สหรัฐ ปิดตำนาน “เหรียญเพนนี” หลังผลิตต่อเนื่องกว่า 230 ปี
สหรัฐผลิตเหรียญเพนนีชุดสุดท้าย ปิดฉาก "เหรียญเพนนี” หลังผลิตต่อเนื่องกว่า 230 ปี เหตุต้นทุนการผลิตพุ่งสูงกว่า 4 เท่าของมูลค่า หนุนภาคธุรกิจเริ่มปรับราคาและปัดเศษมากขึ้น
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.17 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า สหรัฐกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ของเงินสด หลังโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียเตรียมผลิตเหรียญเพนนี หรือ 1 เซนต์ ชุดสุดท้าย ปิดฉากประวัติศาสตร์ยาวกว่า 2 ศตวรรษครึ่ง แม้เหรียญเพนนียังคงใช้หมุนเวียนได้ตามปกติ แต่การหยุดผลิตทำให้ภาคธุรกิจหลายแห่งเริ่มปรับตัว โดยเฉพาะด้านการตั้งราคา เนื่องจากเพนนีเริ่มขาดแคลนและหายากขึ้นเรื่อย ๆ
รัฐบาลชี้ว่าการเลิกผลิตเพนนีเป็นมาตรการลดภาระงบประมาณ โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่า “ต้องกำจัดความสิ้นเปลืองในงบชาติ แม้จะทีละเพนนีก็ตาม”
ปัจจุบันเพนนี ซึ่งมีภาพสลักของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น และทำจากสังกะสีเคลือบทองแดง มีต้นทุนการผลิตสูงถึงเกือบ 4 เซนต์ต่อเหรียญ มากกว่ามูลค่าที่แท้จริงหลายเท่า และแพงขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อเทียบกับสิบปีก่อน กระทรวงการคลังประเมินว่าการหยุดผลิตจะช่วยประหยัดได้ราว 56 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อีกเหตุผลสำคัญคือการเติบโตของธุรกรรมดิจิทัล ซึ่งทำให้เหรียญเพนนีที่เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1793 มีความจำเป็นลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเพนนีหมุนเวียนอยู่ราว 300,000 ล้านเหรียญ มากกว่าที่ระบบการค้าใช้งานจริงจำนวนมาก ขณะเดียวกัน 60% ของเหรียญทั้งประเทศถูกเก็บกองอยู่ตามบ้าน โดยเฉลี่ย 60–90 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน จนแทบไม่กลับเข้าระบบหมุนเวียน
อย่างไรก็ตามการเลิกใช้เพนนีมีผลข้างเคียง ผู้บริโภคอาจต้องเจอการปัดเศษราคามากขึ้น ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย งานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาริชมอนด์ คาดว่าอาจทำให้ผู้บริโภคจ่ายเพิ่มรวมกว่า 6 ล้านดอลลาร์ต่อปี
หลายประเทศเคยเดินเส้นทางนี้มาก่อน แคนาดาหยุดผลิตเพนนีในปี 2555 ขณะที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เลิกเหรียญ 1 และ 2 เซนต์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 และนิวซีแลนด์ยกเลิกเหรียญ 5 เซนต์ในปี 2550 ส่วนสหราชอาณาจักรแม้เคยเสนอให้เลิกเหรียญ 1 เพนนี แต่ก็ยกเลิกแนวคิดภายหลัง อย่างไรก็ดีอังกฤษหยุดผลิตเหรียญใหม่ทุกชนิดในปี 2567 หลังพบว่ามีเหรียญหมุนเวียนเพียงพอแล้ว
ในขณะที่เพนนีกำลังจะหายไป ความสนใจของสหรัฐเริ่มหันมาที่เหรียญนิกเกิล หรือ 5 เซนต์ ซึ่งมีต้นทุนผลิตสูงถึงเกือบ 14 เซนต์ มากกว่ามูลค่าหน้าตราถึงเกือบ 3 เท่า หากเลิกผลิตนิกเกิลในอนาคต คาดว่าจะกระทบผู้บริโภคมากกว่าเพนนีอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยประเมินว่าอาจทำให้ผู้ซื้อจ่ายเพิ่มรวมกว่า 55 ล้านดอลลาร์ต่อปี
อ้างอิง : www.bbc.com