เชลยศึกสงครามลาว (10)
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (10)
เพื่อนตาย
“ผมดีใจมากที่รู้ว่าเพื่อนผมยังไม่ตาย และยังมีชีวิตอยู่ แต่ติดอยู่ในฐานรวมกับลูกน้อง 5 คน ผมรีบบอกไอ้ย้งว่า ‘เฮ้ย! ไอ้ย้ง มึงกับกูยังไงก็ต้องหาทางช่วยไอ้เหมียวมัน แต่ก่อนอื่น กูขอไปบอกผู้พันก่อนว่าอย่าเพิ่งขอแฟนท่อมมาถล่มฐานสุรินทร์ในบ่ายวันนี้ เพราะว่ายังมีพวกเรา 5 คนติดอยู่ในฐาน และยังมีชีวิตอยู่ มี ร.ต.พนา ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก ติดอยู่ด้วย แล้วกูจะรีบกลับมาคุยกับมึงเรื่องแผนที่จะช่วยมันยังไง…ยังไงกูก็ไม่ยอมให้ผู้พันถล่มฐานสุรินทร์แน่โว้ย !’
ผมรีบเผ่นกลับไปที่ฐานกองพันอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว รีบไปที่บังเกอร์ห้องยุทธการทันที ผู้พันท่านอยู่พอดีอยู่กับฝ่ายยุทธการและนายทหารฝ่ายอำนวยการ 2-3 คน น่าจะกำลังหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดมากขึ้นขณะนี้ ผมต้องเข้าไปขออนุญาตพบทันทีเมื่อเห็นผม ท่านทำหน้างงเล็กน้อย
‘ขออนุญาตครับ ผม หน.ใจ ขออนุญาตพบ มีเรื่องด่วนที่จะรายงานท่านครับ’ ‘มีเรื่องอะไร หน.ใจ’
‘ผมขอให้ผู้พันระงับการโจมตีทางอากาศที่ฐานสุรินทร์ในบ่ายวันนี้ด่วนครับ’ ท่านบอกผมว่า ‘แล้วทำไมล่ะ’ ผมบอกว่า ‘เพื่อนผม ร.ต.พนา ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยสุรินทร์ และลูกน้องรวม 5 คนติดอยู่ในบังเกอร์ บก.ร้อย. ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ครับ
ท่านถามว่า ‘รู้ได้ยังไงล่ะ’
‘เพื่อนผม-ไอ้เหมียวมันพูดวิทยุมาบอกกับไอ้ย้ง-ยุทธการปืนที่ฐานพานเซอร์ครับ แล้วไอ้ย้งรีบมาบอกผม ผมจึงมาเพื่อขออนุญาตผู้พันระงับการโจมตีทางอากาศที่ฐานสุรินทร์ไว้ก่อน ขอโอกาส และเวลาให้ผมช่วยเพื่อนและพวกเราทั้ง 5 คนด้วย’ ท่านอึ้งไปชั่วครู่ มองหน้าและแววตาของผมที่เอาจริงแล้วรู้ถึงความตั้งใจของผม ที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำ สักครู่ท่านตอบว่า
‘ได้ จะให้โอกาสเดียว ภายในวันนี้เท่านั้น เพราะปล่อยให้มันยึดไว้อย่างนี้ไม่ได้แน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้จะต้องโจมตีทางอากาศถล่มฐานสุรินทร์ที่มันยึดไว้ทันที ผมรีบตอบ ‘ขอบคุณครับ’ ทันทีเพราะกลัวว่าท่านจะเปลี่ยนใจ แล้วท่านก็รีบสั่งการกับฝ่ายยุทธการทันทีว่า ‘ให้บอกหน่วยเหนือขอระงับการโจมตีทางอากาศที่ฐานสุรินทร์ไว้ก่อนในวันนี้ เนื่องจากมีนายทหารและกำลังพลรวม 5 คนยังติดอยู่ในฐานะและยังมีชีวิตอยู่ จะขอตัดสินใจเรื่องนี้อีกครั้งและจะขอใหม่ภายหลัง’
ผมได้ยินชัดเจนและผมทำท่าจะรีบกลับ ท่านเรียกผม ‘เดี๋ยวก่อน หน.ใจมีแผนยังไง’ ผมตอบทันที ‘ผมขออนุญาตนำกำลังเข้าตีฐานสุรินทร์คืนนี้เพื่อช่วยพวกเราครับ’ ท่านถามผมว่า ‘แล้วมีกำลังอยู่เท่าไรล่ะ’ ผมตอบว่า ‘หมวดผมเหลืออยู่ 18-19 คนทั้งผม และจะขออนุญาตรวมกำลังพวกกองร้อยสุรินทร์ที่รอดมาได้โดยขออาสาสมัคร คงจะได้ผู้อาสาสมัครรวมแล้วประมาณ 1 หมวดปืนเล็กที่เต็มใจไปช่วยเพื่อนครับ’
ท่านคงจะรู้ถึงความมุ่งมั่น และตั้งใจจริงของผมในเรื่องนี้ รวมทั้งความเป็นผู้บังคับบัญชา และเป็นผู้นำของท่านที่มีความรักลูกน้องอยู่ในจิตใจของท่านอยู่แล้วจึงไม่ขัดผม ท่านบอกว่า ‘อนุมัติให้ปฏิบัติการนี้ได้ แต่อยากจะบอกว่าขอให้วางแผนให้ดีที่สุด ผมไม่อยากให้มีการสูญเสียอย่างหนักอีก เท่าที่เสียกองร้อยสุรินทร์ไปเมื่อคืนเกือบทั้งกองร้อยก็เป็นการสูญเสียที่หนักที่สุดยากที่จะยอมรับได้แล้วตั้งแต่รบกันมา ขอให้วางแผนและประสานงานกันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และขอให้โชคดี หน.ใจ’
ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว “หัวหน้าใจ” ก็หาทางติดต่อโดยตรงกับ ร้อยตรีพนา “เหมียว” เพื่อนรัก…
“ผมรีบจูนเครื่อง PRC-25 ของผมทันทีและเรียกขาน ‘ไอ้เหมียว’ จาก ‘ไอ้จักษ์’ เรียกซ้ำอีกครั้งจึงได้รับคำตอบ ‘กู-ไอ้เหมียว’ แต่เสียงค่อนข้างเบามาก ผมถามว่าได้ยินกูหรือเปล่า ‘กู-ไอ้จักษ์ กูจะไปช่วยมึงในคืนนี้แน่นอน’ มันตอบว่า ‘ได้ยิน’ ผมบอกมันว่า ‘กูจะพูดกับมึงครั้งเดียวนะเพื่อนฟังให้ดี กูจะเข้าตีฐานมึงช่วยมึงและลูกน้องออกมาในคืนนี้ เมื่อเริ่มมืดมึงเตรียมการขุดรูออกเตรียมไว้ให้พร้อมที่จะออกมาได้ทันทีเมื่อกูโจมตีระดมยิงอาวุธทุกชนิดเข้าใส่ฐานมึงเพื่อดึงความสนใจและกดหัวพวกมันไว้ไม่ให้เห็นมึงและลูกน้อง มึงต้องเผ่นออกมาจากบังเกอร์ทันทีห้ามลังเลเด็ดขาด มึงมีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น มึงได้ยินกูพูดหรือเปล่า’ มันตอบว่า ‘ได้ยิน’ ‘ได้ยิน’ แต่เสียงพูดแผ่วเบามาก คิดว่าแบตมันใกล้หมดแล้วหรือไม่ก็กลัวพวกไอ้แกวในฐานจะได้ยินมันจึงพูดเบามาก
ผมเปลี่ยนมาเรียกเพื่อนย้งอีกครั้ง และบอกมันว่าได้คุยกับไอ้เหมียวแล้ว มันก็รู้ว่ามึงกับกูจะช่วยมันในคืนนี้และคงพูดกับมันไม่ได้อีกแล้วเพราะแบตมันคงจะหมดแล้ว ผมบอกแผนกับเพื่อนย้งคร่าวๆ ว่า หลังมืดกูจะเคลื่อนกำลังและเข้าตีฐานสุรินทร์เพื่อช่วยไอ้เหมียวมัน เมื่อกูวางกำลังพร้อมที่จะเข้าตีจะบอกมึง ขอให้มึงช่วยอัด ป.105 ไปเหนือฐานมัน ใช้กระสุนแตกอากาศ ดีที่สุดสัก 2-3 นัดก็พอ หลังจากนั้นพวกกูก็จะระดมอาวุธทุกชนิดยิงอัดใส่มันทันที เมื่อพวกกูหยุดยิง ขอให้มึงยิงแฟร์แถมให้อีก 1 นัดเหนือฐานมัน กูขอมึงแค่นี้ โอเคไหมเพื่อน ไอ้ย้ง ตอบ ‘OK’ กูจะเตรียม 105 ไว้ มึงบอกพร้อมเมื่อไหร่กูจะยิงให้ทันทีตามแผนที่มึงบอก…’
จ่ากองร้อยสุรินทร์มารอพบผมอยู่แล้วที่คอกบังเกอร์ ผมสั่งการทันทีว่าให้รวบรวมผู้อาสาสมัครให้ได้มากที่สุด สมทบกับกำลังของผม เพื่อที่จะเข้าไปช่วยพวกเรา 5 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในคืนนี้ ให้หนีรอดออกมาให้ได้ ให้รวบรวมคนมาพร้อมอาวุธกระสุนให้มากที่สุด และมาประชุมเพื่อปฏิบัติตามแผนในเวลา 16.30 น.วันนี้ ผมสั่งการเพียงเท่านี้กับจ่าผู้ควบคุมกำลังที่เหลือของกองร้อยสุรินทร์
หลังจากนั้นผมนั่งที่คอกบังเกอร์ตรวจการของผมใช้กล้องส่องสองตาตรวจไปข้างหน้า ที่ฐานสุรินทร์ยังพอเห็นความเคลื่อนไหวของข้าศึกอยู่ในฐานและธงแดงของมันยังคงปักอยู่เห็นได้ชัดเจน”
แผนของผู้หมวด
ผมคิดแผนว่า จะต้องนำกำลังทั้งหมดประมาณหมวดหย่อนกำลังเคลื่อนออกจากที่ตั้งเมื่อเริ่มมืดอาศัยความมืดปิดบังการเคลื่อนกำลังของพวกเราเพื่อเข้ายึดพื้นที่วางตัวให้ใกล้ฐานสุรินทร์มากที่สุดประมาณ 100-150 หลา วางตัวเป็นหน้ากระดานเปิดหน้าให้กว้างที่สุดทั้ง 3 หมู่ ไม่ต้องมีการระวังกำลังด้านหลังเพราะต้องการระดมยิงทั้ง 3 หมู่พร้อมๆ กันเพื่อให้เกิดอำนาจการยิงมากที่สุด ให้มันคิดว่าเราทุ่มกำลังเข้าตีพวกมันเพื่อยึดฐานคืน การวางกำลังเข้าวางตัวต้องเงียบที่สุด ต้องไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวก่อน ทุกคนต้องวางตัวและหาที่กำบังที่ดีที่สุดเพื่อให้ตัวเองปลอดภัยจากการยิงโต้ตอบและเข้าตีของข้าศึกด้วย
ผมคิดเรื่องนี้มากและไม่อยากสูญเสียลูกน้องและใครๆ อีก
ผมคิดว่าการวางกำลังเป็นแนวยาวไม่มีกำลังทางลึกน่าจะปลอดภัยที่สุด แล้วต้องระดมยิงให้นานต่อเนื่องพอสมควรเพื่อเปิดโอกาสและเวลาพอให้เพื่อนเราทั้ง 5 คนออกมาจากฐานได้ในระหว่างที่เราระดมยิงใส่ฐาน และต้องยิงให้สูงเข้าไว้ เพื่อความปลอดภัยของคนที่จะเล็ดลอดออกมาด้วย ผมคิดว่าแผนนี้ดีที่สุด และจะไม่สุ่มเสี่ยงกับการสูญเสียของพวกเราด้วย ถ้าผมเดาสถานการณ์ไม่ผิด ถ้าเราทุ่มกำลังชาร์จเข้ายึดฐานมันคงเตรียมเคลย์โมร์ไว้ต้อนรับเราแน่อย่างที่ผมเคยเจอมาแล้ว เพียงทิ้งคนคอยจุดไว้ไม่กี่คน เมื่อเราดาหน้าเข้ามาแค่จุดแล้ววิ่งหนี คือยุทธวิธีของมันและคงทำให้พวกเราต้องสูญเสียหนักกันอีกแล้ว
และถ้าผมเดาสถานการณ์ไม่ผิด เมื่อมันยึดฐานสุรินทร์ได้แล้ว มันต้องคิดว่าเราต้องยึดคืนหรือไม่ก็ถล่มมันด้วยการโจมตีทางอากาศแน่นอน ผมคิดว่ามันคงทิ้งกำลังไว้ไม่เกิน 1 หมวดเพื่อแสดงลวงพวกเราว่ามันยังยึดอยู่และไม่หนีไปไหนเพื่อสร้างความกดดันให้กับฝ่ายเรามากยิ่งขึ้น”
เสี่ยงตาย
“ผมดูนาฬิกาดูเวลาเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว พอดีจ่าบุญมาบอกว่าทหารพร้อมฟังคำชี้แจงจากผู้หมวดแล้ว ผมรีบไปที่รวมพลในคูเรด สังเกตดูมีกำลังพลมารวมกันมากพอสมควร ถามจ่าบุญว่ามียอดรวมเท่าไร ได้รับรายงานว่า ของสุรินทร์อาสาสมัครมา 15 คนของเรา 16 คนรวม 31 คนครับ จ่าบุญรายงาน
ผมบอกให้จัดกำลังเป็น 3 หมู่ ให้มีผู้หมู่หรือจ่าควบคุมทุกหมู่ จ่าบุญบอกจัดเรียบร้อยแล้วครับ ผมเล่าสถานการณ์ให้กำลังพลฟังว่า ขณะนี้มีเพื่อนเรา 5 คนมี ร้อยตรีพนา ซึ่งเป็นผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยสุรินทร์รวมอยู่ด้วย ติดอยู่ในบังเกอร์ บก.พันของฐานสุรินทร์ที่ถล่มปิดทับอยู่ และยังมีชีวิตอยู่ทุกคน ภารกิจคือเราต้องไปช่วยเพื่อนออกมาให้ได้ ฟังแค่นี้ลูกน้องผมหลายคนมองหน้าผม คงคิดว่างานนี้หนักแน่ๆ ตอนนี้เหลือกันแค่ 18-19 คน หมดงานนี้จะเหลือกันอีกกี่คน ผู้หมวดกูเอาอีกแล้ว ผมรู้ว่าลูกน้องผมต้องคิดเช่นนี้ จึงชี้แจงต่อ
งานนี้ผู้หมวดขอแค่พวกเราเข้าไปวางตัวเป็นแนวใกล้ๆ ฐานสุรินทร์เท่านั้นแล้วก็ขอแรงระดมยิงอาวุธของทุกๆ คนเข้าใส่ฐานสุรินทร์อย่างต่อเนื่อง เอาแค่ 3 แม็กพอแล้วหยุด แต่จะต้องยิงให้สูงเข้าไว้เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อเพื่อนเรา 5 คนที่ต้องเล็ดลอดวิ่งออกมา เมื่อได้ยินเสียงพวกเรายิงโจมตี ทุกคนต้องยิงหลังจากที่ ป.105 ของเรายิงจบ 2- 3 นัดแล้ว ผู้หมวดจะออกคำสั่ง และยิงติดต่อกันเข้าฐานได้เลย M 60 ด้วยให้ยิงเป็นชุดๆ จนหมดสายกระสุน ระหว่างยิงให้ตะโกนโห่ร้อง และร้อง เอี้ย! ดังๆ ผู้หมู่มีนกหวีด ให้เป่านกหวีดด้วย ร้อง เอี้ย! ดังๆ อย่าลืมทุกคน หลังจากนั้น ป.จะยิงแฟร์ส่องสว่าง 1 นัดเหนือฐาน เพื่อส่องสว่างให้พวกเราออกมา และคอยดูด้วยว่ามีพวกเราออกมาจากฐานหรือไม่ ถ้าเห็นคนวิ่งออกมาจากฐานห้ามยิงเด็ดขาด นั่นคือพวกเรา จำไว้
ขอแค่นี้ มีใครมีปัญหาไหม ผมถาม หรือใครไม่ต้องการไปงานนี้ให้กลับไปได้ ผมย้ำอีกครั้ง ไม่มีใครสงสัย และไม่มีใครขอกลับ ผมบอก ‘ขอบใจ’ และให้ทุกคนพักรอ และพร้อมเตรียมรับคำสั่งเคลื่อนกำลังออกจากแนว…
เราเริ่มออกประมาณ 1 ทุ่ม ผมคาดว่าเราน่าจะถึงแนววางตัวไม่เกิน 2 ทุ่ม เราเคลื่อนที่เป็นแถวตอนแบบลาดตระเวนตอนกลางคืนแบบเงียบที่สุด ภูมิประเทศเป็นที่โล่ง มีแต่เศษซากของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่กระจัดกระจายเต็มพื้นที่และค่อยๆ ลาดลงเรื่อยๆ ไปทางทิศใต้ของพื้นที่บ้านนานา ทุกที่โล่งเตียนไม่มีต้นไม้ ทุกอย่างจากฐานผมไปยังฐานสุรินทร์เป็นเป้าหมายของอาวุธหนัก และปืนใหญ่ของข้าศึกแทบทุกตารางเมตร”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (10)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly