สายพิราบ ปรับโหมด เกมเขมร เปลี่ยน รัก เป็นรบ 'บิ๊กเล็ก-บิ๊กหยอย' นำทัพ 'อนุทิน' ไฟเขียวพร้อมทำศึก
ยังไม่ทันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลง ผลการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 (คปถ.) ออกมาอย่างเป็นทางการ คปถ.ก็กลายเป็นหมัน
หลังเสียงระเบิดดังขึ้น พร้อมการสูญเสียขาของทหารไทยที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา
จนทำให้ บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ปรึกษาหารือกับ ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเหล่าทัพ ในการตอบโต้ได้อย่างทันท่วงที แบบที่เรียกว่าทั้งเร็วและแรง ด้วยการสั่งระงับการปล่อยตัว 18 เชลยศึกทหารกัมพูชา ที่เดิมจะส่งคืน 12 พฤศจิกายน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
และระงับการปฏิบัติตาม Joint Declaration ถ้อยแถลงที่นายกฯ ไทย-กัมพูชา ลงนามร่วมกันที่มาเลเซีย
โดยได้โทรศัพท์ปรึกษากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และได้ไฟเขียวทันที โดยมอบหมายให้ พล.อ.ณัฐพล และ พล.อ.อุกฤษฏ์ เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติการทางทหาร จากนั้นเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันรุ่งขึ้น 11 พฤศจิกายนทันที
เพื่อมีมติรองรับมาตรการดังกล่าว
ในที่ประชุม สมช. มี ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพร่วมประชุมพร้อมหน้า ส่วน บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ส่ง เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก มาประชุมแทน
มีรายงานว่า นายอนุทินได้ขอความเห็นที่ประชุมว่า จะแค่ระงับ หรือยกเลิก ปฏิญญาสันติภาพ หรือ JD ฉบับนี้เลย แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเริ่มจากการระงับก่อนเท่านั้น
พร้อมกับไฟเขียวให้กองทัพเตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหาร และพร้อมรับทุกสถานการณ์ ถือเป็นการออกมติ สมช.ในการรองรับปฏิบัติการทางทหารในอนาคต
จากนั้น มีรายงานว่า พล.อ.อุกฤษฏ์เรียกประชุมทีมงาน เพื่อเตรียมออกแผนปฏิบัติการ ในฐานะคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.)
และได้ให้กองบัญชาการกองทัพไทยแสดงท่าทีทันที กรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดเสียขาเป็นรายที่ 7 ว่า “กองทัพไทยยุติทุกข้อตกลง จนกว่ากัมพูชาจะมีความจริงใจอย่างชัดเจน ที่จะไม่เป็น ‘ปฏิปักษ์’ และกองทัพไทยพร้อมที่จะรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรี และอธิปไตยของชาติ รวมถึงความผาสุกของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน”
พล.อ.อุกฤษฏ์ ในฐานะผู้บัญชาการทางทหาร ได้สั่งการไปยังเหล่าทัพให้ยึดมติการประชุมคณะผู้บัญชาการทางทหาร 3 ครั้งก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่ได้ยกเลิก คือ 1. มติเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ให้ใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถ
2. มติเมื่อ 19 กันยายน 2568 : 1) คงการปิดด่านชายแดน 2) สร้างความมั่นคงชายแดนโดยการสร้างแนวรั้วและลาดตระเวน และ 3) ยืนยันการใช้กฎการใช้กำลัง (ROE) เพื่อป้องกันตนเอง หากมีการกระทำที่เป็นปรปักษ์
และ 3. มติเมื่อ 7 ตุลาคม 2568 : 1) ใช้กฎอัยการศึก 2) เตรียมแผน และกฎการใช้กำลัง ที่เป็นไปตามกฎหมาย 3) ทุกส่วนสนับสนุนฝ่ายทหาร
ครั้งนี้ได้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ พล.อ.อุกฤษฏ์ ด้วยการประกาศเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนให้ครบ 13 พื้นที่ แม้ว่ากัมพูชาจะขัดขวางก็ตาม
“ทําไมเราถึงจะทําไม่ได้ ย้ำ เราจะทํา แม้เขมรไม่ร่วมมือ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารแนวหน้า” พล.อ.อุกฤษฏ์กล่าวอย่างหนักแน่น
โดยมีรายงานว่า มีคำสั่งให้ศูนย์ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแห่งชาติ หรือ TMAC บก.ทัพไทย เตรียมพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่โดยให้เสริมกำลังทหารในการป้องกันรักษาความปลอดภัย เพราะอาจเกิดการปะทะได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ปราสาทตาควาย
อีกทั้งการประกาศของนายอนุทิน ที่สวมเครื่องแบบอาสารักษาดินแดน บอกว่าเป็นการส่งสัญญาณพร้อมรบ โดยประกาศที่ยอดภูมะเขือ ด้วยการนำฝ่ายทหารร้องเพลงชาติไทย ตอน 6 โมงเย็น และ ประกาศจากยอดภูมะเขือ การที่เราจะเดินไปสู่สันติภาพ “มันจบลงแล้ว!!”
หลังเขมรไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ยืนยัน เป็นทุ่นระเบิดวางใหม่
ซึ่งถือว่าเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทิน ที่สอดคล้องกับท่าทีของ พล.อ.ณัฐพล ที่กลับมาเล่นบทบู๊หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นนายทหารสายพิราบมายาวนาน โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.อ.อุกฤษฎ์ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ร่วมทีมด้วย รวมถึง เสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ที่เป็นคีย์แมนในกลไกการเจรจา ทั้ง GBC และนำมาสู่การลงนามสันติภาพของนายอนุทิน และพล.อ.ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกฯ มาเลเซียเป็นสักขีพยาน
ในเวลานี้นายทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นสายพิราบ และอยู่ในกลไกของการเจรจาสันติภาพ ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนโหมด จากสันติภาพกลับมาสู่โหมดของความเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์
ท่ามกลางกระแสกดดันของประชาชนที่ต้องการให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารจัดการกัมพูชาให้เด็ดขาด หากแต่ต้องรอความพร้อมของทาง ทบ. ที่ พล.อ.พนากำลังถูกจับตามองว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะในเวลานี้ทุกเหล่าทัพ พร้อมที่จะปฏิบัติการทางทหารเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยและมีเงื่อนไข
โดยกองทัพบกถือว่าเป็นเหล่าทัพใหญ่ที่สุดและเป็นเหล่าทัพที่รับผิดชอบในปฏิบัติการครั้งนี้ ที่จะสานต่อปฏิบัติการยุทธบดินทร์ภาค 2
ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุด ชายแดนไทย-กัมพูชา ดูจะทวีความตึงเครียดมากขึ้น
โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงว่า เมื่อเวลา 16.00 น. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังบูรพาว่า เกิดเหตุทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
หลังจากนั้น ฝ่ายไทยได้เข้าแนวกำบัง และได้ทำการยิงแจ้งเตือนไปยังจุดที่มีการยิงเข้ามา ตามกฎการใช้กำลัง เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาประมาณ 10 นาทีจึงสงบลง
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ขณะที่สื่อกัมพูชาก็แพร่ข่าวตอบโต้ทันทีว่า ทหารไทยเป็นฝ่ายยิงเข้าดินแดนของกัมพูชา ในบ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย จนทำให้มีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 5 รายนั้น
ซึ่งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ประณามไทยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดยระบุว่า
“ข้าพเจ้าของประณามการใช้ความรุนแรงของฝ่ายไทยต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ที่บ้านเปรยจัน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 พฤศจิกายน เป็นเหตุให้พลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บ 3 คน และเสียชีวิต 1 คน”
“การกระทำนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ด้านมนุษยธรรม รวมถึงข้อตกลงที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงที่ให้กลไกคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม (JBC) ลงพื้นที่เพื่อวัดและปักปันเขตแดนชั่วคราว และจะต้องรักษาสถานะเดิมไว้จนกว่าการวัดเขตจะเสร็จสมบูรณ์ และรอการตัดสินใจของ JBC”
“ข้าพเจ้าขอให้ฝ่ายไทยยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านเปรยจันโดยทันที รวมถึงการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศ” ฮุน มาเนต ระบุ
และว่า“ข้าพเจ้าขอให้มีการเปิดการสอบสวนอย่างเป็นอิสระต่อกรณีนี้ และขอเรียกร้องให้มีส่วนร่วมจากฝ่ายต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อค้นหาความจริง การรับผิดชอบ และมอบความเป็นธรรมให้กับพลเรือนที่ได้รับเคราะห์จากการยิงนี้”
“ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าขอให้หน่วยงานท้องถิ่นและกองกำลังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจทั้งหมด ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการปกป้องประชาชนของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและชีวิตของพวกเขา”
ฮุน มาเนตระบุในตอนท้ายว่า กัมพูชายังคงรักษาจุดยืนในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วมกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025
เพื่อมุ่งสู่การยุติความขัดแย้งและสร้างสันติภาพระหว่างสองประเทศ
ขณะที่ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาแถลงเสริมว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.50 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน ทหารไทยได้เปิดฉากยิงใส่พลเรือนชาวกัมพูชา ที่หมู่บ้านเปรยจัน ต.อูไบจัน อ.โอวโจรว จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งตามรายงานเบื้องต้นจากทางการท้องถิ่น ระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย การรุกรานนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองกำลังทหารไทยได้ทำการยั่วยุมาหลายวัน ซึ่งมีเจตนาอย่างชัดเจนที่จะเพิ่มความตึงเครียดตามแนวชายแดน
พล.ท.หญิง มาลีระบุว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมนี้ และยืนยันว่าการกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างกัมพูชากับไทย ที่มีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 อย่างชัดเจน
โดยข้อตกลงดังกล่าวได้ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีของไทย โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ร่วมเป็นพยานกัมพูชาของเรียกร้องให้ประชาคมโลกประณามอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดข้อตกลงสันติภาพร่วมกันอย่างชัดแจ้ง และการกระทำที่ผิดกฎหมายของไทย และว่า กัมพูชา เรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการละเมิดร้ายแรงนี้
พร้อมกันนี้ พล.ท.หญิง มาลีระบุด้วยว่า กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติการกระทำที่เป็นปรปักษ์ทั้งหมด ที่คุกคามสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคโดยทันที ขณะเดียวกัน กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดด้วยความจริงใจ และด้วยเจตนาที่ดีต่อข้อตกลงหยุดยิง แถลงการณ์สันติภาพร่วม และพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศทั้งหมด
โดยกัมพูชายืนยันอย่างหนักแน่นถึงความมุ่งมั่นของตน ในการรักษาและปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง และข้อตกลงสันติภาพร่วมระหว่างสองประเทศ รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ ทั้งหมดที่เคยบรรลุไว้ก่อนหน้านี้ คำมั่นสัญญานี้ทำขึ้นด้วยเจตนาที่ดีและด้วยความรับผิดชอบสูงสุด
ภาวะของความตึงเครียดของไทย-กัมพูชาที่น่าห่วงใยนี้ ทำให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนอยู่เฉยไม่ได้
และได้ออกมาบอกว่ายังคงติดต่อกับผู้นำทั้งสองประเทศ ทั้งจากไทยและกัมพูชา และได้สั่งการให้ พล.อ.ดะโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซีย รวบรวมข้อมูลล่าสุดเพื่อที่จะช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ยต่อไป
พล.อ.ดะโต๊ะ โมฮัมหมัด นิซัม จาฟฟาร์ กล่าวยืนยันว่า มาเลเซียยังรักษาจุดยืนของตัวเองที่อยากเห็นความคืบหน้าในสันติภาพและการหยุดยิงดำเนินต่อไปตามที่เคยวางแผนไว้
ทั้งนี้ ได้ทราบถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดของกัมพูชาแล้ว และจะต้องใช้ระยะเวลาเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด
ส่วนทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุได้ โดยคณะของ AOT ประจำอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 40 กิโลเมตร และหากความตึงเครียดระหว่างสองประเทศรุนแรงขึ้นในระดับที่มากกว่าก่อนการลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์
ทีมผู้สังเกตการณ์ในไทยและกัมพูชาจะถูกสั่งให้กลับไปยังกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ
ท่าทีของผู้นำมาเลเซีย ทั้งนายกฯและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ดูเหมือนจะพยายามเข้ามาลดอุณหภูมิร้อนของความขัดแย้ง รอบใหม่ให้ลดลง
แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำได้เพียงใด
เพราะดูเหมือนสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่มีกระแสชาตินิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทวีความร้อนระอุขึ้นเป็นลำดับ
โดยเฉพาะเมื่อนายอนุทิน ได้ ลั่นคำ “สันติภาพจบแล้ว” –อะไรก็เกิดขึ้นได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สายพิราบ ปรับโหมด เกมเขมร เปลี่ยน รัก เป็นรบ ‘บิ๊กเล็ก-บิ๊กหยอย’ นำทัพ ‘อนุทิน’ ไฟเขียวพร้อมทำศึก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly