‘มิตซูบิชิ เคมิคอล’ ปักฐานลงทุนไทย โฟกัส 5 อุตฯ มุ่งสินค้ากรีนรับเทรนด์โลก
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
จากความกังวลของคู่ค้าในโซนยุโรป ที่เข้มงวดในตัวของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้ทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจำเป็นต้องไร้สารตะกั่ว และการปนเปื้อนจากสารปรอท และสู่ความเป็น “กรีนเคมิคอล” มากขึ้น
นี่จึงเป็นครั้งแรกของ “นายโอนีล รีมีเดียส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล (ประเทศไทย) จำกัด และผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจพอลิเมอร์สมรรถนะสูง ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการลงทุนในประเทศไทยและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 โดยเฉพาะแนวคิด KAITEKI Vision 35 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ด้านการจัดการที่กำหนดเป้าหมายของกลุ่มบริษัทสำหรับปี 2035 การใช้นวัตกรรมที่ถูกคิดขึ้นจากทีมของประเทศญี่ปุ่นและไทย รวมไปถึงการเปิดเผยผลิตภัณฑ์ตัว Top จาก 5 กลุ่มธุรกิจหลักที่มุ่งตอบสนองต่อเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยั่งยืน การสื่อสารโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมยานยนต์
Mobility & Food เทรนด์โลก
ผมเข้ามารับหน้าที่บริหารและดูแล 7 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก มีสิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน รวมแล้วกลุ่มมิตซูบิชิ เคมิคอล มีพนักงาน 4,400 กว่าคนที่ทำงานให้กับเรา เป็นสัดส่วนคนในประเทศกว่า 90% เช่นเดียวกับในประเทศไทย การทำตลาดในแต่ละประเทศ โปรดักต์จะไม่แตกต่างกัน เพราะเรารู้ว่าเมกะเทรนด์คืออะไร เช่นเดียวกับรูปแบบการทำธุรกิจที่เป็น Joint Venture หรือร่วมมือกับบริษัทที่เป็น Local อย่างในประเทศไทย
โดยเราจะโฟกัส 5 กลุ่ม คือ 1.Green Chemical ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.Mobility 3.Telecommunication 4.Food Quality Preservation เกี่ยวกับการเก็บรักษาอาหารให้ได้นานขึ้น 5.เทคโนโลยีเกี่ยบกับการรักษาใหม่ ๆ
สำหรับตลาด Chemical ในประเทศไทย เราเห็น Mobility กับ Food เป็นเทรนด์ เห็นการเจริญเติบโตทางด้านอาหารและการขนส่ง ส่วน Food Packaging และ Food Industry เราเห็นอนาคต มันอาจจะมีความต้องการรักษาอาหารให้นานขึ้น หรือเรื่อง Food Security เพราะฉะนั้น ตลาด 2 ตัวนี้เติบโตได้ในไทย และไทยเองตลาดรถยนต์ก็เป็นตลาดที่ใหญ่เพราะไทยเป็นฐานการผลิต มันคือส่วนที่ทำให้มาส่งเสริมโปรดักต์ Mobility ของเรา บวกกับรัฐบาลเองมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนผู้ประกอบการที่ชัดเจน
ตอนนี้ไทยประกอบรถยนต์เพื่อซัพพอร์ตค่ายรถญี่ปุ่นและจีนมากขึ้น มันจึงเป็นโอกาสบวกกับ Mitsubishi Chemical อย่างเห็นได้ชัด ส่วน Food Packaging ปัจจุบันก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ที่เรียกว่า High Demand ของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะไทยเป็นครัวของโลก มีการผลิตอาหารได้ค่อนข้างมาก มันก็จะตามมาด้วย Food Packaging จึงสำคัญไม่แพ้กัน
ทุ่มงบฯ R&D เพิ่มไลน์การผลิต
เมื่อเทรนด์เป็นแบบนี้ เราเองเตรียมแผนการลงทุนในไทยสำหรับปี 2569 ว่าต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “โปรดักต์ R&D” ตัวอย่างเช่น ลูกค้ามีการเปลี่ยนผ่านทางด้าน Material มากขึ้น ชิ้นส่วนประกอบในรถยนต์เขาต้องการที่แบบมีน้ำหนักเบาขึ้น อีกส่วนคือการ “เพิ่มกำลังการผลิต” ในประเทศสำหรับโรงงานที่ จ.ชลบุรี อีก 1 ไลน์การผลิตสำหรับตัว Compound หรือที่เรารู้จักคือ “เม็ดพลาสติก” จากเดิมเรามี 3 ไลน์การผลิต
ตรงนี้มันคือ อุตสาหกรรมกลางน้ำ ที่เราต้องเพิ่มกำลังการผลิต Compound เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศ แล้วก็ซัพพอร์ตลูกค้า โดยจะมีการนำนวัตกรรมเข้ามาเสริม มีการลงทุนด้านการทำวิจัย โดยเฉลี่ยจะมีการลงทุนใช้จ่ายด้านการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ประมาณ 3-4% ของรายได้จากการขาย
สำหรับโรงงาน Compound ที่จะเพิ่มไลน์การผลิตนั้น จะทำให้ Capacity เพิ่มขึ้น 20-25% โดยสัดส่วน 70% จะเป็นเม็ดพลาสติกนวัตกรรมขั้นสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีลักษณะพิเศษ คือเบา ทนทาน ลดรอยขีดบนพื้นของโปรดักต์ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมองภาพให้ออกว่าโปรดักต์ที่ขายอยู่ตอนนี้ เราไม่ใช่ผู้ผลิต แต่เราคือผู้ที่อยู่กระบวนการผลิตขั้นกลาง เราคือคนที่ผลิตเม็ดพลาสติกเล็ก ๆ ที่เรียกว่า PVC Compound แล้วเป็นผู้ที่กระจายให้กับผู้ผลิตโปรดักต์อีกทีอย่างพวกกันชนรถยนต์ ฝาขวด สายยาง สายน้ำเกลือทางการแพทย์ ทุกอย่างที่ทำ ต้องตอบโจทย์ลูกค้ากับเทรนด์โลก
ใช้หุ่นยนต์-AI เพิ่มประสิทธิภาพ
เราใช้แนวคิด KAITEKI Vision 35 กับ 5 ด้านธุรกิจหลักของเราที่จะใช้จุดแข็งให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทเฉพาะทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Specialty Company) ส่วนผลการดำเนินงาน งวดปี 2568 ซึ่งเริ่มงวดบัญชีในเดือนเมษายน 2568 และจะปิดงบฯในเดือนมีนาคม 2569 นั้น ในช่วงต้นปีถือว่าความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจและเรื่องความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ช่วงปลายปีสถานการณ์ดีขึ้น คาดว่ายอดขายปี 2568 จะเติบโต 3-5% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกัน ซึ่งถือว่าน่าพอใจ ด้วย Strategy ของเรา มีการปรับ Portfolio และปรับ Production ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนความท้าทายที่เจออยู่ มี 2 เรื่อง คือเรื่องของ “ต้นทุน” มีความกดดันจากการแข่งขันด้านราคา ลูกค้าของบริษัทคือ ผู้ผลิตที่เป็นซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ถูกแรงกดดัน ทำให้เราต้องลดราคา ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ ทำให้ราคาเป็นที่น่าสนใจ ความสมดุลระหว่างคุณภาพสินค้ากับต้นทุน ส่วนอีกเรื่องที่เป็นความท้าทาย คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานให้มากขึ้น เพื่อที่จะส่งเสริมกำลังการผลิตให้มีประสิทธิภาพ
การลงทุนนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI เข้ามาช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต อย่างโรงงานที่ชลบุรี ได้มีการติดตั้ง Automation ในการผลิต แล้วก็ใช้หุ่นยนต์ในการผลิตตัว PET Compound และ PVC Compound เพิ่มทั้งประสิทธิภาพกำลังการผลิต และช่วยลดต้นทุนได้มาก ซึ่งเราได้เพิ่มสัดส่วนตรงนี้ไปประมาณ 20-25% แล้ว
นอกจากนี้ โปรดักต์เราจะคุมเข้มเรื่องสารตะกั่ว สารปรอทมากขึ้น เพราะในยุโรปเขาห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้ ซึ่งเป็นแผนที่เราจะทำตลาดกรีนในยุโรปมากขึ้น เราจึงใช้เรื่องที่ไทย ญี่ปุ่นพัฒนา PVC ที่ไม่มีสารตะกั่ว ซึ่งเป็นไลน์การผลิตใหม่ที่เรากำลังจะเปิด เพื่อตอบสนองความต้องการ เป็นนวัตกรรมที่โรงงานที่ชลบุรี เพราะประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เราให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงในไทย ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ (Mobility) และบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food Packaging) โดยมีการทำงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับญี่ปุ่น เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นและรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุน
เป้าหมายของเราจึงเร่งเพิ่มกำลังการผลิตที่ชลบุรี 20-25% สำหรับการผลิตสารประกอบ PVC ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปราศจากสารตะกั่ว แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่เราคาดการณ์ว่าจะสามารถทำกำไรเติบโตได้ถึง 3-5% ในปีนี้ ด้วยกลยุทธ์การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาปรับใช้ในการปฏิบัติงาน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘มิตซูบิชิ เคมิคอล’ ปักฐานลงทุนไทย โฟกัส 5 อุตฯ มุ่งสินค้ากรีนรับเทรนด์โลก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net