โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดันไทยสร้างนวัตกรรมสิ่งทอเพิ่มมูลค่า ปักธง Textile Tech Hub ในอาเซียน

The Better

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 04.58 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 05.10 น. • THE BETTER
​กรมทรัพย์ฯ ชี้สิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอในรอบ 20 ปี เข้าโหมดปรับตัวสู่เทคโนโลยีขั้นสูง แนะภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยดึงจุดแข็งของประเทศ สร้างแบรนด์แข่งตลาดโลก

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสิ่งทอโลกถูกบีบให้ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จากแรงกดดันเรื่องต้นทุน การใช้ทรัพยากร สิทธิแรงงาน ตลอดจนกระแสนิยมของผู้บริโภคด้านแฟชั่น จากอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งแรงงานการผลิต กลายเป็นสนามแข่งขันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่เทคโนโลยีเส้นใยชีวภาพที่ย่อยสลายได้เอง เทคโนโลยีนาโนเคลือบผ้าเพื่อกันน้ำหรือกันเชื้อโรค ไปจนถึงหุ่นยนต์ AI และเทคโนโลยีการพิมพ์ผ้าแบบ 3 มิติ

ทั้งนี้จากการศึกษาข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก พบว่า ประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรนวัตกรรมสิ่งทอมากที่สุด ได้แก่ จีน (โดยผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมสิ่งทอหลักของจีนจะเป็นมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัย Donghua มหาวิทยาลัย Jiangnan และมหาวิทยาลัย Wuhan) สหรัฐอเมริกา (เช่น Procter & Gamble สิ่งทอในผลิตภัณฑ์สุขอนามัย อาทิ ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด) ญี่ปุ่น (เช่น สิ่งทอชีวภาพ และเส้นใยเฉพาะทาง) อินเดีย และเกาหลีใต้

ขณะที่ประเทศที่น่าจับตามองในตลาดนี้ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย ลักเซมเบิร์ก และเวียดนาม ซึ่งล้วนมีปริมาณสิทธิบัตรเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 250% ต่อปี สำหรับประเทศไทย แม้จะยังมีจำนวนสิทธิบัตรไม่มากนัก แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องมากกว่า 100% ต่อปี โดยมีสัญญาณบวกจากนโยบายของภาครัฐและการขยับตัวของภาคเอกชน โดยเฉพาะสิ่งทอทางการแพทย์ การใช้สีธรรมชาติ และแฟชั่นที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตามหากมองในเชิงภูมิภาค เอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน) คือศูนย์กลางของนวัตกรรมที่เริ่มมีสัญญาณอิ่มตัว ทางด้านยุโรปไม่ได้เน้นปริมาณสิทธิบัตรแต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพนวัตกรรมระดับสูง ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางกำลังมาแรง ด้วยข้อได้เปรียบด้านฐานการผลิตและแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งไทยถือเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคอาเซียน โดยมีโรงงานและโครงสร้างพื้นฐานที่ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมทั้งยังมีวัตถุดิบธรรมชาติหลากหลายที่พร้อมต่อยอดเป็นสิ่งทอชีวภาพ

อย่างไรก็ดี กติกาการแข่งขันในเวทีโลกได้เปลี่ยนแปลงไป จากแข่งขันกันที่ "ต้นทุน" มาสู่การแข่ง "นวัตกรรม" อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยจึงจำเป็นต้องสร้างความสามารถใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นแถวหน้าในวงการนวัตกรรมสิ่งทอระดับสากล

ทิศทางนวัตกรรมสิ่งทอในปัจจุบันมุ่งไปใน 4 ด้านสำคัญที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ได้แก่ 1. สิ่งทอยั่งยืน (Sustainable Textile) ด้วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกร่วมขับเคลื่อนจึงสนับสนุนให้เทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในช่วงเติบโตอย่างแท้จริง และคาดว่าในระยะ 3 – 5 ปีข้างหน้ายังมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนจากตัวเลือกเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม โดยเน้นการพัฒนาเส้นใยและสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาพรวมมีสิทธิบัตรมากกว่า 800 ฉบับต่อปี โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10 - 15% ต่อปี และมีแนวโน้มจะเข้าสู่ช่วงเร่งเติบโตใน 3 - 5 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันญี่ปุ่นถือเป็นผู้เล่นแถวหน้าในกลุ่มนี้ ตามด้วย จีน สหรัฐฯ ซึ่งผู้ถือสิทธิบัตรในกลุ่มนี้ไม่ได้มีแค่บริษัทแฟชั่นหรือสิ่งทอเท่านั้น แต่ได้ขยายวงกว้างไปถึงสถาบันการศึกษาและอุตสาหกรรมสุขอนามัยและการแพทย์ ที่หันมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสิ่งทอในผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมและผ้าเช็ดทำความสะอาด ตลอดจนวัสดุชีวการแพทย์

2. นาโนเทคโนโลยี (Nanotech Textile) เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโลกสิ่งทออย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง ด้วยความต้องการผ้าที่ทำงานได้มากกว่าแค่ความสวยงาม เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการเคลือบหรือผสมอนุภาคระดับนาโนลงไปในเส้นใยโดยตรง ทำให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษที่เทคนิคดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ ทั้งช่วยเพิ่มความแข็งแรง กันน้ำต้านแบคทีเรีย หรือแม้แต่ป้องกันรังสี UV ได้ โดยมีจีนครองแชมป์งานวิจัยและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมนาโนไฟเบอร์ รวมทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 700 ฉบับต่อปี

3.การผลิตอัตโนมัติ (Automation & Digitalization) เป็นการนำหุ่นยนต์ เทคโนโลยี AI และ Data Analytics เข้าสู่สายการผลิตสิ่งทอ เพื่อเปลี่ยนจากโรงงานดั้งเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ยืดหยุ่นในกระบวนการผลิต และลดของเสีย เทคโนโลยีดังกล่าวมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 500 ฉบับต่อปี โดยมีญี่ปุ่นและจีนเป็นผู้ครองตลาด แต่มีแนวโน้มเป็นช่วงขาลง เนื่องจากผู้เล่นใหม่เริ่มน้อย

และ4. การพิมพ์สามมิติ (3D Printed Textile) คือกุญแจสู่ Mass Customization หรือการผลิตเสื้อผ้าเฉพาะบุคคล แฟชั่นไฮเอนด์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตตามสรีระผู้ใช้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเติบโต แม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว โดยมีจีนเป็นผู้ครองตลาด ตามมาด้วยญี่ปุ่น รวมมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 300 ฉบับต่อปี

นางอรมน กล่าวว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอได้ก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีสิ่งทอขั้นสูงไทยจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การทำ OEM หรือการที่โรงงานรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นตามแบบที่ลูกค้ากำหนด แต่ไทยมีทั้งวัตถุดิบ โรงงาน นักวิจัย และแรงงานมีฝีมือ ถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสิ่งทอ (Textile Tech Hub) ของภูมิภาคอาเซียนได้

ทั้งนี้สามารถสร้างนวัตกรรมจากการนำจุดแข็งด้านการเกษตรมาพัฒนาสิ่งทอยั่งยืนหรือเส้นใยชีวภาพจากสับปะรด ปอ กัญชง หรือแม้แต่เปลือกกล้วย รวมถึงการรีไซเคิลพลาสติกและเสื้อผ้าเก่า

นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนานาโนเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เช่น หน้ากากกรองฝุ่น PM2.5 และผ้าต้านแบคทีเรีย ตลอดจนการนำ AI และหุ่นยนต์มาช่วยตรวจคุณภาพและผลิตงานเฉพาะทาง เช่น ชุดกีฬา และการแพทย์ รวมทั้งการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งเป็นเทรนด์ตอบโจทย์ความยั่งยืนที่แบรนด์แฟชั่นระดับโลกให้ความสำคัญ ไทยต้องเร่งผลักดันและพัฒนางานวิจัยสู่การจดสิทธิบัตรและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เพื่อเปิดทางให้นวัตกรรมสิ่งทอไทยเติบโตสู่สากล

ปัจจุบันข้อมูลการส่งออกสิ่งทอของไทยในช่วงปี 2566 – 2568 (ม.ค. - ก.ย.) มีมูลค่ารวมกว่า 5.78 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม ผ้าผืนและเส้นด้าย และเส้นใยประดิษฐ์ โดยการยื่นขอรับสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมสิ่งทอของไทยผ่านระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty) ส่วนใหญ่เป็นการยื่นคำขอไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

ขณะที่สถิติคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอในไทย ในช่วงปี 3 ปีหลัง (2566 – 2568) มีการยื่นคำขอสิทธิบัตร 349 คำขอ (ต่างชาติ 327 คำขอ และไทย 22 คำขอ) และคำขออนุสิทธิบัตร 185 คำขอ (ต่างชาติ 10 คำขอ และไทย 175 คำขอ) สำหรับสถิติการจดทะเบียน มีการจดทะเบียนสิทธิบัตร 312 ฉบับ (ต่างชาติ 296 ฉบับ และไทย 16 ฉบับ) และจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร 83 ฉบับ (ต่างชาติ 2 ฉบับ และไทย 81 ฉบับ) ผู้ที่ยื่นคำขอสิทธิบัตรสูงสุด 3 อันดับแรก มาจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท ฮิตาชิ โกลบอล ไลฟ์ โซลูชั่นส, อิงค. บริษัท โทเรย์ อินดัสทรีส, อิงค. และบริษัท พานาโซนิค อินเทเลคชัวล์ พร็อพเพอร์ตี้ เมเนจเมนท์ โค., แอลทีดี.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...