โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมษา พฤษภา 2553 ลับ ด่วนมาก ที่ 1407 ศอฉ. สัญญาณ เลือด ไม่ อำพราง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 02.31 น.

ยุทธการแดงเดือด

เมษา พฤษภา 2553

ลับ ด่วนมาก ที่ 1407 ศอฉ.

สัญญาณ เลือด ไม่ อำพราง

หากมองจากด้านของความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน “เจ้าหน้าที่” ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของ “ประชาชน” นำไปสู่บทสรุปที่มีทั้งด้านที่เห็น “ร่วม” และมีความ “ต่าง” อย่างเด่นชัด

หากมองจากด้านของ เกษม เพ็ญภินันท์ อันเหมือนกับเป็นบทสรุปจาก “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม” หรือ “ศปช.”

ซึ่งเริ่มต้นจาก “พิจารณาความผิดพลาดของการสลายการชุมนุม”

พบว่า ฝ่ายรัฐบาล และ ศอฉ.ต้องการเร่งการปฏิบัติการเพื่อยึดพื้นที่บริเวณย่านผ่านฟ้าลีลาศภายในวันนั้น โดยมิได้ประเมินความสูญเสียที่เกิดขึ้นตามมาจากการกระทำเกินกว่าเหตุ

จนนำไปสู่การเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ก่อนที่จะปิดบังความรับผิดชอบของตนเองด้วยการโยนความผิดให้แก่กลุ่มคนชุดดำ แกนนำ นปช.และกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

วาทกรรม “ผู้ก่อการร้าย” ของฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ.เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม และกลายเป็นถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนสื่อแขนงต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2553 เป็นต้นมา

เพื่อสร้างความชอบธรรมของ “การขอคืนพื้นที่” โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐให้แก่ฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ.

และกล่าวโทษกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงสำหรับความสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้เพียง 3 วันให้หลังวันที่ 10 เมษายน 2553 ศอฉ.ก็ได้ยกระดับความรุนแรงของมาตรการต่างๆ

ดังปรากฏผ่าน วิทยุ ผอ.ศอฉ.ลับที่ กห.0407 45/84 ลงวันที่ 13 เมษายน 2553

อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถทำการยิงโดยใช้อาวุธปืนลูกซองได้หากพบเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคาม

หรือกลุ่มติดอาวุธ

และมาในวันที่ 17 เมษายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ.ได้ลงนามในบันทึกข้อความ ศอฉ.ลับ ด่วนมาก ส่วนราชการที่ 1407.45 (สยก.)/130

เรื่อง ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ.ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติการ ณ จุดตรวจด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่

โดยให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธกระสุนจริงต่อผู้ชุมนุมได้

และอนุญาตให้ใช้ “พลแม่นปืน” (marksmanship) รวมถึงสามารถร้องขอการสนับสนุน “พลซุ่มยิง” (sniper) จาก ศอฉ.

ออกจาก “ศปช.” ไปยังสถานการณ์เช้าวันที่ 11 เมษายน 2553 เห็นอะไร

หากติดตามผ่าน “บันทึกประเทศไทยปี 2553” ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงโดยศูนย์ข้อมูลมติชน

ก็จะสัมผัสได้ในการเคลื่อนไหว

ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร หรือศูนย์เอราวัณรายงานตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตว่า มีผู้เสียชีวิต 20 คน บาดเจ็บรวม 858 คน

เป็นพลเรือน 15 ทหาร 5

ต่อมา มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ขณะเดียวกัน ม็อบยึดรถสายพานและอาวุธทหารจำนวนมากแล้วเอาไปโชว์ที่เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ

วันรุ่งขึ้น 11 เมษายน นปช.นำหีบศพสีแดงจำนวน 14 ศพ มาตั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แกนนำประกาศกร้าวให้นายกรัฐมนตรียุบสภาแล้วออกนอกประเทศไปทันที

ทางด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ ศอฉ. แถลงโต้ว่า ทหารไม่ได้ทำร้ายประชาชน แต่มีกลุ่มติดอาวุธสงครามแฝงอยู่ในผู้ชุมนุมยิงประชาชน

ค่ำวันที่ 11 เมษายน แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหารือร่วมกันที่โรงแรมมิเลเนียมฮิลตัน มีมติให้ยื่นเงื่อนไขการเจรจาโดยให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 6 เดือนหรือภายในเดือนตุลาคมแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ขณะที่ทางด้านแกนนำพรรคประชาธิปัตย์มีท่าทีไม่เห็นด้วย

อุณหภูมิความขัดแย้งลดลงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 3 วัน กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศพักรบ หันมาเล่นสงกรานต์กันบริเวณที่ชุมนุมอย่างสนุกสนาน

วันที่ 13 เมษายน สำนักราชเลขาธิการแถลงการณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และค่าใช้จ่ายในการฌาปนกิจศพแก่เจ้าหน้าที่และประชาชนในกรณีเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2553

วันถัดมาม็อบคนเสื้อแดงเลิกเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อไปรวมตัวชุมนุมกันที่ราชประสงค์แห่งเดียว

สอดรับกับที่มีการบันทึกไว้ใน “ภาพ ชีวิต และการต่อสู้ของคนเสื้อแดง”

นั่นก็คือ ภาพในวันที่ 11 เมษายน 2553 โลงศพสีแดงถูกนำมาวางเรียงไว้สำ หรับบรรจุศพ “คนเสื้อแดง” ที่เสียชีวิตจากการลายการชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ญาตินำรูปผู้เสียชีวิตมาวางไว้บนโต๊ะระหว่างการทำบุญอุทิศส่วนกุศลท่ามกลางความรู้สึกเศร้าสลด

ก่อนตัดสินใจย้ายการชุมนุมทั้งหมดไปรวมกันที่ราชประสงค์เพียงจุดเดียว

เพื่อความปลอดภัยในวันที่ 14 เมษายน 2553

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ เกษม เพ็ญภินันท์ ปิดท้ายบทความขนาดยาว “ข้อเท็จจริงการเสียชีวิตและความรุนแรงเมษา 53” ภายใต้การตั้งข้อสมมุติฐานจากเริ่มต้นของบทความ

ว่าด้วย “พัฒนาการสู่ความรุนแรงในเดือนเมษายน 2553”

ที่ว่า เหตุการณ์การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน (พฤษภาคม) 2553 มีการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในเขตกรุงเทพมหานครในระดับสูงสุดนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เลือกใช้กำลังทหารเข้าจัดการการชุมนุมมากกว่าจะใช้กำลังตำรวจปราบจลาจลที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยตรง

และเป็นการใช้กำลังทหารต่อพลเรือนในระดับปฏิบัติการรบ

ขณะเดียวกัน ยิ่งหลังเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 เด่นชัดอย่างยิ่ง ว่ารัฐบาลและ ศอฉ.ได้ยกระดับปฏิบัติการสูงขึ้นไปอีก ดังปรากฏในบันทึกข้อความ ศอฉ.ลับ ด่วนมาก เมื่อวันที่ 17 เมษายน

และบรรยากาศและสภาพการณ์เช่นนั้นเองจึงนำไปสู่การตัดสินใจของ นปช. ดังเห็นได้จากท่อนท้ายบทความของ เกษม เพ็ญภินันท์

แกนนำ นปช.ได้ตัดสินใจย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณผ่านฟ้าลีลาศมารวมกันที่บริเวณย่านราชประสงค์ ส่วนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงก็กดดันรัฐบาลและศอฉ.เพิ่มขึ้น

เพื่อให้แสดงความรับผิดชอบและนำบุคคลที่สั่งการสลายการชุมนุมมาลงโทษ

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของแกนนำ นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดงได้ขยายปมปัญหาทางการเมือง จากเดิมการเรียกร้องให้ยุบสภา

ไปสู่ปัญหาความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมษา พฤษภา 2553 ลับ ด่วนมาก ที่ 1407 ศอฉ. สัญญาณ เลือด ไม่ อำพราง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...