โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

EV โตพุ่งแต่ไร้ระบบจัดการแบต TESTA ชงรัฐบาลทำ ‘แบตเตอรี่พาสปอร์ต’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 00.03 น.

ตลาดรถอีวีไทยโตเร็ว ขณะที่ยังมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการแบตเตอรี่ TESTA คาดอีก 5 ปีจะมีขยะแบตรถยนต์ 7 พันตัน แถมเพิ่มพรวดเป็น 3 หมื่นตันในอีก 3 ปีถัดมา ชงกระทรวงอุตฯ-กรมการขนส่งฯควบคุมด่วน ชี้ถ้าไม่จริงจัง ค่ายรถก็เฉย เสนอทำ “แบตเตอรี่พาสปอร์ต” ลงทะเบียนตั้งแต่ต้นทางจนถึงคนใช้งานสุดท้าย

ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และในฐานะนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และพบว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการปริมาณแบตเตอรี่ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งานแบตเตอรี่ที่เปลี่ยนไป จากเดิมกว่า 98% ของการใช้งานเป็นแบตเตอรี่ตะกั่ว

ที่ประเทศไทยมีการบริหารจัดการในส่วนของการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และมีการสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์ ทั้งระบบจัดการ การรับซื้อคืน รวมไปถึงมีอุตสาหกรรมในประเทศรองรับการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ และถือเป็นสินค้าที่มีมูลค่า

แต่ในส่วนของความท้าทายในการจัดการแบตเตอรี่ประเภทใหม่ ทั้งลิเทียมไอออนและนิกเกิล โดยเฉพาะการใช้งานในยานยนต์ไฟฟ้า ยังไม่มีการบริการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในรถ EV ที่มีขนาดใหญ่และมีความอันตราย ทั้งยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและยังไม่มีอุตสาหกรรมในประเทศรองรับ และ Ecosystem ยังไม่เกิดขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีการส่งเสริมการใช้งานและการกำจัดแบตเตอรี่อย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร ทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป หรือแม้แต่จีน ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องจัดตั้งรูปแบบของการจัดการขยะของเสียที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

“ในส่วนของประเทศที่พัฒนาแล้ว เขามีการแยกขยะชัดเจน ขยะอันตราย/ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องมีนโยบายการจัดการที่ชัดเจน และคนในประเทศเหล่านี้มีวินัยสูง ไม่ว่าจะเป็นคนทิ้ง คนดูแล และคนกำกับดูแลด้านกฎหมาย ขณะที่ประเทศไทย ปัญหาจะน้อยลงหากรัฐบาลเข้มงวดและกวดขันในการจัดการขยะของเสียทั้งหมดอย่างจริงจังก่อน”

สำหรับประเทศไทยนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการหารือและพยายามเสนอแนวทางการดูแล บริหารจัดการแบตเตอรี่จากรถยนต์ ทั้งในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฮบริดที่มีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดูแลและจัดการกับซากของขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือซากแบตเตอรี่ โดยเฉพาะต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการอย่างจริงจัง และกำหนดเป็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะการกำกับดูแลผ่านค่ายรถยนต์จีนจากที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย หากประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดข้อบังคับอย่างชัดเจน ก็จะมีผลให้บริษัทเหล่านี้ไม่มีแผนงานที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน

“ถ้าเราไม่กำหนด ประเทศไม่มีแผน ค่ายรถเหล่านี้เขาก็ไม่มีแผนเหมือนกัน ดังนั้น เราควรจะต้องมีกฎหมายเรื่องการดูแล ส่วนค่ายยุโรปกับญี่ปุ่น เขามีแนวทางความรับผิดชอบให้เห็น เช่น มีการกำหนดวิธีการเก็บ และส่งทิ้งอย่างถูกต้อง มีมาตรฐาน ISO มี Safety Box และกำกับควบคุมระบบโลจิสติกส์ที่ชัดเจน เพราะซากแบตเตอรี่เหล่านี้ถือเป็นของอันตราย ต้องมีเส้นทางการกำกับดูแลที่ชัดเจน”

สำหรับสมาคม ทั้งใน ENTEC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการหารือเรื่องดังกล่าวว่าต้องทำให้มีข้อบังคับข้อกำหนดที่เป็นกฎหมาย แนวทางการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใกล้เคียงที่สุด คือ พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรมฉบับใหม่ และร่าง พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ดร.พิมพากล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าในปี 2030 ประเทศไทยจะมีแบตเตอรี่จากยานยนต์ทิ้งประมาณ 7,000 ตัน และจะเพิ่มเป็น 30,000 ตันในปี 2033 หรือในอีก 3 ปีถัดมา และคาดว่าในปี 2044 อาจจะมีปริมาณเพิ่มเป็น 1 ล้านตัน ดังนั้น ในขณะนี้ถือว่าประเทศไทยยังมีเวลาอีกไม่มากที่จะผลักดันมาตรการกำกับดูแล โดยอาจจะเริ่มจากการกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผ่าน QR Code เพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ หรือหากแบตเตอรี่มีการเปลี่ยนมือ ก็สามารถติดตามย้อนกลับ หรือมีการทิ้ง กำจัดไม่ถูกต้อง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ซึ่งรัฐบาลสามารถตั้งเป็นข้อกำหนด และระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กรณีที่มีการยื่นขอจดทะเบียน ผู้ใช้หรือผู้ขาย จะต้องมีข้อมูลผู้รับผิดชอบในการกำจัดซาก เพื่อสร้างการตระหนักรู้ ซึ่งระบบดังกล่าว หรือแบตเตอรี่พาสปอร์ต จะมีระบบข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ไปจนถึงผู้ใช้งานคนสุดท้าย รวมถึงการส่งไปกำจัด หรือนำกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ใหม่ สามารถติดตามได้ทั้งระบบ เป็นการลดปัญหาการก่อมลพิษ โดยอาจจะนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาดมาใช้บังคับร่วมด้วย เพราะถือว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ รวมถึงผู้บริโภค จะต้องร่วมกันรับผิดชอบ

“สมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนจะเสนอเรื่องดังกล่าว ทั้งการกำหนดวิธีการกำกับดูแลแบตเตอรี่ไว้ใน พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม ร่าง พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ.อากาศสะอาด พร้อมทั้งเสนอกระทรวงอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ผลักดันการจัดทำแบตเตอรี่พาสปอร์ต เพื่อควบคุมการใช้งานแบตเตอรี่ โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถอีวี ให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : EV โตพุ่งแต่ไร้ระบบจัดการแบต TESTA ชงรัฐบาลทำ ‘แบตเตอรี่พาสปอร์ต’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...