โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชาเขียวแก้วละ 3,900 บาท ความ Overprice ที่คนไทยกำลัง(ต้อง)ชิน?

TODAY Bizview

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 07.20 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2568 เวลา 07.49 น. • TODAY

อยู่ดีๆ วงการชาเขียวก็ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังคาเฟ่ชื่อดังแห่งหนึ่งเปิดขายมัทฉะแก้วละ 3,900 บาท ราคาเท่ากับอาหารญี่ปุ่นชุดใหญ่หนึ่งมื้อ หรือเท่ากับมัทฉะ 10–30 แก้วจากร้านทั่วไป และที่น่าสนใจคือขนาดของแก้วไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เป็นเพียงขนาดกลางเหมือนกาแฟเย็นทั่วไป แต่กลับกลายเป็นไวรัลที่ทั้งคนตั้งคำถาม และอีกฝั่งก็อยากรู้ว่า “มันดีขนาดนั้นจริงไหม?”

[ “มัทฉะ” กลายเป็นเครื่องดื่มแห่งยุค ]

หากย้อนกลับไปเพียง 1–2 ปีที่ผ่านมา “มัทฉะ” คือหนึ่งในคำค้นหายอดนิยมบนโซเชียลไทย โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและหลงใหลในสไตล์ มินิมอลพรีเมียม เครื่องดื่มเรียบง่ายแต่มีภาพลักษณ์คุณภาพสูง

ข้อมูลจากวิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในปี 2025 มีการพูดถึงคำว่า “มัทฉะ” บนโซเชียลมากกว่า 5.2 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 2 เดือนสะท้อนความนิยมที่พุ่งแรงจนผงชาเขียวพรีเมียมจากญี่ปุ่นขาดตลาดและราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

ในระดับโลก ตลาดมัทฉะยังมีแนวโน้มเติบโตไม่หยุด มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะขยายถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2028 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 10.39% ต่อปี (ช่วงปี 2023–2028) — แสดงให้เห็นว่า มัทฉะไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่กลายเป็นสินค้าที่สะท้อน “วิถีสุขภาพและรสนิยมใหม่” ของคนรุ่นนี้

ถ้ามาดูราคามัทฉะในตลาดแบ่งหลักๆ เป็น 2 เกรดใหญ่

  • เกรดพิธีการ (Ceremonial Grade) คือมัทฉะชั้นสูงสุด ผลิตจากยอดใบชาอ่อนที่เก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียวในฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า อิจิบันฉะ สีเขียวเข้มสด กลิ่นหอมอ่อนเหมือนต้นอ่อน รสหวานกลมกล่อม มีอูมามิ ไม่ฝาด เพราะมีคาเทชินต่ำและกรดอะมิโนสูง ใช้ในพิธีชงชา หรือมัทฉะซึ่งดื่มเพียวๆ
    [    * เกรดอาหาร \(Culinary Grade\) เก็บเกี่ยวในรอบถัดมา สีจะออกเหลืองกว่าเล็กน้อย รสขมฝาดกว่า จึงนิยมใช้ทำขนม เครื่องดื่ม หรือผสมกับนม ราคาย่อมเยากว่าหลายเท่าตัว ]

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคามัทฉะพรีเมียมพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพอากาศ

ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นแหล่งผลิตมัทฉะที่ดีที่สุด โดยเฉพาะ เมืองอุจิ (Uji) จังหวัดเกียวโต ถือเป็นแหล่งปลูกชาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่ปัจจุบันต้องเผชิญทั้งปัญหา จำนวนเกษตรกรที่ลดลง (เหลือเพียงราว 60 ครอบครัวที่ยังคงปลูกชาในพื้นที่) และ สภาวะโลกร้อน ที่กระทบต่อคุณภาพและปริมาณของใบชาโดยตรง

ผลลัพธ์คือเกิดภาวะ “มัทฉะขาดแคลน” หลายบริษัทในญี่ปุ่นต้องจำกัดปริมาณการสั่งซื้อ ขณะที่บางรายถูกเก็งกำไรและซื้อตุนเพื่อขายต่อ ทำให้ราคายิ่งดีดตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระแสมัทฉะในไทยได้เข้าสู่ภาวะ “คงที่” ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนช่วงพีกของปีที่ผ่านมา ร้านมัทฉะส่วนใหญ่จึงปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับตลาด โดยเลือกใช้มัทฉะตามเกรดและกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า

ราคาต่อแก้วตั้งแต่ระดับทั่วไปจนถึงพรีเมียมโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 60–300 บาท เป็นระดับที่ผู้บริโภคยอมรับได้ รู้สึกถึงความพรีเมียม และพร้อมจ่ายโดยไม่รู้สึกว่า “เกินจริง”

แล้วมัทฉะแก้วละ 3,900 บาท มันคืออะไร?

ราคานี้อาจไม่ได้ขายเพียง “เครื่องดื่ม” แต่อาจขาย “ประสบการณ์และการเล่าเรื่อง” (Storytelling & Experience Marketing) เพราะในยุคที่สินค้าทุกอย่างเข้าถึงง่าย การสร้างมูลค่าเพิ่มให้รู้สึก “หายาก”, “มีเรื่องเล่า”, “เฉพาะกลุ่ม” คือสิ่งที่หลายแบรนด์พยายามทำ

โดยร้านได้ใส่คำบรรยายของมัทฉะที่จำหน่ายในราคาสูงไว้แต่ละเรทต่างกัน โดยที่เรทเริ่มต้นของระดับสูงอยู่ที่ 1,590 บาท

  • KOROGI CLASSIC LATE มัทฉะโทนถั่ว Level 4 ราคา 1,590 บาท
    [    * TSUYU CLEAR \(LUXURY TASETE\) มัทฉะโทนถั่ว Level 5 ราคา 1,600 บาท ,     * TSUYU CLASSIC LATTE \(LUXURY TASETE\) มัทฉะโทนถั่ว Level 5 ราคา 2,350 บาท ,     * SEIJYU CLEAR มัทฉะโทนถั่ว Level 6 ราคา 2,500 บาท ,     * SEIJYU CLEAR LATTE มัทฉะโทนถั่ว Level 6 ราคา 3,900 บาท ]

โดยทุกเมนูจะระบุแหล่งผลิตจาก Yame, Fukuoka หนึ่งในแหล่งปลูกชาชั้นเยี่ยมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการใช้กลยุทธ์ “แหล่งที่มา” เพื่อยกระดับคุณค่าในสายตาผู้บริโภค เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คล้ายกับไวน์หรือกาแฟสเปเชียลตี้

นอกจากนี้ การให้ “เลเวล” กับมัทฉะ ยังเป็นเทคนิคสร้าง Perceived Hierarchy หรือ “ลำดับชั้นของรสนิยม” ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าตัวเองกำลังไต่ระดับความพิเศษขึ้นไปเรื่อยๆ

แต่อย่าลืมว่าในสังคมไทยสมัยนี้ เส้นแบ่งระหว่าง “ความพรีเมียม” กับ “Overprice” บางลงทุกที โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลได้ทันที

[ ในมุมการตลาด สุดท้ายกระแสตกใจกับราคา ทำให้แบรนด์ได้ Awareness เต็มๆ ]

อย่างไรก็ตาม ถ้ามาแกะดูในมุมการตลาด การตั้งราคาสูงระดับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อยอดขายจำนวนมาก แต่เพื่อสร้าง Brand Awareness ผ่าน Shock Value เพราะคนบนโลกโซเชียลตกใจกับราคานี้

โดยร้านการตั้งราคาสูงกว่าตลาดหลายเท่าตัวคือการสื่อสารสถานะ ผ่านกลยุทธ์ Luxury Signaling แบรนด์ไม่ได้ขายเครื่องดื่ม แต่ขาย “ความเป็นเอกลักษณ์” และ “การเข้าถึงจำกัด” คนซื้อไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มใหญ่ แต่เป็นกลุ่มที่อยากแสดงออกว่า “ฉันเข้าใจของดี”

อีกทั้ง การระบุแหล่งที่มาจากญี่ปุ่น และการอธิบาย “เลเวล” ของรสชาติ ก็เหมือนกับกลยุทธ์ Story-Driven Pricing ที่สร้างเรื่องเล่าที่ทำให้ราคาดูมีเหตุผล เพราะเมื่อมีบริบท ราคาที่สูงจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

และในยุคที่ ในยุคที่ “กระแสไวรัลคือทรัพย์สิน” ราคามัทฉะแก้วละ 3,900 บาท คือการซื้อพื้นที่บนโลกโซเชียลด้วยต้นทุนแก้วเดียว ผลลัพธ์คือร้านได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมสงสัย เสียดสี หรืออยากลอง ซึ่งล้วนแปลเป็น การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness)

สุดท้ายแล้ว การตั้งราคาสูงอาจไม่ได้หมายถึงการ “ขายได้” เสมอไป แต่ในยุคที่การตลาดขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และไวรัล การสร้างประเด็นให้คนพูดถึงได้ อาจคุ้มค่ากว่ากำไรต่อแก้ว

นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าในยุคที่ทุกอย่างเข้าถึงได้ ราคากลับกลายเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ เพราะอย่างน้อยที่สุด ร้านก็ได้สิ่งที่แพงที่สุดในยุคนี้ไปเรียบร้อยแล้วนั่นคือ “พื้นที่บนโซเชียลมีเดีย”

ที่มา

วิกฤตมัทฉะ เมนูสุดฮิต หายาก ราคาพุ่ง แถมปลูกก็ไม่ง่าย

https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Info298-Matcha-FB-29-06-25.aspx

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...