“คริปโตฯ” สะเทือนทั่วกระดาน ถูกบังคับชำระบัญชีกว่า 1 พันล้านดอลล์
กระแสเทขายกดดันสินทรัพย์ดิจิทัลหนัก บิตคอยน์-อีเธอร์รูด 8-10% ขณะที่กลุ่มโทเคนเล็กทรุดเกือบ 70% นับตั้งแต่ต้นปี หลังมีการบังคับชำระบัญชีมาร์จิ้นครั้งใหญ่
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 16.55 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ของสถานะคริปโตฯที่มีการกู้ยืมมาร์จิ้น (leveraged positions) ถูกบังคับชำระบัญชี (liquidated) ในวันจันทร์ หลังราคาเหรียญดิจิทัลร่วงลงอย่างรุนแรงอีกครั้ง ส่งแรงกดดันรอบใหม่ต่อการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วทั้งตลาด
บิตคอยน์ ร่วงลงมากสุดถึง 8% แตะระดับ 83,824 ดอลลาร์ในนิวยอร์ก ส่งผลให้ราคาดิ่งลงเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ขณะที่ อีเธอเรียม ดิ่งลงมากสุด 10% แตะระดับต่ำสุดที่ 2,719 ดอลลาร์ และลดลงราว 36% ตลอดเจ็ดสัปดาห์ที่ผ่านมา การปรับฐานครั้งนี้กระทบหนักยิ่งขึ้นต่อโทเคนขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งมักผันผวนแรงและวิ่ง outperform ในช่วงตลาดขาขึ้น ดัชนี MarketVector ที่ติดตามคริปโตฯในครึ่งล่างของ 100 สินทรัพย์ใหญ่สุด ร่วงลงเกือบ 70% ตั้งแต่ต้นปี
ตลาดคริปโตฯยังอยู่ในภาวะเปราะบางหลังการเทขายต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม เมื่อสถานะ leveraged มูลค่าราว 19,000 ล้านดอลลาร์ถูกบังคับชำระบัญชี หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทำให้ตลาดผันผวนจากการขู่ขึ้นภาษี ตามข้อมูลของ Coinglass เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังบิตคอยน์ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 126,251 ดอลลาร์ การบังคับปิดสถานะที่มีเลเวอเรจจำนวนมากในคราวเดียวเช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ต.ค. มักถูกเรียกว่า liquidation cascade
นักเทรดใช้ข้อมูลการชำระบัญชีเป็นตัวชี้วัดระดับเลเวอเรจในระบบ เพื่อประเมินความเสี่ยงและดูว่าการชำระบัญชีจำนวนมากได้ล้างการเก็งกำไรส่วนเกินในตลาดหรือยัง แต่ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ครบถ้วน เนื่องจากในอุตสาหกรรมมีการวิจารณ์ว่าบางแพลตฟอร์มให้ข้อมูลไม่ครบ ทำให้ประเมินเลเวอเรจจริงในระบบได้ยาก
ฌอน แมคนัลตี หัวหน้าฝ่ายเทรดอนุพันธ์ APAC ของ FalconX กล่าวว่า “เป็นจุดเริ่มต้นเดือนธันวาคมที่ชัดเจนว่า risk-off …ความกังวลใหญ่ที่สุดคือเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF ที่น้อยมาก และไม่มีแรงซื้อดักรอบย่อ เราคาดว่าแรงกดดันเชิงโครงสร้างจะยังคงต่อเนื่อง และกำลังจับตาระดับ 80,000 ดอลลาร์ว่าเป็นแนวรับสำคัญของบิตคอยน์”
ตลาดคริปโตฯ ยังถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เมื่อหุ้นสหรัฐเปิดสัปดาห์ด้วยท่าทีระมัดระวัง ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วงและเงินเยนแข็งค่าหลังผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาซูโอะ อุเอดะ ส่งสัญญาณชัดที่สุดว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้
คารีม ดันแดชี เทรดเดอร์ OTC ของ Flowdesk ระบุว่า “เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม นักลงทุนโฟกัสไปที่ทิศทางนโยบายการเงินโลก …เฟดกลับมาคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังสัปดาห์ก่อนความกังวลทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจไม่ลด อีกทั้ง BOJ เองก็ดูมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นที่ผันผวน”
ขณะเดียวกัน Strategy Inc. ของไมเคิล เซย์เลอร์ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่าบริษัทได้กันเงินสำรอง 1.4 พันล้านดอลลาร์ไว้เพื่อจ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ยในอนาคต เพื่อบรรเทาความกังวลว่าบริษัทอาจต้องขายบิตคอยน์ ซึ่งถืออยู่ราว 56,000 ล้านดอลลาร์ หากราคาเหรียญยังร่วงต่อ
ค่า mNAV ตัวชี้วัดเปรียบเทียบมูลค่ากิจการกับมูลค่าบิตคอยน์ในครอบครอง อยู่ที่ประมาณ 1.11 ในวันจันทร์ สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าอาจเข้าสู่โซนลบ ซึ่งฟง เหลย เคยระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า หากเกิดขึ้นบริษัทอาจต้องขายบิตคอยน์บางส่วน หุ้น Strategy ร่วงมากกว่า 10% ในวันจันทร์ และดิ่งลงราว 66% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2567
Strategy ยังได้เพิ่มผลตอบแทนหุ้นบุริมสิทธิแบบ Perpetual Series A “Stretch” อัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็น 10.75% โดยจ่ายปันผลรายเดือน
ด้านกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐรับเงินไหลเข้าราว 70 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากไหลออกกว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่ผ่านมา โดยแรงขายส่วนใหญ่มาจาก iShares Bitcoin Trust ที่นักลงทุนขายต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ ซึ่งนานที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเปิดในปี 2567
สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ569 ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเผยแพร่มีผลต่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อหรือไม่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าเขาตัดสินใจเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่แล้ว โดยระบุอย่างชัดเจนว่าต้องการผู้ที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ย
นอกจากนี้ S&P Global Ratings เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ปรับลดอันดับความเสถียรของ USDT ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลงสู่ระดับต่ำสุด พร้อมเตือนว่าการร่วงของบิตคอยน์อาจทำให้สินทรัพย์ค้ำประกันมีไม่พอ ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ก็ออกคำเตือนเมื่อวันเสาร์ เกี่ยวกับความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงสเตเบิลคอยน์ และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐประสานงานกันเข้มงวดขึ้นเพื่อปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ดันแดชีจาก Flowdesk กล่าวว่า ตลาดอาจเริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี
“คำถามสำคัญคือ ข้อมูลเศรษฐกิจจะมาหยุดยั้งความหวังเรื่องการผ่อนคลายทางการเงินปลายปีนี้ได้หรือไม่”
อ้างอิง : www.bloomberg.com