โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMO ผู้นำ CPO ย่างก้าวสู่ตลาดหุ้นไทย ติดปีกธุรกิจสร้างการเติบโตยั่งยืน

ทันหุ้น

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 07.21 น.

#ทันหุ้น – บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ซึ่งมีกำลังการผลิตรายใหญ่ 1 ใน 5 ของไทย เตรียมย่างก้าวสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเตรียมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET ภายในปลายปีนี้ ภายใต้การนำของ”นายกิตติพงษ์ พวงมาลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เป็นผู้ผลักดันนโยบายการบริหารงาน

นายกิตติพงษ์ ระบุว่า บริษัท กลุ่มสมอทอง เกิดจาก 3 ครอบครัวหลักซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ครอบครัวนายเสกศักดิ์ พิริเยศยางกูร ซึ่งมีประสบการณ์ด้านสวนปาล์มและลานเท จึงมีความชำนาญในการหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ครอบครัวที่สองได้แก่ครอบครัวของตนเอง ซึ่งมีประสบการณ์ด้านรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะเกี่ยวกับโรงกลั่น ตั้งแต่สมัยคุณพ่อนายกิตติพงษ์แล้ว และครอบครัวที่สามคือครอบครัวของนายโจซ์สัน ลิม ซึ่งมีความชำนาญด้านตลาดต่างประเทศ ดังนั้นข้อดีของทั้ง 3 ครอบครัวดังกล่าวจึงเป็นจุดแข็งของบริษัท ที่นำมาผนึกร่วมกันผลักดันให้บริษัทกลุ่มสมอทองมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ข้อมูลจากแบบไฟลิ่งระบุว่าครอบครัวนายกิตติพงษ์ ถือหุ้นสัดส่วน 27.35% ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 20.46% , ครอบครัวนายเสกศักดิ์ ถือหุ้น 26.94% ภายหลังขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 20.16% และครอบครัวนายโจซ์สัน ถือหุ้น 23.73% ภายหลังขายหุ้น IPO สัดส่วนจะลดลงมาอยู่ที่ 17.75%

บริษัท กลุ่มสมอทอง มีบริษัทย่อย 3 แห่งประกอบด้วย บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด หรือ AL ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, บริษัท มิตรประสงค์กรีนเพาเวอร์ จำกัด หรือ MGP ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

และบริษัท ทีมอีโวลูชั่น จำกัด หรือ TEAM โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 49.44% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยจัดตั้งขึ้นร่วมกับบริษัทผลิตน้ำ มันปาล์มดิบ 9 บริษัท มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ซึ่งต่อมามีความเห็นร่วมกันระหว่างผู้ถือหุ้นที่จะไม่ประกอบกิจการข้างต้นส่งผลให้ TEAM ไม่มีการประกอบธุรกิจปัจจุบัน TEAM มีสินทรัพย์คือที่ดินเปล่าที่ถือครองเพื่อรอจำหน่ายเท่านั้น

โดยบริษัท กลุ่มสมอทอง จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 231.60 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.17% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้ ในราคาหุ้นละ 5.40 บาท ซึ่งมีบริษัท แอสเซท โปร แมนเนจเม้นท์ จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

ปัจจุบันบริษัท กลุ่มสมอทอง มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้มากกว่า 90% โดยเป็นการขายในประเทศและต่างประเทศ และมีธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ โดยเป็นการนำของเสียจากบ่อมาเป็นแก๊ส และผลิตไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้า ซึ่งสัดส่วนรายได้จะอยู่ที่ประมาณ 1-2% นับเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ดี และสร้างกระแสเงินสด โดยไม่มีต้นทุนด้านวัตถุดิบแต่อย่างใด ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 14.38 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) รวม 12.7 เมกะวัตต์

**ธุรกิจอยู่ตรงกลางซัพพลายเชน

นายกิตติพงษ์ เปิดเผยถึงธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นธุรกิจหลักว่าปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิต 240 ตันต่อชั่วโมง โดยมีโรงงานอยู่ 4 แห่งที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี 2 แห่ง และที่สระบุรี และชุมพร ซึ่งบริษัทกำลังขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 315 ตันต่อขั่วโมง ในช่วงต้นปี 2569 และการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนส่วนหนึ่งจะนำไปขยายโรงงานอีก 1 แห่ง ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก ดังนั้นจึงมองว่าในช่วง 3 ปีนี้จะเห็นการเติบโตของบริษัท กลุ่มสมอทองอย่างต่อเนื่อง

“ธุรกิจของเรา ต้องบอกว่าอยู่ตรงกลางของซัพพลายเชน เกษตรกรจะส่งปาล์มมาที่โรงงานของเราที่เป็นโรงสกัด และจะสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ แล้วนำไปขายให้กับโรงกลั่น ซึ่งมี 2 ประเภทคือใช้บริโภค หรือใช้เป็นพลังงาน…ส่วนราคาปาล์มจะปรับขึ้นหรือลงก็ไม่มีผลต่อธุรกิจของบริษัท เพราะเราซื้อมาถูกก็ขายถูก ซื้อมาแพงก็ขายแพง ซื้อมาเท่าไหร่บวกกับกระบวนการผลิตก็ขายไป”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว

นอกจากนี้บริษัทก็ยังส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ไปยังต่างประเทศตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะความต้องการน้ำมันปาล์มดิบยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงมองว่าเป็นโอกาสที่จะขยายได้อีกมาก

ในแบบไฟลิ่งระบุว่า กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายต่างประเทศในปี 2565, 2566,2567 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 526.65 ล้านบาท , 1,830.85 ล้านบาท, 2,286.95 ล้านบาท และ 2,477.53 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็น 7.88%, 31.83% ,37.29% และ 51.22% ของรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง

โดยบริษัทมีกลยุทธ์หลักคือทำเลโรงงานที่ตั้งใกล้แหล่งวัตถุดิบสำคัญ 4 แห่งประกอบด้วย 1. โรงงาน อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ที่สามารถรับซื้อผลปาล์มสดจากภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทย 2. โรงงาน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ฐานในการผลิตเพื่อส่งออกของกลุ่มบริษัทเนื่องจากมีพื้นที่อยู่ใกล้กับท่าเรือน้ำลึกจังหวัดภูเก็ต 3. โรงงาน จ.สระบุรี สามารถรับซื้อผลปาล์มสดจากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 4. โรงงาน จ.ชุมพร สามารถรับซื้อผลปาล์มสดภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย

**เข้า SET เหมือนติดปีกธุรกิจหนุนโต

นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทได้วางแผนที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนขายหุ้น IPO ไปใช้ในการขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ โดยสร้างโรงงานใหม่ และขยายโรงงานเมล็ดในปาล์มอบแห้ง, เงินบางส่วนนำไปชำระคืนเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน , ใช้เป็นเงินทุนสำหรับโครงการปรับปรุงเครื่องจักรกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ ESG และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี้จะเป็นการยกระดับองค์กรสู่ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทย มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้ผู้ถือหุ้น และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทางกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ครอบครัวพร้อมที่จะล็อคอัพหุ้น 100% โดยจะไม่ขายหุ้นออกมา โดยเชื่อมั่นต่อพื้นฐานของธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตจากการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

“บริษัทกลุ่มสมอทอง ในช่วงระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตทุกปี การระดมทุนในครั้งนี้(เข้าตลาดหุ้น)เปรียบเสมือนการติดปีกให้กับพวกเราที่จะบินให้สูงขึ้น บินให้ไกล บินด้วยความเชื่อมั่นและแข็งแรงมากขึ้น เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว”นายกิตติพงษ์ กล่าวปิดท้าย

โดย วิรัช บูรณกนกธนสาร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...