่า กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ (Department of Agriculture: DA) เผยว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าข้าวจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ควบคู่กับการเตรียมกลับมาอนุญาตให้นำเข้าข้าวอีกครั้งในปี 2569 หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศระงับการนำเข้าข้าวชั่วคราว เพื่อคุ้มครองรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก (Palay) ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวฤดูฝน
นาย Francisco Tiu Laurel Jr. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ ระบุในแถลงการณ์ว่า การปรับขึ้นของอัตราภาษีนำเข้าข้าวดังกล่าวสะท้อนถึงหลายปัจจัยที่สำคัญ อาทิ การอ่อนค่าลงของค่าเงินเปโซในช่วงที่ผ่านมา และแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเมื่อฟิลิปปินส์กลับเข้าสู่ตลาดนำเข้าอีกครั้ง นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์จะยกเว้นข้อกำหนดการวางเงินมัดจำล่วงหน้าร้อยละ 10 สำหรับการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Import Clearances: SPSIC) เพื่อช่วยลดภาระด้านสภาพคล่องทางการเงินของผู้นำเข้าข้าว ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตสาหกรรมพืช (Bureau of Plant Industry: BPI) จะเริ่มดำเนินการพิจารณาคำขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPSIC) เพื่อรองรับปริมาณการนำเข้าข้าวรวมที่ 500,000 ตัน ที่รวมถึงโควตาการนำเข้าปริมาณ จำนวน 50,000 ตัน
สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรยังได้เรียกร้องให้ผู้นำเข้าข้าวภายในประเทศกระจายแหล่งนำเข้าและพิจารณาประเทศผู้ส่งออกรายอื่นเพิ่มเติม โดยระบุว่า แทนที่จะพึ่งพาการนำเข้าจากเวียดนามเป็นหลัก ควรพิจารณาแหล่งนำเข้าทางเลือก เช่น กัมพูชา เมียนมา และประเทศผู้ส่งออกรายอื่นนอกกลุ่มเดิม ทั้งนี้ ข้าวนำเข้าข้าวทั้งหมดจะต้องนำเข้ามาให้แล้วเสร็จภายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อรักษาระดับราคาข้าวเปลือกที่แหล่งผลิตให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมในช่วงเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวฤดูแล้ง และเพื่อคุ้มครองรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศ
สำหรับการนำเข้าข้าวในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ จะถูกจำกัดให้ดำเนินการผ่านท่าเรือเพียง 17 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ ท่าเรือกรุงมะนิลา (จังหวัดกรุงมะนิลา) ท่าเรือบาตังกัส (จังหวัดบาตังกัส) ท่าเรือตักโลบัน (จังหวัดเลย์เต) ท่าเรือบาโคลอด (จังหวัดเนกรอสตะวันตก) ท่าเรืออิลิแกน (จังหวัดลานาโอเดลนอร์เต) ท่าเรือคากายันเดอโอโร (จังหวัดมิสามิสออร์เต), ท่าเรือดาเวา (จังหวัดดาเวา) ท่าเรือซัมบวงกา (จังหวัดซัมบวงกา) ท่าเรือเซบู (จังหวัดเซบู)ท่าเรืออิโลอิโล (จังหวัดอิโลอิโล) ท่าเรือคาปิซ (จังหวัดคาปิซ) ท่าเรือตักบีลารัน (จังหวัดโบฮอล)ท่าเรือดูมาเกเต (จังหวัดเนกรอสโอเรียนทัล) ท่าเรือซูบิก (จังหวัดซัมบวงกาเบย์/ซูบิก) ท่าเรือคาลบาย็อก (จังหวัดซามาร์ตะวันตก) ท่าเรือเจเนอรัลซานโตส (จังหวัดซาราเวซ) และท่าเรือตาบาโก (จังหวัดอลบาโย)
อย่างไรก็ดี ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา รายงานว่า ข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของฟิลิปปินส์ เนื่องจากเป็นอาหารหลักพื้นฐานของประเทศ และมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่ารวมของสินค้าเกษตรทั้งหมดของฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ แม้ว่าฟิลิปปินส์จะสามารถเพาะปลูกข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศ แต่ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการ โดยรัฐบาลฟิลิปปินส์หลายยุคหลายสมัยพยายามที่จะเพิ่มการผลิตข้าวให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ (Rice Self- sufficiency) เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แต่จนถึงปัจจุบันนโยบายดังกล่าวก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ มีนโยบายที่จะพยายามเพิ่มผลผลิตข้าวให้ได้ร้อยละ 100 ของความต้องการข้าวของประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวจะสามารถบรรลุความสำเร็จได้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีปัจจัยและความท้าทายสำคัญหลายประการ ได้แก่ (1) ภูมิประเทศของฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เป็นภูเขาประกอบด้วยเกาะเล็กๆ หลายเกาะ ทำให้มีพื้นที่ราบลุ่มน้อยไม่เหมาะต่อการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าว (2) ฟิลิปปินส์ตั้งอยู่ในบริเวณแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ทำให้ต้องประสบภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และพายุไต้ฝุ่นบ่อยครั้งในแต่ละปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร (3) การขาดแคลนการวิจัยและพัฒนาที่ยั่งยืน เทคโนโลยีการเกษตรยังล้าสมัย ผลผลิตต่อไร่ต่ำและต้นทุนการผลิตสูง (4) การเปลี่ยนแปลงของประชากรในแรงงานภาคเกษตร ภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร เนื่องจากปัญหาเกษตรกรที่เริ่มมีอายุมากขึ้น (5)
ปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการขยายตัวของจำนวนประชากรชาวฟิลิปปินส์ เพิ่มมากขึ้นลทุกปี เป็นต้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ฟิลิปปินส์ไม่สามารถประสบความสำเร็จในนโยบายพึ่งพาตนเองในช่วงที่ผ่านมาได้ โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ เผยว่ามีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าข้าวจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 20 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ควบคู่กับการเตรียมกลับมาดำเนินการนำเข้าข้าวอีกครั้ง หลังจากคำสั่งให้ระงับการนำเข้าข้าวทั่วไป (regular milled rice) และข้าวขัดสีคุณภาพดี (well-milled rice) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการกลับมาส่งออกอีกครั้ง
ทั้งนี้ ในปี 2567 ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวรวม 4.77 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.10 จากปีก่อน โดยนำเข้าจากเวียดนามเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 3.55 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 74.42 ของการนำเข้าข้าวทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ไทย ปริมาณ 6.42 แสนตัน (ร้อยละ 13.46) และปากีสถาน ปริมาณ 3.09 แสนตัน (ร้อยละ 6.49) สำหรับในปี 2568 (เดือนมกราคม - กันยายน) ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวรวม 3.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.89 จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ที่มีปริมาณการนำเข้า 3.28 ล้านตัน โดยนำเข้าจากเวียดนามเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 2.88 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 85.39 ของการนำเข้าข้าวทั้งหมด รองลงมาได้แก่ ไทย ปริมาณ 1.98 แสนตัน (ร้อยละ 5.87) และเมียนมา ปริมาณ 1.21 แสนตัน (ร้อยละ 3.58) ตามลำดับ
ที่มา : สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา