โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเป็นมาของกีฬา "ว่ายน้ำ" ในโอลิมปิก

STADIUM

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 10.17 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2568 เวลา 12.46 น. • STADIUM TH

อาจดูเป็นกีฬาสบาย ๆ ที่เหมือนมีเอาไว้เล่นสนุก ๆ แต่ในการแข่งโอลิมปิกนั้น กีฬาทางน้ำต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำ, กระโดดน้ำ, โปโลน้ำ, ระบำใต้น้ำ และว่ายน้ำมาราธอน ล้วนแต่เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและมีเรื่องราวมากมาย ซึ่งแต่ละชนิดมีความเป็นมาอย่างไรในมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ติดตามได้ที่นี่

กีฬาว่ายน้ำ (Swimming)

ได้รับการบรรจุเป็นกีฬาที่แข่งขันในโอลิมปิกสมัยใหม่ตั้งแต่ครั้งแรกในปี 1896 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยในระยะแรกมีเพียงการแข่งขันประเภทชาย เปิดโอกาสให้นักกีฬาว่ายน้ำใช้ท่าอะไรก็ได้ จนในปี 1900 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้เพิ่มการว่ายน้ำท่ากรรเชียงเข้าไปอีก 1 รายการ ต่อมาปี 1908 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จึงเพิ่มท่ากบและต่อมาได้บรรจุท่าผีเสื้อตามมาเป็นท่าสุดท้าย

อย่างไรก็ตามในสมัยนั้นการจัดการแข่งขันยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง ที่กรุงเอเธนส์นักว่ายน้ำยังต้องใช้วิธีออกสตาร์ตด้วยการกระโดดจากบนเรือลงไปในน้ำที่เย็นจัดราวกับน้ำแข็งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแถมยังมีคลื่นอีกด้วย ดังนันผู้ที่จะเข้าแข่งต้องคิดถึงความแข็งแกร่งทนทานของตนเองว่ามีเพียงพอหรือไม่ที่จะเอาชีวิตให้รอดก่อนจะคิดเรื่องเอาชนะ

ปี 1900 โอลิมปิกที่กรุงปารีส มีการแข่งขันว่ายใต้น้ำรวมทั้งการว่ายน้ำผ่านเครื่องกีดขวางอีกด้วย 4 ปีต่อมาที่เมืองเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา มีการแข่งดำน้ำระยะไกล (Plunge for distance) ซึ่งรายการเหล่านั้นไม่ได้รับความนิยม เพราะผู้ชมจะไม่เห็นอะไรเลยนอกจากน้ำในขณะที่นักว่ายน้ำดำน้ำอยู่ทำให้ถูกยกเลิกไป ส่วนการแข่งขันว่ายน้ำประเภทหญิง เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในโอลิมมปิกปี 1912 ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน
นับตั้งแต่โอลิมปิกครั้งที่ 3 ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา สหรัฐฯก็ครองความเป็นเจ้ากีฬาชนิดนี้มาโดยตลอดในปัจจุบันการแข่งขันว่ายน้ำโอลิมปิกทั้งประเภทชายและหญิงนั้น นักว่ายน้ำจากสหรัฐฯและออสเตรเลียนับว่าอยู่แถวหน้าเหนือชาติอื่นๆ

ความสำคัญของเทคนิคและยุทธวิธี

หากไม่นับการฝึกฝนนานเป็นแรมเดือนแรมปี เพื่อนำทั้งหมดที่เรียนรู้มาใช้ในสนามแข่งแค่วันเดียว ในกีฬาว่ายน้ำยังมีสิ่งสำคัญอื่นๆที่นักกีฬาแต่ละคนต่างมีไม่เหมือนกัน นั่นคือเรื่องของเทคนิคและยุทธวิธีในการรักษาจังหวะการแข่งของตนเอง ที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปโดยปริยาย นอกจากนี้กติกาและระเบียบการแข่งขันต่างๆก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่นักกีฬาห้ามลืมเป็นอันขาด เพราะหากมีการตรวจสอบพบจะมีผลต่อการแข่งขันและตัวนักกีฬาเองทันที

โปโลน้ำ (Water Polo)

ถือเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมชนิดแรกๆที่เข้าสู่กีฬาโอลิมปิก ได้รับการบรรจุเข้าในโอลิมปิกในปี 1900 เป็นครั้งแรก ซึ่งมีการแข่งขันตลอดมาทุกครั้งจนถึงปัจจุบัน และในโอลิมปิกปี 2000 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มีการแข่งขันโปโลน้ำหญิงเป็นครั้งแรก หลังจากที่ประเภทชายกลายมาเป็นกีฬาหลักของโอลิมปิกมากว่า 1 ศตวรรษ

ทั่วโลกพร้อมลงสนามแข่ง

แม้จะเป็นที่นิยมในโซนยุโรป แต่โปโลน้ำก็ได้รับความนิยมจากนักกีฬาทั่วโลก จนเรียกได้ว่าไม่มีใครที่เป็นเจ้าของตำแหน่งเจ้าเหรียญทองตัวจริง และด้วยความที่เป็นกีฬาที่มีสูตรการแข่งค่อนข้างตายตัว ทำให้ทุกชาติสามารถฝึกฝนนักกีฬาของตัวเองขึ้นมาแข่งในสนามได้อย่างสูสีกัน ด้วยความเท่าเทียมกันในด้านนี้จึงเรียกว่าทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกและส่งนักกีฬาเข้าร่วมในการกีฬาประเภทนี้ มีโอกาสเข้าชิงเหรียญทองด้วยกันทั้งสิ้น แต่สิ่งหนึ่งที่มีส่วนให้การแข่งขันไม่ออกมาไม่เป็นตามที่หลายคนคาด นั่นเพราะความเจนสนามและประสบการณ์ที่นักกีฬาในแต่ละประเทศมีไม่เหมือนกัน

กระโดดน้ำ (dive)

กีฬากระโดดน้ำถูกบรรจุในโอลิมปิกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1904 ที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา มีสองรายการและเป็นประเภทชายทั้งสิ้น ในยุคแรก ๆ กีฬาประเภทนี้เป็นการกระโดดลงไปในน้ำแล้วดำไปให้ไกลกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ ซึ่งผู้ชมจะไม่ได้เห็นอะไรเลยเพราะนักกีฬาอยู่ใต้น้ำ ทำให้ถูกถอดออกจากกีฬาโอลิมปิกทันที ก่อนจะมีการบรรจุกีฬากระโดดน้ำจากกระดานสปริงบอร์ดเข้ามาในโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงลอนดอนปี 1908

ต่อมาในปี 1912 ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน การกระโดดน้ำได้มีการพัฒนาท่าทางต่างๆเพิ่มมากขึ้น ด้วยเทคนิคการพับตัว ม้วนตัว ตลอดจนการตีลังกาหลายตลบ ซึ่งก็เป็นช่วงที่นักกระโดดน้ำจากสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้ามาช่วงชิงความเป็นเจ้าในกีฬากระโดดน้ำจากสวีเดนและเยอรมนีไป และครอบครองไว้จนถึงยุคปี 1980 ก่อนที่นักกระโดดน้ำจากจีนจะขึ้นมาฉายแสง

นับตั้งแต่ปี 1924 จนถึงปัจจุบัน กระโดดน้ำไม่ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบในการแข่งขันไปเลย จนกระทั่งโอลิมปิกครั้งที่ 27 ที่ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มีการเพิ่มรายการกระโดดน้ำคู่เข้าไปด้วย เรียกว่า ซิงโครไนซ์ ไดวิ่ง (Synchronized Diving) เป็นการกระโดดน้ำเป็นคู่ เหมือนกับการกระโดดน้ำประเภทเดี่ยว แต่นักกระโดดน้ำทั้งสองคนต้องทำทุกอย่างให้พร้อมกัน ตั้งแต่ตำแหน่งที่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงท่าจบในการลงสู่พื้นน้ำ

พัฒนาการที่ไม่มีสิ้นสุด

ในอดีตการแข่งกระโดดน้ำโดยหมุนตัวเพียง 2 รอบ หรือ 2 รอบครึ่ง ก็ถือว่าผ่านมาตรฐานของการแข่งแล้ว แต่ปัจจุบันพื้นฐานนักกีฬาที่ส่งแข่งส่วนใหญ่สามารถหมุนตัวกลางอากาศได้มากกว่า 3 - 4 รอบก่อนจะลงถึงน้ำ นอกจากนี้รูปร่างและทักษะการกระโดดของนักกีฬาเองก็มีความเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากกระดานกระโดดเท่าที่จำเป็นและตัวนักกีฬาเองก็มีความผอมสูงมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันที่นักกีฬาจากทุกประเทศต่างต้องมีการปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป

ระบำใต้น้ำ (Artistic Swimming)

ได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาที่มีการชิงชัยเฉพาะนักกีฬาหญิงในโอลิมปิกอย่างเป็นทางการในโอลิมปิกฤดูร้อน 1984 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา มีชิงชัย 2 เหรียญทอง คือ ประเภทเดี่ยวและคู่ ซึ่งนักกีฬาระบำใต้น้ำ จากสหรัฐฯ กวาดไปทั้งสองเหรียญทอง

ประเทศที่ครองความยิ่งใหญ่ในกีฬาระบำใต้น้ำ คือสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ที่ต่างผลัดกันครองเหรียญทองในโอลิมปิกมาตลอด แต่จุดหักเหที่ทำให้สหรัฐฯและแคนาดา มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นคือหลังจากโอลิมปิกในปี 1996 ที่แอตแลนตา เมื่อทั้งสหรัฐฯและแคนาดาเจอปัญหาเดียวกันคือ นักกีฬาหลักต่างพร้อมใจกันวางมือ ขณะที่หลายประเทศต่างพัฒนาขีดความสามารถขึ้นมา โดยเฉพาะรัสเซียและญี่ปุ่นที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในช่วงการแข่งขันระบำใต้น้ำชิงแชมป์โลกที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1998 นอกจากนี้ยังมีจีนและอิตาลีเป็นคู่แข่งที่พัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว

ระเบียบวินัยที่ถูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

ความโดดเด่นของระบำใต้น้ำนั้นหากไม่นับลีลาและความสวยงามของท่วงท่า สิ่งสำคัญอีกประการที่ขาดไม่ได้ และเรียกได้ว่าเป็นกฎเหล็กของการแข่งเลยก็ว่าได้ นั่นคือการควบคุมไม่ให้หยดน้ำกระจายไปทั่ว ซึ่งแน่นอนว่าในยุคแรกของการแข่งนั้นเป็นเรื่องที่หลายมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้

แต่ด้วยมาตรฐานการฝึกที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลา จากกฎเหล็กที่นักกีฬาต้องระวังก็กลายเป็นพื้นฐานที่นักระบำใต้น้ำทุกคนต่างทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ และส่งผลต่อฝีมือของนักกีฬาจากประเทศต่างๆ ที่มีความสูสีกันมาขึ้นจะห่างชั้นกันก็เพียงประสบการณ์ในการแข่งขันเท่านั้น แต่ก็เพียงพอจะทำให้นักกีฬาจากโยนยุโรปมีความได้เปรียบนักกีฬาจากโซนเอเชียอยู่ในระดับหนึ่ง ยกเว้นจีนกับญี่ปุ่นที่สามารถเทียบชั้นได้อย่างเหลือเชื่อ

ว่ายน้ำมาราธอน (Marathon Swimming)

เป็นการว่ายน้ำแบบเปิดโล่งที่กำหนดโดยระยะทางไกลและกฎดั้งเดิมที่ใช้ว่ายน้ำในช่องแคบอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากการวิ่งแข่งมาราธอนที่มีระยะทางที่กำหนดไว้โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนจะแตกต่างกันไปในแต่ละระยะ อย่างไรก็ตามคำจำกัดความขั้นต่ำที่ใช้โดยทั่วไปคือ 10 กิโลเมตรเป็นระยะทางของการแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนในกีฬาโอลิมปิก

การพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไล่ตามกันในทันในพริบตา

เช่นเดียวกับการวิ่งมาราธอน การว่ายน้ำมาราธอนเองก็เป็นการแข่งกับจิตใจตัวเอง และปรับตามสภาพแวดล้อมของสนามที่มีความเปลี่ยนแปลงของคลื่นลมอยู่ตลอดเวลา นั่นทำระยะทาง 10 กิโลเมตรในการแข่งขัน มีความกดดันมากกว่าที่คิดมาก

แม้จะไม่ใช่กีฬาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ แต่การแข่งว่ายน้ำระยะไกลขนาดนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความแข็งแรงและทนทานของร่างกายกับจิตใจของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี เพราะนอกการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือเทคนิคในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในการแข่ง และสามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่จะท้าทายนักกีฬาอยู่ตลอดเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...