โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สาวแลมโบกินี่ เดือด ! เจอตำรวจไล่จอดกลางทางด่วน เจ้าตัวอ้าง แบบนี้อันตราย

อีจัน

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 05.55 น. • อีจัน

เจ้าของรถแลมโบกินี่ โพสต์เดือด ตำรวจทางหลวงขับรถไล่ตาม เรียกตรวจกลางดึก ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด?

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา มีคลิปที่ทำเอาชาวเน็ตถกเถียงกันทั่วโซเชียล เมื่อไฮโซสาวเจ้าของรถหรู “แลมโบกินี่” โพสต์คลิป ขณะที่ตนเองกำลังถูกตำรวจทางหลวง ให้จอดเพื่อตรวจสอบรถ โดยในคลิประบุว่า “ตำรวจ ต้องการอะไร ขับรถตาม ตอนตีหนึ่งครึ่ง ทั้งๆๆ ที่ไม่ได้ทำผิดอะไร โบกให้จอด ถ้าจะทำแบบนี้ ไม่ควรทำ เสียเวลา ประชาชน อย่าใช้ตำแหน่ง ทำอะไรที่เกินเส้นกัน………ทางใครทางมัน….คุณจะขับรถตามให้จอดทุกคันไปเลยซิ……ที่นี่เมืองไทย….มันควรพัฒนา….ศักยภาพ…..ความสบายใจประชาชนมากกว่านี้….”

ซึ่งหลังจากคลิปนั้นเผยแพร่ออกไป เธอก็ได้มาอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยเล่าว่า ในวันที่ 7 พ.ย. 68 เธอได้ขับรถไปกับกลุ่มแลมโบกินี่เพื่อไปฉลองวันเกิดที่พัทยา ซึ่งในตอนเช้ามีตำรวจขับรถไล่ตามและเรียกตรวจมาครั้งหนึ่งแล้ว โทษฐานที่ไม่ติดป้านทะเบียนรถ ซึ่งในตอนนั้นได้จ่ายค่าปรับไปเรียบร้อย แต่พอช่วงกลางดึก เมื่อกลับจากพัทยา เธอกลับโดนรถตำรวจขับไล่ตามและเรียกตรวจอีกครั้ง ซึ่งเธอมองว่า การที่ตำรวจขับรถไล่ตามแบบนี้ มันอันตราย แถมยังเป็นช่วงเวลากลางดึก ที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย เนื่องจากตำรวจแต่งกายแค่ครึ่งท่อน พร้อมขอเปิดกระจก ตรวจกระเป๋าของเธอ

เหตุการณ์นี้ ทำให้เธอมองว่าการกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสม หากเอมีความผิดจริง ก็ไม่ควรขับรถไล่ตามประกบพื่อตรวจแบบนี้ ใบสั่งปรับสามารถส่งไปที่บ้านได้ และให้ประชาชนจ่ายตากที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องเรียกตรวจกลางทาง

ซึ่งหลังคลิปนี้ถุกเผยแพร่ไป ก็มีคนมาแสดงความคิดเห็นหลายมุม

ตำรวจทางหลวง ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นทันที โดยระบุว่า

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 13.00 น. บริเวณ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กม.100 (มุ่งหน้าชลบุรี) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้พบรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กีนี ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า จึงได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ เมื่อทำการตรวจสอบแล้วพบว่า รถคันดังกล่าวไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียนจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการออกใบสั่งในข้อหา “ใช้รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน” ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท จากนั้นผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับผ่านระบบสแกน QR Code ที่ปรากฎในใบสั่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย

ต่อมา วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 01.30 น. บริเวณทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 กม.45 (มุ่งหน้า กทม.) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงอีกนายหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในผลัดกลางคืน ได้พบรถยนต์คันเดียวกันที่ยังไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียน จึงได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่ารถคันดังกล่าวเคยถูกออกใบสั่งมาก่อนแล้วหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการตรวจสอบภายหลังพบว่า รถคันดังกล่าวได้ถูกออกใบสั่งไปก่อนหน้านี้แล้ว ในข้อหาไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเพิ่มเติม และได้เชิญให้ผู้ขับขี่เดินทางต่อได้ตามปกติ ซึ่งในขณะนั้นผู้ขับขี่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพวิดีโอ จนปรากฏเป็นคลิปที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ในเวลาต่อมา

การที่เจ้าหน้าที่เรียกตรวจในลักษณะนี้ ถือเป็นเหตุอันควรสงสัยตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้ในช่วงเวลากลางคืน รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมักถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายหรือก่ออาชญากรรม การเรียกตรวจดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสามารถกระทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวถึง การจัดส่งใบสั่งถึงบ้านของผู้กระทำความผิด นั้น การส่งใบสั่งทางไปรษณีย์สามารถดำเนินการได้เฉพาะเมื่อมีหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพจากกล้องตรวจจับความเร็ว หรือการจอดรถในที่ห้ามจอด ซึ่งมีหมายเลขทะเบียนปรากฏชัดเจน แต่ในกรณี “รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน” เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทราบหมายเลขทะเบียนได้ จึงไม่สามารถดำเนินการออกใบสั่งอิเล็กทรอนิกส์และส่งถึงบ้านได้ตามขั้นตอนดังกล่าว

กองบังคับการตำรวจทางหลวง ขอเรียนให้ประชาชนเข้าใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย และกฎระเบียบของบ้านเมือง

หลังการชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย ทุกคนคิดว่าตำรวจทำแบบนี้ สมควรหรือถูกต้องแล้วหรือไม่ ใครถูก ใครผิดกันแน่?

สาวแลมโบกินี่เดือด ! ตำรวจ เรียกตรวจ กลางมอเตอร์เวย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...