โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเปิดใจครั้งแรกของ Kristin Cabot ที่ถูก Shaming ทั้งออนไลน์และชีวิตจริง จากกรณีถูกเผยเเพร่ภาพชมคอนเสิร์ต Coldplay กับเจ้านายตัวเองเมื่อปีก่อน

Mirror Thailand

อัพเดต 08 ม.ค. เวลา 03.45 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. เวลา 03.45 น.
ภาพไฮไลต์

จากจุดเริ่มต้นในคอนเสิร์ตของวง Coldplay เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งจัดขึ้นในเมือง บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และมีกิมมิค ‘Kiss Cam’ หรือการให้กล้องไปจับภาพแฟนเพลงที่มากันเป็นคู่รัก และหากกล้องจับคู่รักคู่ไหน ตามธรรมเนียมแล้วคู่นั้นก็ต้องจูบกัน แต่แล้วกิมมิคสนุกๆ น่ารักนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศชวนอึดอัดทันที เมื่อกล้องเจ้ากรรมดันเเพนไปจับภาพหญิง-ชายคู่หนึ่งที่กำลังโอบกอดกันอยู่ในอ้อมเเขน จากนั้นชีวิตของพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนไปหลังจากวินาทีนั้น

เพราะคนคู่นั้นบังเอิญเป็น Andy Byron ซีอีโอ Astronome บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ กับ Kristin Cabot ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของบริษัท ซึ่งนับตั้งแต่ที่สื่อเผยเเพร่ภาพช่วงเวลาส่วนตัวระหว่างดูคอนเสิร์ต Coldplay ของทั้งคู่ ภาพของ Cabot และ Byron กลายเป็นไวรัลทันทีในชั่วข้ามคืน ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างรุนแรงในเชิงลบ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีครอบครัวแล้ว

พร้อมกับการที่ชาวเน็ตสืบหาตัวว่าผู้หญิงในภาพคนนี้เป็นใครกันแน่…

เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านไปเกือบหนึ่งปี นี่เป็นครั้งแรกที่ Kristin Cabot ตัดสินใจพูดผ่านสื่ออย่าง The New York Times ในมุมของเธอบ้าง ตลอดเวลา Cabot ยอมรับว่านั่นคือหายนะครั้งใหญ่ในชีวิตเธอ ทั้งการถูกทำให้เป็นมีม การตกเป็นเป้าการโจมตีทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง การถูกชาวเน็ตด่าว่าเธอด้วยถ้อยคำรุนแรงต่างๆ นานา แม้แต่ถูกล้อเลียนรูปลักษณ์ บ้างเรียกเธอเป็น ‘อีกะหรี่’ ‘อีตัวทำให้บ้านแตก’ ‘นักขุดทอง’ ‘แค่ตัวสำรอง’ และอีกสารพัดคำที่จะนึกได้ เพื่อใช้ทำลายผู้หญิงคนหนึ่ง และถ้อยคำทั้งหมดนั่นต่างมาจากคนแปลกหน้าที่ไม่ได้รู้จักเธอจริงๆ และเธอเองก็ไม่เคยรู้จักพวกเขาด้วย

จากเหตุการณ์ที่ถูกวิพากษ์ว่า ‘เล่นชู้กับเจ้านายตัวเอง’ Kristin Cabot ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวในการใช้ชีวิตตามที่สาธารณะ เธอไม่ออกจากบ้าน เก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอน เพราะเคยถูกกลุ่มผู้หญิงเข้ามาจู่โจมเธอระหว่างเธอไปรับลูกชายกลับจากโรงเรียน ชี้หน้าเรียกเธอว่า “นังผู้หญิงคนนั้น” ต่อหน้าลูกเธอ หรือกลัวว่าจะเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งระหว่างเติมน้ำมันที่เดินตรงเข้ามาด่าทอเธอว่า “การเป็นชู้คืออะไรที่ต่ำทรามที่สุดของการเป็นมนุษย์ หล่อนไม่สมควรจะได้ใช้อากาศหายใจเดียวกันกับฉัน”

นอกจากการจู่โจมต่อหน้าแล้ว เธอยังต้องรับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้ามากถึงวันละ 500-600 สายที่พยายามโทรมาก่อกวน จนถึงสะกดรอยตามและขู่ฆ่า ไหนจะบรรดาปาปารัสซี่ที่พากันมาเฝ้าหน้าบ้านเธอด้วย

เหตุการณ์นั้นไม่เพียงกระทบแค่กับตัว Cabot แต่ยังรวมถึงคนรอบข้างที่มีความสำคัญกับเธอ ลูกๆ ที่กำลังอยู่ในวัยรุ่น 2 คน ไปจนองค์กรที่เธอทำงาน และอดีตสามีที่ขณะนั้นกำลังทำเรื่องหย่าร้างกัน ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายพวกเขาอยู่

Cabot เล่าว่า เธอต้องใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ลูกๆ ของเธอก็รับรู้เรื่องนี้ และกลัวว่าแม่ของพวกเขาจะโดนฆ่าตาย “เราทุกคนในครอบครัวพยายามไม่ออกจากบ้าน ไม่อยู่ในที่สาธารณะ ตีตัวออกห่างจากสังคมไปเลย”

จริงๆ แล้ว Cabot หลีกเลี่ยงการเปิดปากพูดมาโดยตลอด เพราะไม่อยากเสี่ยงกับการต้องตกเป็นเป้าอีก แต่เธอตัดสินใจที่จะพูดอะไรบางอย่างในมุมของเธอบ้าง ความจริงแรกจากปากเธอคือ ไม่เคยเป็นชู้กับเจ้านายตัวเอง ไม่เคยมีเซ็กซ์กัน แม้แต่ไม่เคยจูบกันมาก่อนด้วยซ้ำ

“คืนนั้นฉันตัดสินใจผิดพลาด ดื่ม High Noons (เหล้าผลไม้ยี่ห้อหนึ่ง) ไปด้วย ฉันเต้น และทำตัวไม่เหมาะสมกับบอสของฉัน ใช่ มันไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นอะไร เพราะฉันก็ได้รับผิดชอบผลของมันแล้ว แลกด้วยหน้าที่การงานของฉัน นั่นคือราคาที่ฉันจ่าย” Cabot เล่า “ฉันแค่ต้องการให้ลูกๆ รู้ว่าคนเราทำผิดพลาดกันได้ พังพินาศได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราสมควรได้รับการถูกข่มขู่เอาชีวิตนี่นะ”

ความจริงในคืนนั้น เมื่อภาพที่ Andy Byron โอบเธอถูกเผยเเพร่ออกไป เธอบอกว่ามันเป็นหมัดเดียวที่ชกเธอเต็มแรงจนไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมาชี้เเจงได้เลย “ฉันรู้สึกอับอายและหวาดกลัว ฉันเป็นหัวหน้าฝ่าย H.R. ส่วนเขาเป็นบอสฉัน มันออกจะคลิเช่และแย่ไปไหม”

“คืนนั้นเรานั่งกันอยู่ที่บาร์ และคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น สรุปว่าเราต้องแจ้งบอร์ดบริษัท เราต่างเกิดอาการแพนิคกันทั้งคู่” ในความคิดของเธอวันนั้น เธอคิดว่าตัวเองจะต้องเสียหน้าที่การงานไปแน่ๆ และที่แย่กว่านั้นคือมันอาจนำความยุ่งยากมาถึงเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูลูกๆ ของเธอกับสามีระหว่างการฟ้องหย่าด้วย เธอตัดสินใจขับรถไปหาลูกๆ ในบอสตัน เพราะอยากให้พวกเขาได้ยินเรื่อทั้งหมดจากปากเธอก่อนจะได้ยินจากคนอื่น เมื่อได้รู้เรื่องราว ลูกสาววัย 14 ของเธอก็ร้องไห้ออกมา

หลังจากนั้นเมื่อเรื่องถึงคณะกรรมการบริษัท Astronome ก็เข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนทันที พวกเขาเรียกตัว Cobot กลับมารับตำแหน่งตามเดิมหลังจากการสอบสวน แต่เธอบอกว่าไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีก เพราะนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าเธอจะมีหน้าไปสู้กับคนในองค์กรอย่างไร ขณะที่เธอเองกลายเป็นตัวตลกไปแล้ว เธอจึงตัดสินใจขอต่อรองลาออก แต่คณะกรรมการกลับบอกเธอว่า “เราเป็นมนุษย์ เราทำผิดพลาดได้ แต่เราจะเดินถอยออกมาและพยายามแก้ไขสิ่งนั้นอย่างแน่นอน”

เหตุการณ์คลี่คลายขึ้นบ้าง เมื่ออดีตสามีของเธอ Andrew Cabot เซ็นใบหย่าร้าง และออกสเตทเมนต์ชี้แจงว่าระหว่างที่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้น เขาและ Cabot กำลังอยู่ในช่วงแยกกันอยู่ และทั้งคู่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่ง Cabot ยอมรับว่าสามีของเธอเป็นสุภาพบุรุษมากจริงๆ สำหรับเรื่องทั้งหมดนี้

ทุกวันนี้ Cabot เริ่มออกจากบ้าน ลูกๆ ของเธอไปพบนักจิตบำบัด และกลับไปโรงเรียนอีกครั้งโดยไม่มีใครบุลลี่ เธอเริ่มหันกลับไปมองเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างเป็นเรื่องตลกร้ายกับตัวเองได้บ้างแล้ว ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Cabot กับ Byron กลับมาเหลือแค่เพื่อนร่วมงาน ติดต่อกันเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะยอมรับว่าการยังติดต่อหากันมากกว่านั้นอาจทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนที่จะมูฟออนและเยียวยาจากเรื่องนี้

ความคิดที่ยังหลงเหลืออยู่ในวันนี้ของ Cabot คือการที่เธอชอบคิดว่า มันสมควรแล้วที่เธอจะได้ผลร้ายจากการทำผิดพลาดของตัวเอง ว่าแต่ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยทำผิดพลาด?

และหากข้อมูลจากมหาวิทยาลัย Cornell ที่บอกว่าสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงตกเป็นเป้าของการ Shaming มากที่สุดก็คือ ‘คบชู้’ และ ‘ทำศัลยกรรมพลาสติก’ เป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Cabot ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเคสของการล่าแม่มด แม้ว่า Andy Byron ซึ่งเป็นผู้ชาย จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง และมีส่วนต้องรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ก็นั่นแหละ คนที่ถูกดึงมาสู่ตำแหน่งแม่มดที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งยังคงคุกคามมากที่สุดก็ยังคงเป็นฝ่ายหญิงอยู่

คำวิจารณ์ข้อหนึ่งที่ Cabot ไม่อาจยอมรับได้เลยก็คือ เธอไม่ได้ใช้ ‘เต้าไต่’ เพื่อให้ได้ตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างที่ชาวเน็ตด่าว่า เธอทำงานตั้งแต่อายุ 13 และปฏิญาณกับตัวเองตั้งแต่นั้นว่าเธอจะไม่ขอพึ่งพาเงินทองจากสามี เมื่อครั้งที่หย่าร้างกับสามีคนแรก ก็เป็นเธอเองที่หาเลี้ยงลูกๆ และครอบครัวด้วยตัวเธอเองทั้งหมด พวกเขาได้เรียนโรงเรียนดีๆ ได้อยู่บ้านที่อบอุ่นปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่เธอบอกว่า “ฉันไม่เคยภูมิใจอะไรในชีวิตเท่านั้นมาก่อนเลย”

และสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับอีกอย่างสำหรับ Cabot ไม่ใช่การถูกโจมตีจากสังคม หากแต่เป็นการที่ใครหลายคนเลือกที่จะ ‘หันหลัง’ ให้กับเธอในวันที่เธอทำผิดพลาด และอยู่ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ตกเป็นเป้าของการถูกคุกคามเอาชีวิต “การที่คนหันหลังให้ฉัน มันแย่กว่าการที่ฉันถูกตะโกนด่าในปั๊มน้ำมันนั่นเสียอีก”

ที่น่าคิดคือ แม้แต่คนเซเลบฯ คนดังที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นผู้หญิงด้วยกันเองหลายคนเองก็ยังพากันด้อยค่าเธอ พากันบูลลี่ เอาเธอไปล้อเลียน เล่นตลกต่างๆ นานา ตลอดเวลาที่ผ่านมา

“สิ่งที่ฉันเจอมา ทำให้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ไม่ใช่พวกผู้ชายหรอกที่ขวางกั้นผู้หญิงไว้ มีแค่พวกเรา-ผู้หญิงนี่แหละที่เชือดเฉือนกัน ด้วยการทำลายกันเองอย่างโหดร้าย”

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2025/12/18/style/coldplay-concert-couple-kiss-cam-woman.html

บทความต้นฉบับได้ที่ : การเปิดใจครั้งแรกของ Kristin Cabot ที่ถูก Shaming ทั้งออนไลน์และชีวิตจริง จากกรณีถูกเผยเเพร่ภาพชมคอนเสิร์ต Coldplay กับเจ้านายตัวเองเมื่อปีก่อน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...