โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Sam Kerr และ Kristie Mewis เมื่อการตั้งครรภ์ของคู่รักหญิง-หญิง ยังต้องเผชิญทัศนคติเหยียดเพศจากแฟนบอล

Mirror Thailand

อัพเดต 26 พ.ย. 2567 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2567 เวลา 07.18 น.
ภาพไฮไลต์

“เจ้าหนูเคอร์ร-เมวิสกำลังจะมาในปี 2025 จ้า!”
ซาแมนธา เคอร์ร (Samantha Kerr) สไตรเกอร์จากทีมเชลซีและฟุตบอลหญิงทีมชาติออสเตรเลีย ประกาศข่าวดีว่าเธอกับ คริสตี เมวิส (Kristie Mewis) กองกลางทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ดและฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา กำลังจะมีลูกคนแรกด้วยกัน หลังจากทั้งคู่ประกาศว่าคบหากันในปี 2021 และหมั้นกันในปี 2023

แน่นอนว่าข่าวการตั้งครรภ์เป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าก็น่าเศร้า ที่ท่ามกลางคอมเมนต์อันอบอุ่นจากเพื่อนร่วมทีมฟุตบอลและแฟนบอลอีกหลายคนนั้น พวกเธอก็ยังต้องเผชิญกับคอมเมนต์ใจดำมากมาย เช่น “นี่เลือกว่าใครจะเป็นคนอุ้มท้องด้วยวิธีไหนล่ะ ยิงจุดโทษเหรอ” หรือ “รับไม่ได้สุดๆ” ไปจนเสนอให้ทั้งสองเลิกเล่นกีฬาไปเลย (!!) ฯลฯ ตลอดจนการแสดงความเห็นที่เข้าข่ายเหยียดเพศอย่างไม่อาจปฏิเสธ
และนั่นก็ทำหลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “ที่ผ่านมา นักฟุตบอลชายบางคนทำร้ายร่างกายคนรักซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมด้วยซ้ำ แต่ไอ้แฟนบอลเหล่านี้ไม่ออกมาพูดอะไรสักแอะ แต่พอมีคู่รักเกย์ที่ตั้งครรภ์อย่างถูกกฎหมายและไม่ได้ทำร้ายใครเลย กลับเสนอหน้ามาแสดงความคิดเห็นสกปรกๆ มากมาย ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ทุเรศสุดๆ ไปเลย”

เคอร์รเป็นนักฟุตบอลหญิงที่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดในโลก เธอเติบโตมาจากการเล่นกีฬาสัญชาติออสเตรเลียอย่าง ‘รูลส์ ฟุตบอล’ (rules football) หรือกีฬายอดนิยมที่อธิบายคร่าวๆ คล้ายกับรักบี้ผสมฟุตบอล และถูกพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในกีฬาสนามที่โหดที่สุด ซึ่งในเมืองฟรีแมนเทิลที่เธอเติบโตนั้นไม่มีทีมรูลส์ฟุตบอลสำหรับเด็กผู้หญิง เคอร์รจึงต้องร่วมเล่นในทีมของเด็กผู้ชายตั้งแต่ 5-6 ขวบ และไม่ปริปากบอกใครว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงอยู่หลายปี
“ฉันรู้ว่าฉันเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในทีม แต่มันไม่ได้สร้างความกังวลอะไรให้ฉันเลย” เธอเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเธออย่าง My Journey to the World Cup (2023) “ฉันอยากเก็บเรื่องที่ว่าฉันเป็นเด็กผู้หญิงไว้เป็นความลับ เพราะไม่อยากให้เพื่อนร่วมทีมปฏิบัติต่อฉันต่างออกไปแค่เพราะว่าฉันเป็นเด็กผู้หญิงน่ะ” และเรื่องที่ชวนให้เธอชื่นใจมากที่สุดคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง เพื่อนร่วมทีมของเธอก็ตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ใช่เด็กผู้ชาย “แล้วพวกเด็กๆ ผู้ชายก็เดินมาบอกว่า ‘ใครจะไปสนล่ะ! เธอเล่นกีฬาเก่งจะตายไป’”
ทว่า เมื่อเธอโตขึ้น เรื่องของความแข็งแรงทางกายภาพก็ค่อยๆ กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ไม่ว่าเคอร์รและเพื่อนๆ ร่วมทีมจะพยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เท่าไร ก็ไม่อาจปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องมวลกล้ามเนื้อทางธรรมชาติได้ “ฉันเล่นกีฬาได้ดี และแม้จะรักการเล่นรูลส์ ฟุตบอลแค่ไหน ความแตกต่างด้านกายภาพระหว่างเหล่าเด็กผู้ชายกับฉันมันก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เกมเริ่มรุนแรงขึ้น มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันกลับบ้านพร้อมตาเขียวปั้ดข้างหนึ่ง ปากก็แตก เป็นตอนนั้นแหละที่พ่อกับพี่ชายบอกว่า ‘พอแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก’”โดยธรรมชาติแล้วรูลส์ ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายปะทะหนักหน่วงรุนแรง ผู้เล่นมีหน้าที่พาลูกฟุตบอลไปให้ถึงเส้นชัยโดยที่ทีมตรงข้ามจะกระโจนเข้ามาลาก, แท็กเกิลหรือพุ่งเข้าใส่เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวทุกวิถีทาง (เป็นปกติที่จะเห็นนักกีฬาอาชีพให้สัมภาษณ์หลังจบเกมในสภาพสะบักสะบอมสุดขีดเสมอ) “ตอนอยู่ในสนาม ฉันน่วมเอามากๆ และกลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด พ่อกับโค้ชถึงขั้นต้องจับฉันนั่งลง แล้วอธิบายว่าหากปล่อยให้ฉันลงแข่งต่อไป มันจะเป็นอันตรายใหญ่แน่ๆ” และทางอกที่ทั้งสองมอบให้เคอร์คือการเสนอให้เธอลองไปเล่นฟุตบอลดู เพราะเวลานั้น ออสเตรเลียมีทีมฟุตบอลหญิงสำหรับเด็กแล้ว และนั่นเองคือจุดเปลี่ยนชีวิตของเคอร์ร เมื่อเธอเปลี่ยนมาเล่นฟุตบอลในวัย 12 และสร้างผลงานได้โดดเด่นเสียจนถูกนิยามว่า พรสวรรค์ของเธอนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้พบได้โดยง่าย และในอีกสามปีต่อมา เธอก็ได้เข้าเล่นใน W-League อันเป็นลีกฟุตบอลหญิงของออสเตรเลีย ไม่นานหลังจากนั้น ชื่อของเธอก็ติดอยู่ในชุดทีมชาติ ถือเป็นกำลังหลักที่ทีมฟุตบอลหญิงออสเตรเลียจะขาดไปไม่ได้ในหลายๆ สนาม

เคอร์รยังเป็นหนึ่งในนักกีฬาฟุตบอลหญิงชุดแรกที่ได้ปรากฏตัวในเกม FIFA 16 ที่ปล่อยออกมาเมื่อปี 2015 ทั้งยังเซ็นสัญญากับแบรนด์ใหญ่อย่าง Nike รวมทั้งเล่นโฆษณาชุด Dream Crazier ของแบรนด์ กับท่ากระโดดตีลังกลับหลังอันแสนไอคอนิกของเคอร์ร โดยธีมสำคัญของโฆษณาชุดนี้คือการพูดถึงความทะเยอทะยานของนักกีฬาหญิงที่ทำลายกำแพงความเชื่อและกำแพงเรื่องเพศด้วยผลงานที่ประจักษ์แก่สายตา
ต้นปี 2022 เธอขึ้นอันดับหนึ่งในฐานะนักฟุตบอลออสเตรเลียที่ทำประตูได้มากที่สุดในนามทีมชาติ หลังำไปได้ห้าแต้มจากการแข่งกับทีมชาติหญิงอินโดนีเซียในเอเชียนคัพ ทำให้สถิติทำประตูของเธออยู่ที่ 54 ประตู แซงหน้า ทิม คาฮิลล์ (Tim Cahill) ฟอร์เวิร์ดในตำนานชาวออสซี่ที่ทำไว้ 50 ประตูและถือเป็นสถิติที่อยู่มายาวนานหลายปี ทว่า หลายคนก็ไม่ได้แสดงความยินดีกับเธอนัก

ในสารคดี Matildas: The World at Our Feet (2023) เคอร์รชี้ให้เห็นว่าแม้แต่สื่อใหญ่ๆ ก็อคติต่อการทำประตูของนักกีฬาหญิง โดยเธอพาดหัวของสื่อ The Daily Telegraph ที่ระบุว่า สถิติของเธอนั้นยัง ‘ไม่เท่า’ กับความยิ่งใหญ่ที่คาฮิลล์เคยทำไว้ และเป็นสถิติที่ไม่ควรถูกนำมาเทียบเคียงกัน และหากทีมฟุตบอลหญิงอยากเฉลิมฉลองสถิติใหม่ในครั้งนี้ ก็ควรแยกต่างหากเป็น ‘สถิติใหม่ที่ทีมผู้หญิงทำ’ จะดีกว่า
“ลองจินตนาการว่าเด็กผู้หญิงสักคนมาอ่านบทความนั้นสิ” เคอร์รบอก “ไม่อยากเชื่อจริงๆ นะว่าในวันนี้ ยุคสมัยนี้แล้ว ยังมีคนมาเขียนบทความอะไรแบบนี้อยู่อีก แถมเด็กผู้หญิงก็ต้องมาอ่านเจอบทความนี้ เพื่อจะพบว่า The Daily Telegraph เพิ่งตีพิมพ์บทความเหยียดเพศในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวฉันเลยนะ แต่แค่อยากให้ลองนึกว่าเด็กผู้หญิงสักคนโตมากับการอ่านบทความนี้ แล้วเธอคงคิดว่า ‘ไม่ว่าจะพยายามอย่างหนักแค่ไหน ก็คงไม่มีทางถูกมองว่าเท่าเทียม (กับสิ่งที่ผู้ชายทำ) อยู่ดีแหละ’ แบบนั้นน่ะ”
ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เคอร์รและเพื่อนร่วมทีมชาติสร้างมาเป็นเวลาหลายปีนั้นออกดอกออกผลงอกงามกว่าที่เธอคิดไว้ “ตอนแรกฉันไม่คิดว่าการลงเล่นทีมชาติมันจะสร้างแรงกระเพื่อมอะไรขนาดนั้น” เธอว่า “แต่ยิ่งลงเล่นบ่อยเข้า ก็พบว่ามันมีเรื่องพิเศษมากมายเกิดขึ้น”
“อย่างตอนนี้ เวลาเห็นเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายสวมเสื้อฟุตบอลหญิงทีมชาติที่มีชื่อพวกเราคนใดคนหนึ่งอยู่บนนั้น ฉันยังอยากหยิกตัวเองอยู่เรื่อยๆ เลย” เคอร์รบอก “มันเหมือนฝันเป็นจริงในที่สุดน่ะ ที่ได้เป็นภาพแทนของประเทศและได้สวมเสื้อเจ๋งๆ แบบนี้ลงแข่ง”
อย่างไรก็ดี เรื่องที่น่าผิดหวังอย่างที่สุดคือไม่ว่าเคอร์รหรือนักกีฬาหญิงคนใดจะทำสถิติหรือประสบความสำเร็จมากขนาดไหน ดูเหมือนว่าโลกกีฬาหลายประเภทยังพร้อมจะมองข้ามและหันมาโจมตีชีวิตส่วนตัวของพวกเธอแทน ดังที่เห็นจากโพสต์ประกาศตั้งครรภ์ที่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเคอร์รและคนรัก แต่กลับกลายเป็นว่ามีหลายคนเข้าไปแสดงความเห็นเหยียดเพศหรือพูดจาเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของพวกเธอ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่อะไรอื่นนอกไปเสียจากภาพสะท้อนความดำมืดและใจแคบของวงการฟุตบอล ที่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการปรับเปลี่ยน แก้ไขทัศนคติของแฟนกีฬาหลายๆ คนที่เห็นได้ชัดว่าหมุนตามโลกไม่ทันอีกต่อไปแล้ว

อ้างอิง
https://www.theguardian.com/sport/2020/sep/19/matildas-captain-sam-kerr-interview

https://www.lgbtqnation.com/2024/11/soccer-superstars-kristie-mewis-samantha-kerr-are-expecting-a-baby/

https://www.smh.com.au/sport/soccer/such-a-sexist-comment-kerr-calls-out-socceroos-great-in-new-documentary-20230419-p5d1l8.html

https://www.borgenmagazine.com/fighting-for-gender-equality/

https://www.marieclaire.com.au/latest-news/samantha-kerr-gender-secret-young-player/

https://www.news.com.au/sport/football/sam-kerr-opens-up-on-why-she-had-to-hide-her-gender-as-a-junior-footballer/news-story/031f7ce28ba2237ffa5296a5b8bdff5c

รูป Gaffer

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...