โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ฟังเสียงจากนักวิจัยสตรีไทย กับการขับเคลื่อนพลังสตรีในแวดวงวิชาการ

The Reporters

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน บทบาทของผู้หญิงเข้ามามีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงโลกเป็นอย่างมาก จากเดิมทีที่เคยจัดแบ่งผู้หญิง และผู้ชาย จากหน้าที่ความรับผิดชอบในการชีวิต ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในการประกอบอาชีพที่เคยถูกจัดแบ่งไว้เพียงแต่ผู้ชายเท่านั้น สะท้อนถึงความสามารถของผู้หญิงที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายแต่อย่างใด

ขณะที่วงการด้านงานวิชาการเอง บทบาทนักวิจัยสตรีเป็นที่ยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ โดยมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนต่อการเสริมสร้างพลังให้ผู้หญิงได้แสดงบทบาทในแวดวงต่าง ๆ มากขึ้น

ลอรีอัล ถือเป็นองค์กรหนึ่งที่ผลักดันบทบาทของสตรี ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้สตรีผู้มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ ได้แสดงศักยภาพ นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่อาจมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคต

ในแต่ละปี ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย สนับสนุนนักวิจัยสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์ ด้วยการมอบทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ไทยทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืน โดยปี 2568 ลอรีอัล มอบทุนวิจัย ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ (For Women in Science) มูลค่า 250,000 บาท แก่ 4 นักวิจัยสตรีไทย

การส่งเสริมพลังให้กับสตรี (empowerment) ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การผลักดันบทบาทของสตรีได้แสดงศักยภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทิศทางการเปลี่ยนแปลงโลกที่ให้ความสำคัญกับทุกเพศในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างไม่กีดกันการเข้าถึงโอกาสอย่างทัดเทียมกัน โดยอาศัยฐานวัดจากความสามารถของบุคคล ไม่ใช่การใช้เรื่องเพศเป็นตัวตัดสินการเข้าถึงโอกาสด้านต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม แม้การ empowerment จะช่วยให้นักวิจัยสตรีไทยผู้มากความสามารถ ได้เข้าถึงโอกาสในการคิดค้นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อโลกของเรา แต่ในบางช่วงของการวิจัย พวกเธอยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเพศสภาพ รวมถึงบทบาทของสตรีที่อาจเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้การทำงานวิจัยต้องใช้พลัง และความพยายามอย่างหนักยิ่งขึ้น

ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ และ รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล คือ นักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนวิจัยจากลอรีอัล กรุ๊ป ในปีนี้ ซึ่งพวกเธอได้บอกเล่าเรื่องราว และความพยายามต่าง ๆ ระหว่างกระบวนการพัฒนางานวิจัย

ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นผู้พัฒนางานวิจัย ‘การพัฒนาวัคซีนต้นแบบและแพลตฟอร์มพื้นฐานการวิจัย เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างยั่งยืนในประเทศไทย’ งานของเธอมุ่งเน้นการพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรค ASF ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่แทบจะไม่มีใครเคยทำมาก่อน เพราะโรคเพิ่งเข้ามาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่พบเจอในสายงานอาชีพที่เกี่ยวข้องปศุสัตว์ และเกษตรกรรมว่า งานต่าง ๆ เหล่านี้มักจะทำโดยผู้ชาย เนื่องจากต้องใช้แรงเยอะ โดยเฉพาะสุกร หรือสัตว์ใหญ่มากมาย ขณะที่การทดสอบกว่าจะได้มาถึงองค์ความรู้ด้านวัคซีนป้องกันโรคกลับเต็มไปด้วยแง่มุมที่อ่อนไหวต่อความรู้สึก

“แม้พื้นฐานจะเป็นสัตวแพทย์ แต่ตลอดเวลาที่เรียนสัตวแพทย์ เราต้องไปเดินฟาร์มสุกร ฟาร์มไก่ บอกเลยว่าเป็นอะไรที่อ่อนไหว เป็นเรื่องที่ไม่อยากเห็น คืออุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง ปศุสัตว์ ถึงแม้เราจะรู้สึกอยากช่วยชีวิตเขา เราจะมีความรู้สึกสงสารสัตว์เหล่านั้น แล้วอยากจะเยียวยาเขาจากความทรมานต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ว่าในขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำในสิ่งที่อาจขัดแย้งกับความรู้สึกเราบ้าง แต่เราก็ต้องทำเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม เพื่อความอยู่รอดของคนส่วนใหญ่ก็ตาม”

นอกจากนี้ ในการทำวิจัยวัคซีนเป็นเรื่องที่ลำบากมาก เนื่องจากไม่ได้มีห้องทดลอง หรือห้องทดสอบเป็นของตัวเอง ต้องขออนุญาตจากกรมต่าง ๆ เพื่อใช้ ซึ่งในหลายครั้งก็ไม่ได้รับการซัพพอร์ตที่ราบรื่นเท่าที่ควร ซึ่งบุคคลต่าง ๆ จะมองว่าเป็นผู้หญิง และยังเด็กอยู่

ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา กล่าวเสริมว่า การลงแรงในการทำวิจัยนี้ ต้องเผชิญกับความรู้สึกที่อ่อนไหวทุกครั้งต้องเห็นสุกรตัวอย่างทดลองเข้ามา ได้ยินเสียงร้องจากสัตว์ รวมถึงชะตากรรมของสัตว์ที่ต้องพบเจอระหว่างทดลอง จนหลายครั้งทำให้รู้สึกเหนื่อย และท้อจนอยากเลิกกลางคัน แต่สุดท้ายต้องเดินหน้าทำต่อด้วยความรู้สึกที่เข้มแข็ง เพื่อก้าวผ่านสิ่งที่กำลังพบเจอไปได้

“ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วเราเชื่อว่าเราจะกลับมา เราจะฟื้นตัวเองกลับมาได้ ขอให้แบบมีเป้าหมายที่ชัดเจน ให้กำลังใจกับความผิดพลาดของตัวเองบ้าง ให้เวลาตัวเองบ้างถ้ามันอ่อนแอก็ยอมรับว่ามันอ่อนแอก็พักผ่อนบ้างเพิ่มกำลังใจให้กลับมาสู้ใหม่”

รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพัฒนางานวิจัย ‘การพัฒนาคอนกรีตคาร์บอนต่ำจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน’

งานวิจัยของเธอเป็นการศึกษาการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า โดยนำเถ้าชีวมวล มาสังเคราะห์เป็น ‘จีโอพอลิเมอร์คอนกรีต’ ซึ่งเป็นคอนกรีตที่ไม่ต้องพึ่งพาปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาขยะ และลดการใช้ทรัพยากร

รศ.ดร.พิชชา เล่าว่า ส่วนตัวประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการทำงานที่ไม่จำกัดความเป็นเพศหญิง โดยเฉพาะการทำงานในสายงานวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้สมองเป็นหลัก แต่เมื่อวันหนึ่งได้กลายมาเป็นแม่คน รับบทบาทของความเป็นแม่เข้ามาทำให้การโฟกัสกับงานเริ่มเปลี่ยนไป

“ความยากจะเริ่มมีตอนที่เรามีลูก มาท้อ บางทีเราก็ต้องเลี้ยงลูก ต้องให้นมลูก มาเลี้ยงลูกอ่อนไปด้วย แล้วลูกต้องการเวลาจากแม่ สิ่งนี้จะเริ่มยาก เพราะความเป็นแม่จะต้องแบ่งเวลาการทำงาน กับบทบาทความเป็นแม่ที่ลูกต้องการจากแม่เยอะมาก”

รศ.ดร.พิชชา อธิบายว่า ในทางหนึ่งบทบาทความเป็นแม่เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังว่า เพศหญิงเป็นเพศที่ต้องให้ความสำคัญ และทุ่มเทเวลากับการดูแลลูกเป็นอย่างมาก ดังนั้น บทบาทจึงมีทั้งการเป็นนักวิจัยที่ต้องทุ่มเทให้กับงานอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับบทบาทความเป็นแม่ที่ต้องทุ่มเทให้ลูกไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม การมีครอบครัวที่เปิดกว้างแบบเข้าอกเข้าใจที่เข้ามาช่วยกันดูแลซัพพอร์ตซึ่งกัน จะช่วยให้บทบาทความเป็นชาย และหญิงลดลง จากเดิมที่สังคมมองว่าผู้ชายเป็นฝ่ายทำงาน แล้วผู้หญิงดูแลครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่เปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เติมเต็มในบทบาทระหว่างกัน จะช่วยให้ผู้หญิงทีมีทั้งบทบาทความเป็นแม่ และนักวิจัยเดินหน้าไปพร้อมกันได้

“เชื่อว่าผู้หญิงทำได้ ไม่ต้องตั้งเป้าหมายไกล ๆ ก็ได้ ทำแบบค่อย ๆ ทำไปถึงเป้าหมาย ซึ่งเราอาจจะเดินไปถึงเส้นชัยเองโดยที่ไม่ได้ยากอย่างที่คิด”

ทั้ง ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา และ รศ.ดร.พิชชา ต่างสะท้อนถึงอุปสรรคที่พบเจอระหว่างการทำงานวิจัย ซึ่งการข้ามผ่านไปสู่ผลสำเร็จได้ ไม่ใช่เพียงความรู้ ความสามารถ แต่ยังรวมถึงการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และการมีแรงซัพพอร์ตที่ดีจากรอบด้าน ช่วยทำให้พวกเธอ รวมถึงใครหลายคนเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานที่จะเป็นประตูสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไปได้ในอนาคต

นอกจากนี้ บทบาทของความเป็นผู้หญิงในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘ความเป็นชาย’ และ ‘ความเป็นหญิง’ แต่เป็นการสร้างสังคมที่เปิดพื้นที่ให้กับทุกคนได้นำเสนอไอเดีย ผลงาน หรือความสามารถออกมา ซึ่งการข้ามผ่านสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงภาครัฐที่ต้องเข้ามามีบทบาทเกื้อหนุนให้ผู้หญิงมีเวทีที่ได้แสดงศักยภาพโดยไม่จำเพาะแค่การมอบทุน แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมที่เอื้อต่อคนทุกเพศได้พัฒนาผลงานอย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกกีดกันในด้านใดก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...