SMO ผู้นำ CPO ย่างก้าวสู่ตลาดหุ้นไทย ติดปีกธุรกิจสร้างการเติบโตยั่งยืน
#ทันหุ้น – บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ซึ่งมีกำลังการผลิตรายใหญ่ 1 ใน 5 ของไทย เตรียมย่างก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเตรียมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ภายในปลายปีนี้ ภายใต้การนำของ”นายกิตติพงษ์ พวงมาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เป็นผู้ผลักดันนโยบายการบริหารงาน
นายกิตติพงษ์ ระบุว่า บริษัท กลุ่มสมอทอง เกิดจาก 3 ครอบครัวหลักซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ครอบครัวนายเสกศักดิ์ พิริเยศยางกูร ซึ่งมีประสบการณ์ด้านสวนปาล์มและลานเท จึงมีความชำนาญในการหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ครอบครัวที่สองได้แก่ครอบครัวของตนเอง ซึ่งมีประสบการณ์ด้านรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะเกี่ยวกับโรงกลั่น ตั้งแต่สมัยคุณพ่อนายกิตติพงษ์แล้ว และครอบครัวที่สามคือครอบครัวของนายโจซ์สัน ลิม ซึ่งมีความชำนาญด้านตลาดต่างประเทศ ดังนั้นข้อดีของทั้ง 3 ครอบครัวดังกล่าวจึงเป็นจุดแข็งของบริษัท ที่นำมาผนึกร่วมกันผลักดันให้บริษัทกลุ่มสมอทองมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ข้อมูลจากแบบไฟลิ่งระบุว่าครอบครัวนายกิตติพงษ์ ถือหุ้นสัดส่วน 27.35% ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 20.46% , ครอบครัวนายเสกศักดิ์ ถือหุ้น 26.94% ภายหลังขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 20.16% และครอบครัวนายโจซ์สัน ถือหุ้น 23.73% ภายหลังขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 17.75%
บริษัท กลุ่มสมอทอง มีบริษัทย่อย 3 แห่งประกอบด้วย บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด หรือ AL ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, บริษัท มิตรประสงค์กรีนเพาเวอร์ จำกัด หรือ MGP ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
และบริษัท ทีมอีโวลูชั่น จำกัด หรือ TEAM โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 49.44% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยจัดตั้งขึ้นร่วมกับบริษัทผลิตน้ำ มันปาล์มดิบ 9 บริษัท มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ซึ่งต่อมามีความเห็นร่วมกันระหว่างผู้ถือหุ้นที่จะไม่ประกอบกิจการข้างต้นส่งผลให้ TEAM ไม่มีการประกอบธุรกิจปัจจุบัน TEAM มีสินทรัพย์คือที่ดินเปล่าที่ถือครองเพื่อรอจำหน่ายเท่านั้น
โดยบริษัท กลุ่มสมอทอง จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 231.60 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.17% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้ ในราคาหุ้นละ 5.40 บาท ซึ่งมีบริษัท แอสเซท โปร แมนเนจเม้นท์ จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
ปัจจุบันบริษัท กลุ่มสมอทอง มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้มากกว่า 90% โดยเป็นการขายในประเทศและต่างประเทศ และมีธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ โดยเป็นการนำของเสียจากบ่อมาเป็นแก๊ส และผลิตไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้า ซึ่งสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ 1-2% นับเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดี และสร้างกระแสเงินสด โดยไม่มีต้นทุนด้านวัตถุดิบแต่อย่างใด ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 14.38 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) รวม 12.7 เมกะวัตต์
**ธุรกิจอยู่ตรงกลางซัพพลายเชน
นายกิตติพงษ์ เปิดเผยถึงธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นธุรกิจหลักว่าปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 240 ตันต่อชั่วโมง โดยมีโรงงานอยู่ 4 แห่งที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี 2 แห่ง และที่สระบุรี และชุมพร ซึ่งบริษัทกำลังขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 315 ตันต่อขั่วโมง ในช่วงต้นปี 2569 และการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนหนึ่งจะนำไปขยายโรงงานอีก 1 แห่ง ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก ดังนั้นจึงมองว่าในช่วง 3 ปีนี้จะเห็นการเติบโตของบริษัท กลุ่มสมอทองอย่างต่อเนื่อง
“ธุรกิจของเรา ต้องบอกว่าอยู่ตรงกลางของซัพพลายเชน เกษตรกรจะส่งปาล์มมาที่โรงงานของเราที่เป็นโรงสกัด และจะสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ แล้วนำไปขายให้กับโรงกลั่น ซึ่งมี 2 ประเภทคือใช้บริโภค หรือใช้เป็นพลังงาน…ส่วนราคาปาล์มจะปรับขึ้นหรือลงก็ไม่มีผลต่อธุรกิจของบริษัท เพราะเราซื้อมาถูกก็ขายถูก ซื้อมาแพงก็ขายแพง ซื้อมาเท่าไหร่บวกกับกระบวนการผลิตก็ขายไป”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว
นอกจากนี้บริษัทก็ยังส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปยังต่างประเทศตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะความต้องการน้ำมันปาล์มดิบยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงมองว่าเป็นโอกาสที่จะขยายได้อีกมาก
ในแบบไฟลิ่งระบุว่า กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายต่างประเทศในปี 2565, 2566,2567 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 526.65 ล้านบาท , 1,830.85 ล้านบาท, 2,286.95 ล้านบาท และ 2,477.53 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็น 7.88%, 31.83% ,37.29% และ 51.22% ของรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง
โดยบริษัทมีกลยุทธ์หลักคือทำเลโรงงานที่ตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบสำคัญ 4 แห่งประกอบด้วย 1. โรงงาน อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ที่สามารถรับซื้อผลปาล์มสดจากภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทย 2. โรงงาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ฐานในการผลิตเพื่อส่งออกของกลุ่มบริษัทเนื่องจากมีพื้นที่อยู่ใกล้กับท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต 3. โรงงาน จ.สระบุรี สามารถรับซื้อผลปาล์มสดจากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 4. โรงงาน จ.ชุมพร สามารถรับซื้อผลปาล์มสดภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย
**เข้า SET เหมือนติดปีกธุรกิจหนุนโต
นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทได้วางแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนขายหุ้น IPO ไปใช้ในการขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ โดยสร้างโรงงานใหม่ และขยายโรงงานเมล็ดในปาล์มอบแห้ง, เงินบางส่วนนำไปชำระคืนเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน , ใช้เป็นเงินทุนสำหรับโครงการปรับปรุงเครื่องจักรกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ ESG และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี้จะเป็นการยกระดับองค์กรสู่ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทย มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้ผู้ถือหุ้น และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ครอบครัวพร้อมที่จะล็อคอัพหุ้น 100% โดยจะไม่ขายหุ้นออกมา โดยเชื่อมั่นต่อพื้นฐานของธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตจากการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
“บริษัทกลุ่มสมอทอง ในช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตทุกปี การระดมทุนในครั้งนี้(เข้าตลาดหุ้น)เปรียบเสมือนการติดปีกให้กับพวกเราที่จะบินให้สูงขึ้น บินให้ไกล บินด้วยความเชื่อมั่นและแข็งแรงมากขึ้น เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว”นายกิตติพงษ์ กล่าวปิดท้าย
โดย วิรัช บูรณกนกธนสาร