โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Que Sera, Sera. Whatever will be, will be. อันทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นตามลวดลายแห่งโชคชะตา

a day magazine

อัพเดต 05 พ.ย. 2568 เวลา 14.30 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazine

When I was just a little girl I asked my mother, "What will I be?"

"Will I be pretty? Will I be rich?" Here's what she said to me

ครั้งหนูเป็นเด็กหญิงตัวน้อย หนูถามแม่ว่าแม่จ๋า โตไปหนูจะเป็นยังไงนะ

หนูจะยังน่ารักหรือเปล่า หนูจะร่ำรวยหรือเปล่า แล้วแม่ก็ตอบหนู

“Que sera, sera. Whatever will be, will be.

The future’s not ours to see. Que sera, sera. What will be, will be”

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะลูก อนาคตนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองเห็นได้

จำคำแม่บอกหนูให้ดีนะรู้มั้ย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

(01)

What Will I Be

เสียงเพลงโฆษณาหนึ่งดังขึ้นจากโทรทัศน์ มันเป็นเสียงประสานอันเจื้อยแจ้วของเด็กๆ พวกเขายืนเรียงกันเป็นแถว แต่หลายคนก็นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยศีรษะไร้เส้นผม และอีกหลายคนเป็นเด็กเอกซ์ตราโครโมโซม พวกเขาเปล่งทำนองออกมาด้วยความไร้เดียงสาทั้งหน้าตาเบิกบาน ไม่รู้ทำไม ผู้ใหญ่ที่ฟังอยู่ถึงน้ำตารื้นจนล้นออกมา

ผลงานจากไทยประกันชีวิตยังขยันทำให้ผู้ชมร้องไห้ได้เสมอ แม้ผ่านมานานกว่าสิบเอ็ดปีแล้วก็ตาม

เพลง‘Que sera, Sera’ ถูกแต่งขึ้นโดยคู่หูระดับตำนาน‘เจย์ ลิฟวิงสตัน’ และ ‘เรย์ อีแวนส์’ ที่ได้กลายเป็นเพลงประจำตัวของนักร้องหญิงผมบลอนด์ ‘ดอริส เดย์’ ในภายหลัง ถึงครั้งแรกที่ฟังเธอจะไม่ชอบเพลงนี้เอาเสียเลย จนถึงขั้นประกาศกร้าวว่านี่มันเพลงสำหรับเด็กชัดๆ แต่ดอริสกลับเป็นผู้เปล่งเสียงร้องมันเป็นพันหนไปทั่วโลก

เจย์และเรย์ก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้นอย่างไม่ได้รับโจทย์อะไรจากใครจะเลื่องชื่อ กระทั่งสองสัปดาห์ให้หลัง พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากสำนักงานของ ‘อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก’ เพื่อขอใช้เพลงในการประกอบภาพยนตร์ ‘The Man Who Know Too Much (1956)’ ที่เขาเป็นผู้กำกับ

ดอริสรับบทเป็น ‘โจ คอนเวย์ แมคเคนนา’ นักร้องหญิงชื่อดังที่เกษียณตนออกจากวงการ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ชีวิตครอบครัวของเธอก็ได้ประสบกับความผันผวนอย่างรุนแรง ด้วยการเข้าไปพัวพันในแผนการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี เธอพยายามขัดขวางกลุ่มกบฏโดยให้ความช่วยเหลือแก่นายก และเคราะห์ร้ายตกแก่ลูกชายของเธอ เขาถูกจับตัวไป

ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงเพลงจากโจหลังเธอเกษียณอาชีพ โดยเพลง‘Que Sera, Sera’ เป็นเพลงคอยขับกล่อมให้ลูกชายผิวปากตามท่วงทำนองยามเข้านอนเสมอ ก่อนภาพยนตร์จะปิดฉากลง โจนั่งลงที่เปียโนและบรรเลงเพลงเสียงดังด้วยความหวังว่าลูกชายของเธอจะได้ยิน ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนไหน และมันเป็นไปอย่างเธอหวัง ลูกชายของเธอส่งเสียงผิวปาก

นี่คือจุดเริ่มต้นของเพลงอมตะที่ทุกคนทั่วโลกจดจำ

(02)

Happiness is a good flow of life

When I grew up and fell in love, I asked my sweetheart, “What lies ahead?”

“Will we have rainbows day after day?” Here’s what my sweetheart said

เมื่อฉันโตขึ้นและได้ตกหลุมรัก ฉันถามคนรักว่าวันข้างหน้าของเราจะเป็นยังไงต่อไปนะ

เราจะมีวันดีๆ ด้วยกันอย่างนี้ไปตลอดหรือเปล่า แล้วเขาก็ตอบฉัน

“Que sera, sera. Whatever will be, will be.

The future’s not ours to see. Que sera, sera. What will be, will be”

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อนาคตนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองเห็นได้

จำที่ผมบอกให้ขึ้นใจนะรู้มั้ย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ในปี 335 ก่อนคริสตกาล ณ เมืองซีเทียมบนเกาะไซปรัส ชายหนุ่มผู้หนึ่งนาม‘เซนอน’ กำเนิดมาในครอบครัวพ่อค้า จะว่านั่งบนกองเงินกองทองตั้งแต่ยังเยาว์ก็ไม่ผิดนัก แต่แล้ววันหนึ่งที่เขาต้องออกเดินทางไปค้าขายในแดนอื่น เรือบรรทุกสินค้าเกิดอับปางกลางมหาสมุทร ทุกสิ่งเลวร้ายไม่ต่างจากพายุฝนห่าใหญ่ที่พัดเอาความฝัน และสิ่งที่เขาลงแรงสร้างขึ้นมาให้อันตรธานไปในชั่วข้ามคืน

เซนอนไม่เคยรู้ว่าการตกต้องอยู่ในฐานะยากจนนั้นเป็นอย่างไร แต่เขาต้องรู้

พายุพัดให้เซนอนไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่เมืองเอเธนส์ เมืองแห่งสติปัญญาที่เต็มไปด้วยนักปราชญ์ การตั้งต้นของเขาเริ่มจากพยายามเข้าใจชีวิตที่ผันเปลี่ยน เซนอนได้เรียนรู้ว่าความสุขนั้นไม่ใช่การยืนอยู่บนกองเงินกองทองอีกแล้ว แต่คือการใช้ชีวิตให้ลื่นไหลไปตามธรรมชาติต่างหาก

“When you are attached to anything, remember that it may be taken from you at any moment. Then you will not be disturbed.”

เมื่อเจ้ายึดมั่นในสิ่งใด จงจำไว้ว่ามันอาจถูกพรากไปจากเจ้าได้ทุกเมื่อ แล้วเจ้าจะไม่ทุกข์

เซนอนได้กลายเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนปรัชญาสโตอิก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในสายปรัชญาที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุคโรมัน เพราะสโตอิกไม่ใช่แค่แนวคิดทางทฤษฎี แต่เป็นวิถีชีวิตและจริยธรรมที่ย้ำให้ผู้คนควบคุมจิตใจตัวเอง ไม่เป็นทุกข์ร้อนกับอะไรก็ตามที่อยู่เหนือการควบคุม ทั้งสโตอิกยังเป็นปรัชญาที่แฝงด้วยเหตุผล ความสงบ ความลึกซึ้งทางจริยธรรม

(03)

No man is free who is not master of himself

นักปรัชญาคนอื่นอย่างเอปิชตีตูส เซเนกา และมาร์คัสก็ได้นำแนวคิดปรัชญาสโตอิกของเซนอนไปขยายต่อเพื่อสอนผู้อื่น ‘เอปิชตีตูส’ เป็นชายผู้เกิดมาพร้อมกับความพิการ นอกจากร่างกายของเขาจะไม่สมบูรณ์แล้ว เขายังไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวแม้สักนิด แต่เขากลับร่ำรวยด้วยความสุขที่มีในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น เพราะหลังจากทาสถูกปลดปล่อยให้มีอิสรภาพ เอปิชตีตูสเริ่มหันมาสอนปรัชญาให้ผู้อื่น เขาสอนเรื่องง่ายที่สุดแต่ขณะเดียวกันก็ยากที่สุด

“It’s not what happens to you, but how you react to it that matters.”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่สำคัญมากเท่ากับวิธีที่เราเลือกจะตอบสนองต่อมัน

เขาเชื่อว่าคนเราไม่อาจควบคุมโลกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควบคุมได้คือจิตใจของตัวเอง ถ้าหากเลือกตอบสนองด้วยสติ อย่างไรเสีย เราก็จะเป็นอิสระอยู่เสมอ ความทุกข์ของเราไม่ได้มาจากสิ่งที่เกิดขึ้น มันมาจากความคิดที่เรามีต่อสิ่งนั้น หากรู้เช่นนี้แล้วก็จะไม่เสียเวลาไปกับความโกรธหรือความกลัวในสิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนได้

แต่เอปิชตีตูสไม่เคยสอนให้ละทิ้งความรัก เขาสอนให้รักโดยไม่ยึดติด แม้จะกังวลอยู่บ้างว่าการสอนเรื่องความรักอาจขัดแย้งกับหลักความสุขของตัวเอง ‘ความสุขแบบสโตอิก’ (Eudaimonia) จึงถูกขยายให้ลึกซึ้งขึ้น สุขแบบสโตอิกนั้นหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างไร้อารมณ์ร้อน ปราศจากความอยาก ความเจ็บปวด ความโศกเศร้า ความกลัว ไม่มีความหลงใหลหรืออารมณ์ที่เกินจะควบคุมได้ พวกเขาสำรวจความรู้สึกของตัวเองอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้หลงใหลจนเกินพอดี เอปิชตีตูสแนะนำให้ฝึกสิ่งที่เรียกว่า ‘การจินตนาการถึงสิ่งชั่วร้ายล่วงหน้า’ (Premeditatio Malorum) เมื่อต้องเผชิญกับความรัก

การรู้ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ไม่จีรังทำให้เรารักอย่างเข้าใจ และไม่หวาดกลัววันที่ต้องสูญเสีย เพราะเมื่อรู้ว่าทุกสิ่งอาจจากไปได้เสมอ เราจะยิ่งเห็นคุณค่าตอนที่เขายังอยู่มากขึ้น

“Keep company only with people who uplift you, whose presence calls forth your best”

อยู่กับผู้คนที่ทำให้เจ้ายกระดับตัวเอง เพื่อนร่วมทางที่ทำให้ความดีและความสามารถที่ดีที่สุดของเจ้าเกิดขึ้น

ผู้ที่รู้จักเอปิชตีตูสต่างบอกว่าเขาเป็นยอดมนุษย์ที่เดินบนวิถีแห่งความสงบอย่างแท้จริง

(04)

Que Sera, Sera

แม้ว่าปรัชญาสโตอิกจะเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยกรีกโรมันโบราณ แต่มันก็ยังเจ๋งและทันสมัยในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ ข่าวสารกระหน่ำใส่สมอง กระทั่งชื่อเสียงเงินทอง ยอดไลก์ในหน้าฟีดที่เราเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น บ่อยครั้งก็โกรธเมื่อชีวิตไม่เป็นดังใจ เศร้าเพราะสูญเสียสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้

สโตอิกเหมือนพี่เลี้ยงใจดีที่คอยดึงสติเราให้แยกแยะระหว่างสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ สิ่งที่ควบคุมได้คือความคิด การตัดสินใจ การกระทำ และหัวใจของตัวเราเอง แต่หากเป็นความคิดเห็นของคนอื่น สภาพอากาศ สภาพเศรษฐกิจ อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราแยกมันเป็น ชีวิตก็จะเบาสบายขึ้นเหมือนถอดเป้หนักหลายกิโลออกจากหลัง ทั้งสโตอิกยังสอนให้ผู้คนเห็นความล้มเหลวและความทุกข์เป็นเหมือนครูของชีวิต ไม่ห้ามให้เราไม่รักแต่ให้รักอย่างพอดี ไม่ยึดติดจนกลายเป็นทาสของความปรารถนา ปรัชญาสโตอิกเปล่าเป็นตำราเล่มเก่าที่ถูกฝุ่นเกาะหนาเตอะ หากแต่เป็นคู่มือชีวิตยุคใหม่ที่ควรเปิดดู

ในโลกที่แสนวุ่นวายและดูเหมือนจะวุ่นวายมากขึ้นอีก ปรัชญาสโตอิกจะทำให้เราหัวเราะกลางห่าฝน หรือวันใดไม่อาจหนีพายุลูกใหญ่ที่โหมเข้ามาได้ทัน ก็จะพยักหน้ายินดีให้แก่การพัดพาของโชคชะตาที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลว

Now I have children of my own. They ask their mother, “What will I be?”

“Will I be handsome? Will I be rich?” I tell them tenderly

ตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว พวกเขาถามฉันว่าโตขึ้นไปหนูจะเป็นยังไงนะ

หนูจะหล่อมั้ย หนูจะร่ำรวยหรือเปล่า ฉันตอบพวกเขาด้วยความเอ็นดู

“Que sera, sera. Whatever will be, will be.

The future’s not ours to see. Que sera, sera. What will be, will be”

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อนาคตนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองเห็นได้

จำที่แม่บอกให้ขึ้นใจนะรู้มั้ย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...