โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จิ๊กซอว์ที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชาให้กระจ่างชัด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ม.ค. เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. เวลา 09.41 น.

“ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จิ๊กซอว์ที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชาให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น

ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับคืนโบราณวัตถุ 4 รายการ จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย (Asian Art Museum) เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 และ “กรมศิลปากร” จัดงานแถลงข่าวการรับมอบอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา พร้อมให้สื่อมวลชนร่วมเก็บภาพความงามของประติมากรรมทั้ง 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” พบที่อำเภอประโคนชัย (ปัจจุบันคือ อ. เฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดบุรีรัมย์

“ศิลปวัฒนธรรม” ขอพาสำรวจเบื้องหลังการกลับคืน “มาตุภูมิ” ของประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย และทำความรู้จักโบราณวัตถุกลุ่มนี้แบบเจาะลึกยิ่งขึ้น โดยดร. ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ ในฐานะผู้นำกลุ่ม “สำนึก ๓๐๐ องค์” ที่ผลักดันเรื่องการทวงคืนมรดกไทยในต่างแดนมาอย่างต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์กับ “ศิลปวัฒนธรรม” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ทำให้ทราบว่า ประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปที่ได้คืนมานี้ เป็นจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ที่จะช่วยอธิบายถึงพัฒนาการของชุมชนโบราณในดินแดนไทยว่ามีความเจริญ และต่อเนื่องยาวนานกว่าที่เคยเข้าใจกัน

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย เจออยู่ไหนบ้าง ทำไมถึงพบบริเวณนี้?

อ. ทนงศักดิ์ เผยว่า ประติมากรรมกลุ่มนี้เจอทั้งบนภูเขา คือเขาปลายบัด อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่โดยรอบภูเขา ตามทุ่งนาซึ่งในอดีตเคยเป็นชุมชนโบราณ โดยเฉพาะปราสาทปลายบัด 2 เจอเยอะที่สุด เป็นแหล่งรวมของกรุที่ขุดพบ ส่วนปราสาทปลายบัด 1 แทบไม่มีหลักฐานการขุดพ้บ เนื่องจากกรมศิลปากรเข้าสำรวจ บันทึก และขึ้นทะเบียนโบราณสถานเฉพาะปราสาทปลายบัด 1 แล้วเอาเรื่องราวของ “กรุประโคนชัย” ไปอธิบาย ทำให้คนเข้าใจว่าพบที่ปราสาทปลายบัด 1

บริเวณนี้เป็นชุมชนโบราณมาก่อน ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวารวดี บนภูพระอังคาร (ห่างจากเขาปลายบัดราว 20 กิโลเมตร) ก็มีใบเสมาหินรูปพระโพธิสัตว์ ลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ทำให้เรารู้ว่าบริเวณนี้เคยมีชุมชนทวารวดี เมื่อเราดูกลุ่มปฏิมากรรมสำริดที่เจอก็เป็นหลักฐานเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาทั้งนั้น สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีที่นับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก

“กรุพระประโคนชัย” มีถึง 300 องค์จริงหรือ?

จากในบันทึกของ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เมื่อ พ.ศ. 2510 ระบุว่ามี 300 องค์ แต่พื้นที่จริงที่สำรวจกลับพบว่ามีมากกว่านั้น เดิมที ดักลาส แลตช์ฟอร์ด (Dauglash Latchford) เป็นคนเอาพระประโคนชัยมาบริจาคให้คณะโบราณคดี และหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เป็นคนตรวจสอบ ข้อมูลที่ได้จึงมาจากแลตช์ฟอร์ดเป็นหลัก

“ตอนที่เข้าไปสำรวจหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ. 2554-2555 ผมได้เข้าไปคุยกับ ‘ตาเฉื่อย’ ทีแรกเราไม่รู้ว่าตาเฉื่อยเป็นตัวแทนของดักลาส แลตช์ฟอร์ด แกบอกมี 300 องค์ ตอนนั้นก็แปลกใจว่าทำไมชาวบ้านธรรมดาถึงบอกจำนวนตรงกับที่หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เคยเผยแพร่ เป็นไปได้ยากที่เขาจะรู้ ตรงนี้ก็เป็นที่มาของชื่อกลุ่ม ‘สำนึก ๓๐๐ องค์’

อาจารย์สุรพงษ์ พิราวุฒิ อดีตครูโรงเรียนบ้านยายแย้ม (ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์) และเกษียณในตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นอีกคนที่เข้ามาสำรวจหมู่บ้านแล้วบันทึกคำบอกเล่าของชาวบ้าน ลูกศิษย์ ผู้ปกครองลูกศิษย์ ฯลฯ บันทึกไว้ว่า ‘กรุพระประโคนชัย’ มีถึง 500 กว่าองค์ และปัจจุบันยังขุดพบอยู่เรื่อย ๆ ตามท้องนา เวลาชาวบ้านไถหน้าดินทำการเกษตร”

อ. ทนงศักดิ์ยังเอ่ยถึงอีกคนที่ให้ข้อมูล คือชาวบ้าน (สงวนชื่อ-สกุล) ซึ่งเป็นลูกชายของคนที่ให้แลตฟอร์ดเช่าบ้านเป็นสำนักงานรับซื้อโบราณวัตถุที่หมู่บ้านยายแย้ม และเป็นตัวแทนของแลตฟอร์ด เมื่อเสียชีวิต ตาเฉื่อยคือคนรับหน้าที่ต่อในการรวบรวมของส่งไปขายให้แลตฟอร์ด เป็นเหตุผลว่าทำไมตาเฉื่อยถึงรู้จำนวน และแปลว่าเฉพาะส่วนที่ “ผ่านมือ” ตาเฉื่อยก็มี 300 องค์แล้ว และลูกชายของตัวแทนคนแรกเองเล่าว่า ตอนเด็ก ๆ ที่ตนไปส่งข้าวส่งน้ำให้บิดาตอนดึก ๆ ก็พบประติมากรรมหลายองค์เช่นกัน

เราได้ประติมากรรมสำริด 4 รายการคืนได้ยังไง?

กลุ่มสำนึก ๓๐๐ องค์ กับคณะกรรมการติดตามคืนโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ ขับเคลื่อนเรื่องการทวงคืนประติมากรรมกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าครั้งสำคัญคือ ตอนวิทยาลัยโซแอส (SOAS University of London) ทำโครงการช่วยเหลือการคืนโบราณวัตถุให้กับประเทศต้นทาง และจัดประชุมในไทย ได้เชิญคุณนาตาชา (Dr. Natasha Reichle) ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโกมาด้วย จึงพาไปชมปราสาทปลายบัด เข้าไปชมหมู่บ้าน และเจอกับหลาย ๆ คนที่เป็นแหล่งข้อมูล

การผลักดันครั้งนั้นทำให้คุณนาตาชาสรุปได้ว่า พิพิธภัณฑ์ซื้อของโจรไปจริง ประกอบกับคณะติดตามคืนโบราณวัตถุฯ เคยทำหนังสือทวงคืนไปแล้ว เธอจึงกลับไปเสนอให้คณะพิจารณาตัดสินใจว่าส่งคืนหรือไม่ พิจารณากันอยู่ 2 รอบ สุดท้ายก็ตกลงว่าจะคืนประติมากรรม 4 องค์ ให้ประเทศไทย

ยังมีรายการอื่น ๆ ที่รอการส่งคืน แนวโน้มเป็นอย่างไร?

อ. ทนงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า เฉพาะกลุ่มประโคนชัยที่จัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ มีอยู่ประมาณ 46 รายการ ไม่รวมที่ไม่เผยแพร่ เป็นคอลเลกชันส่วนบุคคลทั้งในไทย และต่างประเทศ คือมีมากกว่า 46 รายการแน่นอน ส่วนหลังเราไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ จึงต้องทวงคืนเฉพาะส่วนที่มีข้อมูลก่อน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการติดตามคืนโบราณวัตถุฯ ดำเนินการไป 10 กว่ารายการ (รวม 4 รายการที่เพิ่งได้คืน) ที่เหลือยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา โอกาสที่จะได้คืนเพิ่มอีกก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพิพิธภัณฑ์ เพราะแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกามีกฎหมายของตัวเอง

หลังพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ตกลงคืนประติมากรรม 4 องค์ให้ไทย จึงได้จัดนิทรรศการส่งมอบโบราณวัตถุ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้พิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ในเรื่องการส่งคืน และมีหลายพิพิธภัณฑ์นำแนวทางนี้ไปใช้ เช่น The MET (The Metropolitan Museum of Art) ที่นิวยอร์ก ซึ่งส่งคืน “โกลเด้นบอย” มาแล้ว ก็กำลังจะจัดแสดงโบราณวัตถุกลุ่มนี้อยู่ แต่บางพิพิธภัณฑ์ยังมีปัญหาเพราะไม่อยากส่งคืน และเตรียมสู้ด้วยกฎหมาย

“ประติมากรรมสำริดที่ The MET เป็นองค์สำคัญเลย สูงเมตรกว่า และเรียกว่าสวยที่สุด (ในกลุ่มประโคนชัย) ก็ว่าได้ ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ก็มีรายการอื่นอีก แต่เราไม่ได้ทวง เป็นองค์ขนาดเล็กและไม่มีข้อมูลการซื้อขายให้เราสืบค้นได้ เลยต้องปล่อยไปทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเป็น ‘กรุพระประโคนชัย’ แน่ ๆ”อ. ทนงศักดิ์กล่าว

เราจะอธิบายประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยยังไง?

อ. ทนงศักดิ์ บอกว่า บริเวณนั้นประกอบด้วยภูเขาสำคัญ 3 ลูก คือ พนมรุ้ง ปลายบัด และภูพระอังคาร ทั้ง 3 ลูก มีหลักฐานศาสนสถานที่ต่อเนื่องจากวัฒนธรรมทวารวดี คือ วัฒนธรรมเขมร เราจึงเห็นการพัฒนาของสังคมตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี และเขมร แบบเดียวกันกับหลักฐานทางโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดีทุก ๆ แห่งที่เคยพบ

เมื่อสืบค้นหลักฐานพวกนี้มากเข้า เราจะเห็นว่ารากเหง้าเดิมของคนแถบนี้ก่อนวัฒนธรรมเขมรเข้ามา คือนับถือพุทธศาสนา และใช้วัฒนธรรมทวารวดีเป็นหลัก ซึ่งโยงไปถึงราชวงศ์มหิธรปุระ และ “โกลเด้นบอย”

ประติมากรรมกลุ่มประโคนชัยมีลักษณะการแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม เหมือนกันกับทวารวดีภาคกลาง แต่ฝรั่งเศสที่เข้ามาศึกษาไปขุดค้นที่กลุ่มปราสาทออกยม กลุ่มปราสาทไพรกเมง ในกัมพูชา แล้วพบประติมากรรมสำริดแบบเดียวกัน มีรูปแบบผ้านุ่งเหมือนกัน แล้วกำหนดรูปแบบว่าเป็นศิลปะไพรกเมง (ราว พ.ศ. 1180-1250) ทั้งที่เจอแค่ 2-3 ชิ้น

หลัง ๆ มามีการพบศิลปะสมัยกำพงพระ (ราว พ.ศ. 1370-1350) สมัยกุเลน (ราว พ.ศ. 1370-1420) จึงเรียกตามศิลปะที่ฝรั่งเศสกำหนดขึ้น กำหนดอายุประติมากรรมกลุ่มนี้ว่าเป็นสมัยไพรกเมงบ้าง กำพงพระบ้าง

“อันที่จริงหากย้อนการเกิดของวัฒนธรรม วัฒนธรรมทวารวดีเกิดขึ้นก่อนเขมรจะเข้ามาในพื้นที่ มีพัฒนาการของพุทธศาสนาทั้งในภาคกลาง และอีสาน จะเห็นว่ากลุ่มทวารวดีภาคกลางซึ่งเจริญกว่าส่งอิทธิพลมาทางนี้ (ทวารวดีอีสาน) รูปแบบผ้านุ่งต่าง ๆ ถึงได้เหมือนกับกลุ่มประโคนชัย แล้วจึงถ่ายทอดให้วัฒนธรรมลุ่มน้ำโตนเลสาบอีกทีหนึ่ง เราเลยเห็นหลักฐานพุทธศาสนาบนที่ราบสูงโคราชก่อน แล้วค่อยมาเป็นวัฒนธรรมเขมรซึ่งกลืนวัฒนธรรมทวารวดีจนหายไป”

แม้วัฒนธรรมทวารวดีจะหายไป แต่พุทธศาสนายังอยู่ ซึ่งราชวงศ์มหิธรปุระก็นับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ถึงได้สร้างปราสาทหินพิมายเป็นพุทธสถานถวายให้พระพุทธเจ้า สายของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 หรือ “โกลเด้นบอย” ที่เป็นวงศ์มหิธรปุระจึงขยายไปครองอำนาจที่ลุ่มน้ำทะเลสาบเขมร ศูนย์กลางที่เมืองพระนคร และกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเมืองพระนครอย่างพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็นับถือพุทธศาสนา

อ. ทนงศักดิ์ กล่าวส่งท้ายว่า“การมองหลักฐานประวัติศาสตร์เหล่านี้ ถ้านักประวัตินำหลักฐานทางโบราณคดีไปใช้ ไปแปลความอย่างถูกต้องจะเห็นลำดับพัฒนาการทางสังคมได้ชัด การทวงคืนโบราณวัตถุในต่างแดนก็เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับนำไปใช้ให้แพร่หลาย ตีความ กำหนดอายุ รูปแบบศิลปะ และหาความสัมพันธ์ให้ถูกต้อง

เราจะได้หลักฐานมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่อะไรก็เขมรอพยพเข้ามา เขมรให้อิทธิพล ซึ่งไม่ถูกต้อง

อยากจะให้ชุมชนรักษาตัวโบราณสถาน โบราณวัตถุ หากไม่ถูกทำลาย เราจะมีหลักฐานอธิบายความเป็นมาของท้องที่ดีขึ้น ชาวบ้านก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นเรื่องเล่าเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญสัมพันธ์กันกับการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แค่ศูนย์กลาง แต่เริ่มจากท้องถิ่นซึ่งเป็นเหมือนรากให้แข็งแรง แล้วส่วนอื่นก็จะแข็งแรงตามไปด้วย…”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จิ๊กซอว์ที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชาให้กระจ่างชัด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...