รวมให้เเล้ว! นโยบายการศึกษา จาก 8 พรรคการเมือง
รวมให้เเล้ว! นโยบายการศึกษา จาก 8 พรรคการเมือง
การศึกษาไทยปี 2569 กำลังถูกเขย่าด้วยนวัตกรรมและวิสัยทัศน์ใหม่จาก 8 พรรคการเมืองในสนามการเมืองไทย เมื่อโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การให้เด็ก 'อ่านออกเขียนได้' แต่คือการทำให้เด็ก 'อยู่รอดและเติบโต' ในโลกที่เปลี่ยนไปทุกวินาที บทความนี้สรุปประเด็นสำคัญของนโยบายการศึกษาจากพรรคเพื่อไทย, ประชาชน, ภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ, พลังประชารัฐ, ประชาธิปัตย์, กล้าธรรม และไทยก้าวใหม่ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่าทิศทางโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทยในอนาคตกำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหน" เจาะลึกนโยบายการศึกษาจาก 8 พรรคการเมืองหลักที่กำลังขับเคี่ยวกันในขณะนี้ เมื่อโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การเรียนฟรี แต่คือการปรับตัวให้รอดในโลกยุค AI และการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก มาสำรวจกันว่า "พิมพ์เขียวการศึกษา" ของพรรคไหนจะตอบโจทย์อนาคตเด็กไทยและแก้ปัญหาระบบโรงเรียนได้จริง
1. พรรคเพื่อไทย
สำหรับพรรค เพื่อไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล นโยบายการศึกษาถูกวางไว้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีแนวคิดหลักคือการเปลี่ยนระบบการศึกษาจาก "การเรียนตามสูตร" เป็น "การเรียนเพื่อสร้างรายได้"
สรุปนโยบายเด่นของพรรคเพื่อไทย มีดังนี้:
- Learn to Earn (เรียนเพื่อรายได้) : เป็นหัวใจหลักที่มุ่งเน้นให้การศึกษาเชื่อมโยงกับตลาดงาน โดยเน้นว่า "เรียนจบต้องมีงานทำ และมีรายได้ทันที" ลดวิชาทฤษฎีที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการฝึกทักษะอาชีพ (Reskill/Upskill)
- ธนาคารหน่วยกิต (National Credit Bank) : ผลักดันระบบการสะสมหน่วยกิตจากการเรียนในโรงเรียน การทำงาน หรือการฝึกอบรมนอกระบบ เพื่อให้นำมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ทุกช่วงวัย ไม่จำเป็นต้องเรียนในระบบอย่างเดียว
- นโยบาย 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) : ฟื้นฟูการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในทุกอำเภอ เพื่อไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ
- โรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่น : เน้นการพัฒนาภาษาอังกฤษและภาษาจีนผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และการใช้ครูต่างชาติเข้ามาช่วยสอนในพื้นที่ห่างไกล
- ลดภาระผู้ปกครอง (Free Education+) : นอกจากเรียนฟรีตามกฎหมายแล้ว ยังเน้นเรื่องสวัสดิการเสริม เช่น อาหารกลางวันฟรีที่มีคุณภาพ และการพิจารณาจัดสรรรถรับส่งนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลนเพื่อลดภาระค่าเดินทางจุดเด่น: นโยบายของเพื่อไทยจะเน้นความ "กินได้" หรือการทำให้การศึกษาเป็นเครื่องมือผลิตเงินและอาชีพอย่างรวดเร็ว (Speed to Market)
2. พรรคประชาชน
พรรคประชาชนเน้นการขจัดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย โดยมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่อยู่ที่ "ระบบ" ที่ล้าสมัย นโยบายหลักจึงมุ่งเน้นไปที่การปลดล็อกพันธนาการของทั้งครูและนักเรียน สรุปนโยบายเด่นของพรรคประชาชน มีดังนี้:
- คืนครูสู่ห้องเรียน : ยกเลิกภาระงานนอกเหนือการสอนทั้งหมด เช่น งานเอกสารประกันคุณภาพ งานพัสดุ และงานเวรยาม โดยใช้ระบบบริหารจัดการส่วนกลางหรือจ้างบุคลากรเฉพาะทางแทน เพื่อให้ครูโฟกัสที่การพัฒนาเด็กได้ 100%
- โรงเรียนปลอดภัย (Zero Tolerance) : ปฏิรูปกฎกระทรวงเพื่อยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งการลงโทษที่เกินกว่าเหตุและการบูลลี่ พร้อมเพิ่มจำนวนนักจิตวิทยาอาชีพประจำโรงเรียนเพื่อดูแลสุขภาพจิตนักเรียนอย่างจริงจัง
- กระจายอำนาจหลักสูตร : ลดวิชาบังคับจากส่วนกลางลง และเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนออกแบบหลักสูตรเองได้ตามความต้องการของท้องถิ่น เพื่อให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่ได้ใช้จริงในชีวิตและอาชีพในพื้นที่นั้นๆ
- คูปองเปิดโลกเรียนรู้ : สนับสนุนงบประมาณโดยตรงให้เด็กนำไปใช้เรียนทักษะที่ตนเองสนใจนอกโรงเรียน (เช่น คอร์สโค้ดดิ้ง ดนตรี หรือกีฬา) เพื่อส่งเสริมความถนัดเฉพาะตัวที่ในห้องเรียนอาจไม่มีสอน
- สิทธิในร่างกายและเสรีภาพ : ปฏิรูปกฎระเบียบเรื่องทรงผมและเครื่องแบบให้มีความยืดหยุ่น เคารพสิทธิมนุษยชน และเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่จำลองของประชาธิปไตยที่รับฟังเสียงของนักเรียนจุดเด่น: นโยบายของพรรคประชาชนจะเน้นที่การ "ปลดล็อก" กฎระเบียบและภาระที่เหนี่ยวรั้งระบบการศึกษา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างอิสระ
3. พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการทำลายขีดจำกัดด้านสถานที่และทุนทรัพย์ โดยเชื่อว่า "เทคโนโลยี" และ "การจัดการหนี้" คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม สรุปนโยบายเด่นของพรรคภูใจไทย มีดังนี้:
- Virtual School (โรงเรียนเสมือนจริง) : ผลักดันให้มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ระดับชาติที่รวมบทเรียนจากครูและติวเตอร์ที่เก่งที่สุดในประเทศ เพื่อให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยมาตรฐานเดียวกับเด็กในกรุง ตามสโลแกน "เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา"
- กยศ. ปลอดดอกเบี้ย : แก้กฎหมายกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และยกเลิกค่าปรับ เพื่อลดภาระให้นักเรียนนักศึกษาที่กู้เรียนสามารถเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้โดยไม่ถูกทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม
- พักชำระหนี้ 5 ปี : สำหรับผู้กู้ กยศ. ที่ยังหางานทำไม่ได้หรือมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ตั้งตัวก่อนที่จะเริ่มชำระคืนสู่ระบบ
- ฟรีอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา : จัดสรรสวัสดิการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรีให้กับนักเรียนและครูทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเรียนการสอนผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
- การศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Learning) : สนับสนุนงบประมาณสำหรับหลักสูตรระยะสั้นเพื่อการเปลี่ยนอาชีพ (Reskill/Upskill) สำหรับวัยทำงานที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปจุดเด่น: นโยบายของพรรคภูมิใจไทยจะเน้นความ "ทันสมัยและเข้าถึงง่าย" โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาทลายกำแพงเรื่องความเหลื่อมล้ำของพื้นที่และฐานะทางการเงิน
4. พรรครวมไทยสร้างชาติ
พรรครวมไทยสร้างชาติเน้นการศึกษาที่เป็นรากฐานของความมั่นคง โดยมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งด้านความรู้และจริยธรรม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว สรุปนโยบายเด่นของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีดังนี้:
- อาชีวะพรีเมียม (High-Skill Vocational) : ยกระดับวิทยาลัยอาชีวศึกษาให้เป็นศูนย์ฝึกทักษะขั้นสูง โดยร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เพื่อให้เด็กจบมามีรายได้สูงและมีงานทำทันที
- การศึกษาเพื่อความมั่นคงและจริยธรรม : บรรจุหลักสูตรที่ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และหน้าที่พลเมืองรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยและระเบียบวินัยควบคู่ไปกับวิชาการ
- กองทุนเพื่อความเสมอภาค : สานต่อและขยายผลการอุดหนุนงบประมาณแก่เด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายที่ยากจนเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเนื่องจากปัญหาความยากจน
- ทุนการศึกษา " กมลนาถ " : สนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสในการศึกษาต่อในระดับสูงและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด
- เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย : ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและกล้องวงจรปิดภายในสถานศึกษา รวมถึงระบบติดตามความปลอดภัยของนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ผู้ปกครองไว้วางใจได้ 100%จุดเด่น: นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะเน้นความ "มั่นคงและเป็นมืออาชีพ" โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงงานฝีมือคุณภาพที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
5. พรรคพลังประชารัฐ
พรรคพลังประชารัฐมุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาผ่านการพัฒนา "คนสอน" และ "สถานศึกษาในท้องถิ่น" โดยเชื่อว่าหากครูมีความมั่นคงและโรงเรียนใกล้บ้านมีคุณภาพ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน สรุปนโยบายเด่นของพรรคประชารัฐ มีดังนี้:
- การแก้หนี้ครูทั้งระบบ : จัดตั้งกองทุนหรือมาตรการพักหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้กับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อลดภาระทางใจและคืนสมาธิให้ครูกลับมามุ่งเน้นการสอนนักเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- โรงเรียนคุณภาพชุมชน (Magnet School) : พัฒนาโรงเรียนแม่เหล็กในแต่ละระดับตำบลให้มีเครื่องมือการเรียนรู้ที่ทันสมัยและครูครบชั้น เพื่อให้เด็กในชนบทเข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียมกับโรงเรียนดังในเมืองใหญ่ โดยไม่ต้องเดินทางไกล
- Coding Thailand : ขยายผลการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) และทักษะการคิดเชิงตรรกะในทุกระดับชั้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยมีทักษะดิจิทัลที่จำเป็นต่อตลาดแรงงานยุคใหม่
- เรียนดี มีความสุข : ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ไม่กดดัน เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Active Learning) และสนับสนุนให้มีการใช้สื่อการสอนดิจิทัลเพื่อช่วยให้การเรียนเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย
- สวัสดิการการศึกษาประชารัฐ : สนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนพื้นฐานให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาตั้งแต่วัยเด็กจุดเด่น: นโยบายของพรรคพลังประชารัฐจะเน้นความ "มั่นคงของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน" โดยพยายามทำให้โรงเรียนใกล้บ้านเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับเด็กในชุมชน
6. พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ชูจุดแข็งจากการเป็นพรรคที่ริเริ่มนโยบาย "เรียนฟรี 15 ปี" ในอดีต โดยครั้งนี้มุ่งเน้นการขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งด้านวิชาการและสุขภาพเด็ก สรุปนโยบายเด่นของพรรคประชาธิปัตย์ มีดังนี้:
- เรียนฟรีถึงปริญญาตรี (สาขาที่ขาดแคลน): สนับสนุนงบประมาณรายหัวและค่าหน่วยกิตให้ครอบคลุมถึงระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อลดภาระหนี้สินของนักศึกษาและครอบครัว
- นมโรงเรียน 365 วัน: ขยายโครงการนมโรงเรียนให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการหรือช่วงปิดเทอม เพื่อพัฒนาการทางร่างกายที่สมบูรณ์และลดภาระค่าใช้จ่ายโภชนาการของผู้ปกครอง
- อาหารกลางวันฟรีถึงระดับมัธยม: ขยายงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้ครอบคลุมถึงนักเรียนระดับมัธยมศึกษา (จากเดิมสิ้นสุดที่ประถม) เพื่อให้เด็กโตได้รับโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย
- อินเทอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด: กระจายเครือข่าย WiFi ความเร็วสูงฟรีตามโรงเรียน ห้องสมุด และศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงคลังความรู้ทั่วโลกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- คอมพิวเตอร์ฟรี (1 คน 1 เครื่อง): ผลักดันให้เด็กนักเรียนมีอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย (Laptop หรือ Tablet) เพื่อลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบ Digital Platformจุดเด่น: นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จะเน้นความ "สวัสดิการพื้นฐานที่จับต้องได้" โดยมองว่าสุขภาพที่ดีและอุปกรณ์ที่พร้อม คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
7. พรรคกล้าธรรม
พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือหลักในการกระจายโอกาส และให้ความสำคัญกับ "ครู" ในฐานะกลไกสำคัญที่สุดของระบบการศึกษา สรุปนโยบายเด่นของพรรคกล้าธรรม มีดังนี้:
- เรียนออนไลน์คุณภาพสูง (Digital Platform for All) : สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติที่รวบรวมเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญและครูต้นแบบ เพื่อให้เด็กในโรงเรียนขนาดเล็กหรือพื้นที่ห่างไกลได้รับมาตรฐานการสอนเดียวกับโรงเรียนชั้นนำในกรุงเทพฯ
- แก้หนี้ครูและยกระดับสวัสดิการ : มองว่าถ้าครูมีหนี้ท่วมตัวย่อมส่งผลต่อคุณภาพการสอน จึงมีนโยบายพักชำระหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้ครูอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะให้เน้นที่ "ผลลัพธ์ของนักเรียน" มากกว่างานเอกสาร
- กองทุนนวัตกรรมอาชีวะ : สนับสนุนงบประมาณโดยตรงให้แก่วิทยาลัยอาชีวศึกษาในการสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมที่สามารถนำไปขายได้จริง เพื่อเปลี่ยนสถานศึกษาให้กลายเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่
- ศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ (Smart Early Childhood) : ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชนให้มีเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการตามช่วงวัยที่ทันสมัย และมีโภชนาการที่ถูกหลักอนามัย เพื่อวางรากฐานทางสมองตั้งแต่อายุยังน้อย
- การเรียนรู้เพื่อคนทุกวัย (Universal Learning) : สนับสนุนงบประมาณสำหรับคนวัยทำงานที่ต้องการปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) โดยสามารถนำความรู้ใหม่มาสะสมเป็นหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อรับวุฒิการศึกษาเพิ่มเติมได้จุดเด่น: นโยบายของพรรคกล้าธรรมจะเน้นความ "ทันสมัยและเห็นใจครู" โดยพยายามใช้เทคโนโลยีลบช่องว่างทางการศึกษาและจัดการปัญหาปากท้องของบุคลากรทางการศึกษาเป็นอันดับแรก
8. พรรคไทยก้าวใหม่
พรรคไทยก้าวใหม่เป็นพรรคที่เน้นการปรับเปลี่ยน "เนื้อหา" การเรียนรู้ให้เข้ากับยุคสมัย โดยเชื่อว่าการศึกษาต้องไม่ได้มีไว้แค่เพียงเพื่อสอบ แต่ต้องมีไว้เพื่อการใช้ชีวิตและการพึ่งพาตนเองได้จริงในสังคม สรุปนโยบายเด่นของพรรคไทยก้าวใหม่ มีดังนี้:
- 1 คน 1 ทักษะอาชีพ (One Student One Skill) : ตั้งเป้าหมายให้นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3 หรือ ม.6) ต้องมีทักษะอาชีพที่จับต้องได้และสร้างรายได้ได้จริงอย่างน้อย 1 อย่าง เช่น ทักษะดิจิทัล งานช่าง หรือเกษตรแปรรูป เพื่อรองรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
- หลักสูตรวิชาชีวิต (Life Skills Curriculum) : บรรจุวิชาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกจริงเข้าสู่บทเรียนหลัก เช่น การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล (Financial Literacy), กฎหมายเบื้องต้นในชีวิตประจำวัน, และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- สุขภาพจิตเป็นเรื่องหลัก (Mental Health First) : พัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนผ่านแอปพลิเคชันและการจ้างนักจิตวิทยาอาชีพเพิ่ม เพื่อให้เด็กมีพื้นที่ปรึกษาปัญหาความเครียดจากการเรียนหรือปัญหาสังคมได้ทันทีโดยไม่ถูกตัดสิน
- ลดวิชาท่องจำ เพิ่มการคิดวิเคราะห์ : ปฏิรูปการสอบวัดผลให้น้ำหนักกับการทำโครงงาน (Project-based Learning) และการแก้ไขปัญหา มากกว่าการจำเนื้อหาจากตำราเพื่อไปทำข้อสอบแบบปรนัย
- สวัสดิการการศึกษาถ้วนหน้า : สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดหาอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น เช่น แท็บเล็ตเพื่อการเรียนรู้และชุดนักเรียนฟรีอย่างทั่วถึง โดยเน้นความเรียบง่ายและลดภาระค่าใช้จ่ายแฝงของผู้ปกครองจุดเด่น: นโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่จะเน้นความ "สมจริงและเป็นมนุษย์" โดยมุ่งเน้นการสร้างเยาวชนที่มีภูมิต้านทานในการใช้ชีวิต และมีทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างแท้จริง
จากการสำรวจพิมพ์เขียวทางการศึกษาของทั้ง 8 พรรคการเมือง จะเห็นได้ว่า 'จุดร่วม' ที่ทุกพรรคเห็นตรงกันคือการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยและการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ 'จุดต่าง' อยู่ที่วิธีการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการเน้นสร้างรายได้แบบพรรคเพื่อไทย การรื้อโครงสร้างอำนาจนิยมแบบพรรคประชาชน หรือการชูสวัสดิการโภชนาการแบบประชาธิปัตย์
สุดท้ายแล้ว นโยบายเหล่านี้จะเป็นเพียงตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ หรือจะกลายเป็นอนาคตที่จับต้องได้ของเด็กไทย… คำตอบนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่การหาเสียง แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราในฐานะประชาชน จะร่วมกันติดตามและผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ ไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง แต่คือการสร้าง 'คน' ผ่านระบบการศึกษาที่มีคุณภาพนั่นเอง