หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก รับแรงซื้อหุ้นชิป คาดเฟดลดดบ.ยังไม่เปลี่ยน แม้จ้างงานสหรัฐฯ ต่ำคาด
หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก รับแรงซื้อหุ้นชิป คาดเฟดลดดบ.ยังไม่เปลี่ยน แม้จ้างงานสหรัฐฯ ต่ำคาด
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 ม.ค. 69 7:44: น.
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) โดยดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 237.96 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังได้แรงหนุนหลักจากหุ้น Broadcom และกลุ่มผู้ผลิตชิปอื่น ๆ ขณะที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนธ.ค. ออกมาอ่อนแอกว่าคาดการณ์เล็กน้อย แทบไม่ส่งผลต่อความคาดหวังของตลาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,504.07 จุด เพิ่มขึ้น 237.96 จุด หรือ 0.48% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,966.28 จุด เพิ่มขึ้น 44.82 จุด หรือ 0.65% ขณะที่ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,671.35 จุด เพิ่มขึ้น 191.33 จุด หรือ 0.81% โดยตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ ปรับขึ้น 2.3% ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.6% และดัชนีแนสแดค เพิ่มขึ้น 1.9%
ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ของวอลล์สตรีท ต่างปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายเต็มสัปดาห์แรกของปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นในกลุ่มวัสดุ อุตสาหกรรม และภาคส่วนอื่น ๆ ที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยี
ในบรรดาหุ้น11 กลุ่ม ที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า มี 9 กลุ่มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยกลุ่มวัสดุที่เพิ่มขึ้น 1.8% ตามด้วยกลุ่มสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น 1.24%
รายงานจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกเกษตรเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.4% สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะอ่อนแออย่างรวดเร็ว
หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX พุ่งขึ้น 2.7% ทำสถิติสูงสุดใหม่ หุ้น Lam Research เพิ่มขึ้น 8.7% ปิดที่ 218.36 ดอลลาร์สหรัฐ หลัง Mizuho ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของผู้ผลิตเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมชิปจาก 200 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 220 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หุ้น Broadcom ปรับขึ้น 3.8% หุ้น Alphabet เพิ่มขึ้น 1% และ Tesla ขยับขึ้น 2.1% ซึ่งทั้งหมดช่วยหนุนดัชนี S&P 500 และดัชนีแนสแดคให้ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ หุ้น Vistra ยังพุ่งขึ้น 10.5% หลังจาก Meta Platforms ตกลงซื้อพลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของบริษัท
ซาคารี ฮิลล์ หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนของ Horizon Investments ระบุว่า นักลงทุนเริ่มลงทุนในหุ้นธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น และคัดเลือกผู้ชนะและผู้แพ้ในระดับรายบริษัทและรายกลุ่มย่อย ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก เพราะสะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าใกล้ช่วงสร้างรายได้จริงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ ด้านหุ้น Intel ปรับตัวขึ้นเกือบ 11% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ได้พบหารือกับลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท และชี้ว่าเป็นการประชุมที่ยอดเยี่ยม
มูลค่าหุ้นในวอลล์สตรีท ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 โดยดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ ForwardP/E ประมาณ 22 เท่า ลดลงจาก 23 เท่าในเดือนพ.ย. แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ระดับ 19 เท่า ตามข้อมูลจาก LSEG
กระแสการหมุนเงินลงทุนไปยังหุ้นที่เคยให้ผลตอบแทนต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มชัดเจนขึ้น โดยดัชนีหุ้นคุณค่าของ S&P 500 เพิ่มขึ้นราว 2% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 สูงกว่าการเพิ่มขึ้น 1% ของดัชนีหุ้นเติบโต
ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาสหรัฐฯ ระบุว่า จะยังไม่ตัดสินเรื่องความชอบธรรมตามกฎหมายในมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในวันศุกร์ ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากที่คาดหวังคำตัดสินต้องรอความชัดเจนต่อไป โดยนักลงทุนมองว่า ตลาดการเงินอาจเผชิญความผันผวนสูง หากศาลมีคำตัดสินให้ยกเลิกมาตรการดังกล่าว
หุ้นกลุ่มผู้ให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ได้สั่งการให้ตัวแทนของตนซื้อพันธบัตรสินเชื่อที่อยู่อาศัยมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยลดต้นทุนที่อยู่อาศัย โดยหุ้น LoanDepot พุ่งขึ้น 19.3%, หุ้น Rocket Companies เพิ่มขึ้น 9.6% และ Opendoor Technologies พุ่งขึ้น 13.1% ส่งผลให้ดัชนีที่อยู่อาศัยตลาดฟิลาเดลเฟีย เพิ่มขึ้น 5.7% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. ที่ผ่านมา
ขณะที่หุ้น General Motors ลดลงกว่า 2% หลังบริษัทเปิดเผยว่าจะบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกเลิกการลงทุนบางส่วนในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า
ที่มา Reuters
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ