“จีน” ขยับบทบาทคนกลาง “ไทย-กัมพูชา” ส่งสัญญาณท้าทายบทนำสหรัฐ
"จีน" ขยับบทบาทไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หลังประกาศหยุดยิง 72 ชั่วโมง พร้อมเปรียบแนวทางสันติผ่านการเจรจากับแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 10.48 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนออกท่าทีวิจารณ์อย่างแยบยลต่อความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมเดินหน้าวางบทบาทตนเองเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในการพบหารือกับฝ่ายไทยและกัมพูชาเมื่อวันอาทิตย์ เพียงหนึ่งวันหลังมีการประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง นักการทูตระดับสูงสุดของจีนได้เปรียบเทียบแนวทางของจีนกับการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของวอชิงตันอย่างมีนัยสำคัญ โดย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวกับ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ระหว่างการประชุมที่มณฑลยูนนานว่า
“ความพยายามของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและการเจรจา ไม่เคยบังคับผู้อื่นหรือก้าวล่วงขอบเขตของตน”
วันเดียวกัน วัง อี้ ยังได้พบหารือแยกกับ ปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา
สื่อแท็บลอยด์แนวชาตินิยมของจีนอย่าง Global Times ขยายสารดังกล่าวผ่านบทบรรณาธิการ โดยระบุว่า“ต่างจากการไกล่เกลี่ยในอดีตที่ตะวันตกเป็นผู้ครอบงำ จีนไม่ใช้ท่าทีวางตัวเหนือกว่า ไม่กำหนดเงื่อนไขทางการเมือง และไม่แสวงหาผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์”
การพบปะดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันด้านอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทั้งสองมหาอำนาจต่างพยายามช่วงชิงเครดิตจากการช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง โดยทรัมป์อ้างความสำเร็จว่าเป็นผลจากบทบาทนำของสหรัฐ ขณะที่จีนพยายามวางตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง และท้าทายภาพความเป็นผู้นำของสหรัฐในภูมิภาคโดยนัย
ทั้งนี้ไทยและกัมพูชาตกลงหยุดยิงทันทีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา นับเป็นการหยุดยิงครั้งที่สองในรอบ 6 เดือน หลังการปะทะล่าสุดคร่าชีวิตทหารและพลเรือนหลายสิบราย และทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คน ต้องอพยพ
ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการยุติการสู้รบรอบแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม ด้วยการขู่ใช้มาตรการภาษีลงโทษต่อคู่ขัดแย้ง และได้นำความขัดแย้งนี้ไปนับรวมเป็นหนึ่งในแปดกรณีที่เขาอ้างว่าตนช่วยยุติได้ ขณะเดินหน้าผลักดันตนเองสู่รางวัลโนเบลสันติภาพ โดยยังคงใช้การขู่ทางการค้าเมื่อสถานการณ์กลับมาปะทุอีกครั้ง
ทรัมป์ยกย่องการหยุดยิงล่าสุดผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐภาคภูมิใจเสมอที่ได้ช่วยเหลือ
ก่อนที่การสู้รบจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นเดือนนี้ จีนได้ติดต่อกับทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว แต่รักษาท่าทีเงียบตามนโยบายไม่เข้าแทรกแซงความขัดแย้งอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ดีรอบนี้จีนเลือกเปิดเผยบทบาทของตนมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยฝั่งไทยส่งสัญญาณเปิดรับแนวทางของจีน โดยกระทรวงการต่างประเทศระบุในแถลงการณ์ว่า “ฝ่ายไทยชื่นชมบทบาทและความเข้าใจของจีนในการสนับสนุนสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านวิถีเอเชีย”
วัง อี้ ยังแจ้งต่อทั้งสองฝ่ายว่าจีนพร้อมสนับสนุนภารกิจผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงภายใต้กรอบ Association of Southeast Asian Nations (อาเซียน) รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีรายงานว่าจีนมอบเงินช่วยเหลือกัมพูชาราว 3 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยได้รับข้อเสนอในลักษณะเดียวกัน แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่ ตามคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี Anutin Charnvirakul เมื่อวันจันทร์
ทั้งรัฐบาลและกองทัพของไทยและกัมพูชาต่างมีแรงจูงใจทางการเมืองในการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกัน โดยอนุทินได้ยุบสภาในเดือนนี้ เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ และคาดหวังว่าความขัดแย้งกับกัมพูชาจะช่วยหนุนฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยม ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม Nattaphon Narkphanit ระบุว่า การยอมรับ “การหยุดยิงแบบมีเงื่อนไข” เป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่การอ่อนข้อ
กองทัพไทยยังพยายามสื่อสารว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามแดนในกัมพูชา โดยพุ่งเป้าไปยังคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นฐานปฏิบัติการอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งทั้งสหรัฐและจีนต่างต้องการให้ถูกกวาดล้าง
อ้างอิง : www.bloomberg.com