โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ราชันแห่งความตะกละหวนคืน [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 08 พ.ย. 2567 เวลา 06.13 น. • Bifrost Publishing
เขาเคยตายในฐานะนักรบของแดนสวรรค์ ก่อนจะได้โอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะ

<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p style="text-align:center;"><strong>ราชันแห่งความตะกละหวนคืน</strong><br><strong>The Second Coming of Gluttony</strong></p><p style="text-align:center;"><strong>นิยายแฟนตาซี-แอ็คชั่นผจญภัย ของชายคนหนึ่งที่ได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้ง พร้อมเศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับอนาคตในต่างโลก </strong></p><figure style="width:50%;" class="image image_resized"><img loading="lazy" src="https://image.dek-d.com/28/1033/2322/134546037"></figure><p style="text-align:center;"><strong>เรื่องย่อ</strong></p><p class="indent-a"><span style="color:hsl(0,0%,25%);">ตอนที่ <strong>‘ซอลจีฮู’</strong> รู้ว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น ก็เป็นช่วงสมัยประถมศึกษาที่เขามองเห็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งของต่างๆ เป็นสีเขียว เขาตั้งชื่อให้มันว่า ‘กรีนอายส์’ และใช้พลังนี้ไปกับการเสี่ยงโชคในคาสิโน</span></p><p class="indent-a"><span style="color:hsl(0,0%,25%);">ช่วงแรกเขารู้สึกเหมือนเทพธิดาแห่งโชคลาภอยู่ข้างเขาตลอดเวลา แต่หลังจากใช้ความสามารถที่มีบ่อยเกินไป เขาก็ได้สูญเสียพลังพิเศษไปทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้เลิกเล่นการพนัน เขายังคงเสี่ยงโชคไปเรื่อยๆ กลายเป็นผีพนันที่มีหนี้สินมหาศาล ชีวิตเหลวแหลก ครอบครัวพัง ทั้งยังขู่เข็ญเอาเงินจากแฟนสาวอีก</span></p><p class="indent-a"><span style="color:hsl(0,0%,25%);">และในช่วงที่ชีวิตกำลังตกต่ำถึงขีดสุด ซอลกลับฝันประหลาด ความฝันนี้ต่างไปจากความฝันทั่วไป เขาฝันเห็นโลกที่ต่างไปจากยุคปัจจุบัน และเขายังได้ต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์อีกด้วย บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความฝันเหลวไหลก็ได้ หากฉากในฝันนั้นไม่ได้กำลังเกิดขึ้นกับเขาจริงๆ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:hsl(0,0%,25%);">เมื่อซอลได้รับข้อเสนอจากหญิงสาวปริศนาให้เดินทางไปยังโลกที่เขาเพิ่งฝันถึง ซอลจึงตัดสินใจหันหลังให้โลกใบนี้ และออกเดินทางไปยังแดนสวรรค์ สถานที่ในความฝันที่มีชายผู้หนึ่งตายไปอย่างน่าอนาถ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:hsl(0,0%,25%);">เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพลังพิเศษ ความฝัน ชายผู้นั้น และโลกในแดนสวรรค์เกี่ยวข้องกับตัวเขาอย่างไร!</span></p><p style="text-align:center;">***</p><p style="text-align:center;"><strong>ชื่อเรื่องภาษาไทย : ราชันแห่งความตะกละหวนคืน </strong><br><strong>ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ : The Second Coming of Gluttony</strong><br><strong>ผู้เขียน : Ro Yu Jin (로유진)</strong></p><p style="text-align:center;">***</p><p style="text-align:center;">ถ้าชอบนิยายเรื่องนี้ ฝากกดหัวใจ กดติดตาม เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ</p><p style="text-align:center;"><strong>อ่านนิยายฟรีวันละ 3 ตอน จนกว่าจะติดเหรียญ</strong></p><p style="text-align:center;"><strong>อัปสามเวลา 7.00 / 16.00 / 21.00 น. </strong></p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>บทนำ (1)</h2><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ฉึก!</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เลือดได้พุ่งกระจายออกมาจนทั่ว สายตาที่มึนงงของหญิงสาวได้มองลงไปบนหอกที่ปักคาอยู่บนอกด้านซ้ายของเธอ เมื่อเธอรู้สึกได้ถึงคมหอกหนาวเย็นที่ทะลวงหัวใจเธออยู่ นัยน์ตาของเธอได้สั่นไหวไปพร้อมๆ กับร่างกายที่หมดแรงลงไปอย่างช้าๆ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ในขณะที่หญิงสาวได้ทรุดตัวลงไปกับพื้น เจ้าของเสียงร้องที่ปวดร้าวก็ได้วิ่งเขาไปที่ด้านหลังของชายผู้ใช้หอก ผู้ใช้หอกตื่นตกใจกับเสียงที่กําลังเข้ามาใกล้เขาอย่างรวดเร็วจนปล่อยหอกให้หลุดมือ แต่ถึงอย่างนั้นนั้นผู้ใช้หอกก็ได้หมุนตัวกลับไปเหวี่ยงหมัดเขาใส่ศัตรูที่เข้ามาทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เป้าหมายได้กระเด็นถอยหลังไปเพราะแรงกระแทก แต่ว่าผู้ใช้หอกก็ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาได้เหวี่ยงหมัดที่ชุ่มโชกเลือดของเขาไปอีกครั้งหนึ่ง</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">โพละ!</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ศีรษะของเป้าหมายได้ระเบิดออกมาในทันที แต่ถึงแบบนั้นผู้ใช้หอกก็ยังไม่ยอมหยุด หนึ่งหมัด สองหมัด สามหมัด… เขาได้คำรามและกรีดร้องพร้อมกับระดมหมัดเข้าใส่ศีรษะของเป้าหมายจนกระทั่งเขาบดขยี้กระโหลก และสมองออกเป็นชิ้น</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เมื่อนั้นเขาถึงได้หยุดหมัดลงและมองไปรอบๆ ด้วยสองตาที่แดงก่ำ เขาได้หยิบหอกของเขาขึ้นมา จากนั้นก็ถีบตัวพุ่งออกจากพื้นที่ซึ่งเปียกโชกไปด้วยของเหลวจากสมองและเศษซากเนื้อมนุษย์</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ชายที่คล้ายกับปีศาจได้พุ่งเข้าไปในกลุ่มหมอก</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">กลุ่มหมอกจากขี้เถ้า….</span></p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">***</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a"><span style="color:black;">แค่ก หญิงสาวซึ่งทรุดตัวลงนั่งอยู่ได้ไอออกมาอย่างหนัก กลิ่นขี้เถ้าในที่แห่งนี้ได้ทำให้คิ้วของเธอขมวดมุ่น แต่ว่าเธอก็ย่นจมูกได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เธอก็ได้เงยหนาขึ้นมามองสํารวจไปรอบๆ ตัว</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“มีใครอยู่ไหม….?”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">มีเพียงแต่สายลมที่พัดผ่านตัวเธอไป</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“ทุกคน… ตายแล้วหรอ?”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เธอได้แต่เฝ้ารอแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา หึ จู่ๆ เธอก็หัวเราะออกมา และเริ่มฮัมเพลงราวกับจะร้องเพลงกล่อมออกมา</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“ตาย ตาย ทุกคนตายหมดแล้ว…”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เธอได้มองไปที่ซากศพไหม้เกรียมซึ่งอยู่ใกล้ตัว และคิดว่าซากนี้ดีกว่าซากอื่นมากๆ ในจุดอื่นๆ ได้มีซากกองเนื้อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ลอยอยู่ในแอ่งเลือด เธอได้มองไปรอบๆ อีกครั้งหนึ่ง และความผิดหวังก็ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เธอรู้สึกเจ็บคอเป็นอย่างมาก</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เธอได้พยายามที่จะยกร่างส่วนบนขึ้นมาก่อนที่จะถ่มน้ำลายออกมา สีหน้าของเธอผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เธอจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกมาด้วยสายตาที่พร่ามัว</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">‘เป็นแบบนี้ได้ยังไงกันนะ…’</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">…มันมาถึงขั้นนี้ได้ยังไงกัน</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ในวันหนึ่งจู่ๆ ก็มีเผ่าพันธุ์เอเลี่ยนบุกเข้ามาในโลกของเธอ แม้ว่าจะเป็นความจริงที่เปิดเผยขึ้นในภายหลัง แต่เผ่าพันธ์นั้นเองก็ถูกขับไล่ออกมาจากโลกเดิมของพวกมัน หลังจากที่ได้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ พวกนั้นก็ได้ตระเวนไปอย่างไร้จุดหมายในอวกาศภายนอกเป็นเวลานาน ก่อนที่จะบุกเข้ามาในดาวเคราะห์ของเธอ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เพื่อที่จะกลายมาเป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่ของดวงดาวนี้</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“ไอ้พวกสารเลวพวกนั้น”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ผู้หญิงคนนี้ เธอคือเจ้าหญิงของอาณาจักรหนึ่งที่อยู่ภายใต้จักรวรรดิ ในตอนที่เธอมีอายุได้หกขวบ นั่นคือครั้งแรกที่เธอได้ยินข่าวการปรากฏตัวของพวกเอเลี่ยน และเมื่อเธออายุได้สิบขวบเธอก็ได้ยินเรื่องการล่มสลายของจักรวรรดิ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">แม้แต่จักรวรรดิที่ถูกยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุดและ ‘ไร้พ่าย’ ซึ่งมีเทคโนโลยีและวิศวกรรมเวทย์มนตร์ที่เหนือชั้นก็ได้ล่มสลายลงในเวลาไม่ถึงสี่ปี</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ไม่นานนักพวกเอเลี่ยนก็ได้จัดการกลืนกินเทพสูงสุดซึ่งเป็นที่นับถือของจักรวรรดิ เปลี่ยนดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ให้กลายเป็นดินแดนรกร้างว่างเปล่า</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">นั่นน่าจะเป็นในตอนที่ทุกๆ อย่างเริ่มต้นขึ้น</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">การที่เทพสูงสุดถูกกลืนกินไปทําให้ดาวเคราะห์ได้ตกเป็นเหยื่อของเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากมายที่หมายตาอยู่ พวกมันได้ใช้โอกาสนี้ในการบุกรุกเข้ามา</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">หัวหน้าของเผ่าพันธ์เอเลี่ยนที่เป็นผู้บุกรุกกลุ่มแรกได้แต่งตั้งตนเป็นเทพองค์ใหม่ และได้เริ่มบุกรุกนองเลือดไปทั่วทั้งดวงดาว จากนั้นก็ได้เริ่มมีเผ่าพันธุ์เอเลี่ยนใหม่ๆ ปรากฏตัวขึ้นมาเรื่อยๆ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เผ่าหนึ่งได้ปรากฏตัวภายใต้ความศรัทธาเรื่องการ ‘เอาชีวิตรอด’ และอีกเผ่าซึ่งอยู่ภายใต้จุดยืนของการ ‘พิชิต’</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีตแล้ว เจ้าหญิงก็ได้หัวเราะออกมาเบาๆ ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของมนุษยชาติได้กลายเป็นพื้นที่สงครามสําหรับพวกต่างเผ่าพันธ์</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">พวกเขาถูกลากไปตรงนั้นลากไปตรงนี้เรื่อยมา สถานการณ์ของผู้อาศัยดั้งเดิมนั้นไม่ต่างอะไรจากเปลวเทียนที่ต้องลมเลย</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">และผู้ที่ปรากฏตัวในตอนนั้นก็คือเทพทั้งเจ็ดที่ไม่ถูกสรรเสริญซึ่งกําเนิดขึ้นมาพร้อมกันกับการกำเนิดของดวงดาวใบนี้ เหล่าเทพทั้งเจ็ดได้สัญญาว่าจะช่วยมนุษย์ผู้รอดชีวิต และผู้อาศัยดั้งเดิมก็ได้สัญญาว่าจะนับถือบูชาเหล่าเทพเป็นการตอบแทน</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">และเพราะแบบนั้นทําให้เกิดข้อตกลงขึ้นมา แต่ว่าน่าตกใจที่การช่วยเหลือจากเหล่าเทพได้มาในวิธีการที่แปลกประหลาด</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">วิธีการโต้กลับของพวกเขามาในรูปแบบของการอัญเชิญกองทัพเผ่าพันธุ์อื่นที่มีความคล้ายกันกับผู้อาศัยเดิมของดาวนี้</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">พวกเธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว แม้กระทั่งจักรวรรดิที่ทรงอํานาจยังพ่ายแพ้ในระยะเวลาเพียง 4 ปี แล้วอาณาจักรที่อยู่ใต้อำนาจจักรวรรดิจะไปต่อกรกับเอเลี่ยนได้ยังไงกันล่ะ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">นอกจากนี้จำนวนประชากรก็ได้ลดลงอย่างมากเพราะสงครามอีกด้วย</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“ไอ้พวกเวรตะไล”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เจ้าหญิงได้สาปแช่งออกมาพร้อมเหม่อมองไปบนท้องฟ้า</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">‘เราไม่ควรจะเชื่อใจเจ้าพวกนั้นตั้งแต่แรกแล้ว’</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ความจริงแล้วในช่วงแรกก็ไม่ได้เลวร้ายนัก เหล่าชาวเอิร์ธที่ตอบรับการอัญเชิญทีละคนสองคนนั้นได้พัฒนาการก้าวกระโดดภายใต้การคุ้มครองของเทพ </span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">แต่ทว่าอิทธิพลเหล่านั้นได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ เหนือกว่าเจ้าของดั้งเดิม ทำให้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป </span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">จริงๆ แล้วมันมีหลากหลายเหตุผลที่ได้เกิดการการแบ่งกลุ่มกันออกไปไม่ว่าจะเป็นตามประเทศ ตามเชื้อชาติ ตามศาสนา หรือตามปัญหาทางการเมือง</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ในท้ายที่สุดปัญหาก็อยู่ที่เรื่องของ ‘ผลประโยชน์’ การแยกกลุ่มกันของชาวเอิร์ธได้ทำให้อาณาจักรที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเกิดการแตกแยกขึ้น</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">กลุ่มพันธมิตรที่รวมตัวกันภายใต้ความเชื่อในการเอาชีวิตรอดได้แตกแยกออกจากกัน กลุ่มอิทธิพลที่อุตส่าห์ฟื้นคืนมาได้ก็ได้อ่อนแอลงจากความขัดแย้งภายในเช่นกัน</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">มีกระทั่งมีคนที่ก่อกบฎต่อเทพองค์ใหม่อีกด้วย</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">นี่คือเรื่องที่คาดไม่ถึงอย่างแท้จริง</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">แต่นั่นคือทั้งหมดจริง ๆ เหรอ?</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">จนถึงตอนนี้มีชาวเอิร์ธจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่เคยเข้าร่วมสงครามสุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เลย พวกเขาเมินเฉยต่อผู้อาศัยดั้งเดิมที่ร้องขอความช่วยเหลือให้เข้าร่วมสงครามอย่างเย็นชา และกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขาทั้งอย่างนั้น</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">นี่คือเหตุผลที่ทําให้ความรู้สึกโกรธของเจ้าหญิงเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“ไอ้พวก…”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เจ้าหญิงที่กําลังจะก่นด่าออกมาอีกครั้งได้ปิดปากเงียบลงอย่างรวดเร็ว</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">จ๋อม… จ๋อม….</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เสียงสะท้อนอันนุ่มนวลได้ดังขึ้นมาท่ามกลางกองภูเขาซากศพที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดและค่อยๆ เย็นยะเยือกขึ้นเรื่อยๆ</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ทว่าเสียงที่ดังใกล้มานั้นกลับหยุดลงโดยเบี่ยงไปทางด้านขวาของหญิงสาวแทนที่จะเป็นทางด้านหน้า</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เจ้าของเสียงได้หยุดยืนอยู่ตรงซากศพที่ถูกเผาเป็นตอตะโก</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[น่าตกใจจริงๆ]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ตรงหน้ามีเงามืดขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคําพูดได้ยืนอยู่</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[น่าทึ่งจริงๆ! ข้าก็ไม่ได้หวังเอาไว้มากนัก แต่เจ้ากลับสามารถเอาชีวิตรอดจากสงครามอันดุเดือดนี้ได้…]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">‘ชาวเอิร์ธ?’</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ชายหนุ่มที่หมดสติอยู่ได้เงยหน้าขึ้นมาราวกับจะตอบคําถามของเจ้าหญิง</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ทันใดนั้นความรู้สึกอันรุนแรงก็ได้พลุ่งพล่านขึ้นภายในใจของเจ้าหญิง แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกล้ำกลืนมันลงไป</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">สภาพของชาวเอิร์ธนั้นน่าสยดสยองขนลุกขนพองจนทําให้เธออยากจะเบือนสายตาหนี</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ถึงแม้จะมีจำนวนน้อยนิด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีชาวเอิร์ธเข้าร่วมเลยแม้แต่คนเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการที่ชายคนนั้นตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาได้แสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่แล้วนั้นเอง</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เมื่อเจ้าหญิงได้คิดมาจนถึงตอนนี้เธอก็ได้เริ่มรู้สึกเห็นใจเขา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาด้วยเช่นกัน</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ถ้าหากว่าชาวเอิร์ธคนอื่นๆ เป็นเหมือนกับเขาล่ะก็…</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[ข้าก็อยากจะยกย่องสรรเสริญเจ้าต่ออีกหน่อยอยู่หรอกนะ แต่พลังชีวิตของเจ้าเหลืออีกไม่มากแล้ว]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">น้ำเสียงทุ้มต่ำได้ดังสะท้อนเข้ามาในหู</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;"> [ในเมื่อเจ้ารักษาสัญญาที่เจ้าให้ไว้แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าจะต้องรักษาสัญญาบ้างแล้ว เจ้าต้องการสิ่งใดล่ะ?]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">ดวงตาอันอ่อนแรงของชายหนุ่มได้มองตรงไปด้านหน้าซึ่งมีความมืดมิดปกคลุมอยู่ เขาค่อยๆ เปิดปากออกมาอย่างช้าๆ พร้อมกันกับที่เขากระอักเลือดที่ผสมกับเศษซากของอวัยวะภายในออกมาด้วย มีเพียงเสียงลมที่เล็ดลอดออกมาแทนเสียงของชายหนุ่ม</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาหรอก ข้าแค่อ่านความคิดของเจ้าก็ได้… ใช่แล้ว ต้องการฟื้นคืนชีพอย่างนั้นรึ?]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">เจ้าหญิงเกือบจะหลุดหัวเราะออกไป ต้องการฟื้นคืนชีพในสถานการณ์แบบนี้อย่างนั้นเหรอ? ต่อให้มีชีวิตอยู่ไป จะทำอะไรได้กันล่ะ ทุกอย่างมันจบสิ้นไปหมดแล้ว</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[ไม่ใช่อย่างนั้นเหรอ? ชีวิตมันแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นเอง ช่างโง่เขลายิ่งนัก แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดกันล่ะ? หรือว่าเจ้าต้องการทรัพย์สินในสถานการณ์แบบนี้อย่างนั้นรึ? หรือเกียรติยศล่ะ?]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">“…”</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[อะไรนะ?]</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">กลับกันเสียงของเขากลับดังขึ้นกว่าเดิม</span></p><p class="indent-a"><span style="color:black;">[อยากจะ…เริ่มใหม่อีกครั้งอย่างนั้นเหรอ?]</span></p><p class="indent-a"> </p><hr/>

บทนำ (2)

ทันใดนั้นเองที่ลางร้ายค่อยๆ แผ่ขยายออกมา

[มันเป็นไปไม่ได้!]

เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดได้ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน

[ต่อให้เจ้าจะสร้างคุณงามความดีไว้ แต่คิดว่าการย้อนเวลามันเป็นไปได้งั้นรึ เจ้าต้องการที่จะย้อนคืนทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่ทำงานเพียงเท่านี้สำเร็จเนี่ยนะ]

“…”

[เจ้าคนโอหัง! มันก็ไม่แน่หรอกหากเจ้าทำผลงานที่ทำสำเร็จในวันนี้สำเร็จมาหลายสิบครั้งน่ะ ข้าไม่สามารถทำความปราถนาของเจ้าให้เป็นจริงได้ในสถานการณ์ที่เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่หรอกนะ อย่าว่าแต่วิญญาณเลย แม้แต่ร่างกายแค่หยิบมือเดียวก็ย้อนกลับไปไม่ได้หรอก]

“…”

[ดื้อดึงเสียจริง! ชีวิตของเจ้าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ข้าจะอดทนถึงเท่านี้เพื่อเห็นแก่คุณงามความดีที่เจ้าทำมาจนถึงตอนนี้แล้วกัน พูดความปราถนาอื่นมาสิ]

และความเงียบก็ได้มาเยือน

[…อะไรทําให้เจ้าขอพรอย่างนั้นกันน่ะ?]

อาจเป็นเพราะภาพชายหนุ่มที่ก้มหน้าลงนั้นดูเศร้าสร้อย ทำให้น้ำเสียงที่ดังแทรกเข้ามาในหูฟังดูอ่อนลงเล็กน้อย

[เด็กน้อยเอ๋ย รีบปราถนาถึงการฟื้นคืนชีพซะสิ หากเจ้าต้องการสิ่งนั้นจริงๆ หลังจากนี้ค่อยสร้างคุณงามความดีขึ้นมาแล้วลองขอใหม่ไม่ดีกว่ารึ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลรึเปล่านะ]

ไหล่ของชายหนุ่มสั่นไหวเล็กน้อย อีกมุมก็ดูเหมือนเขากำลังหัวเราะอยู่เช่นกัน การมีชีวิตรอดในสนามรบแห่งนี้ได้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์และโชคดีอันล้นพ้นแล้ว แต่กลับต้องสร้างความดีความชอบที่เหมือนกันอีกถึงหลายสิบครั้งเลยเนี่ยนะ?

ทั้งชายหนุ่ม เจ้าหญิง และเจ้าของเสียงทุ้มต่ำนั้นต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ชายหนุ่มค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ริมฝีปากของเขาสั่นเล็กน้อย

[ความทรงจำเหรอ?]

“…”

[ความรู้สึกของเจ้าในตอนนี้…?]

“…”

[ถ้าหากส่งทั้งร่างกายและวิญญาณไปไม่ได้ละก็ อย่างน้อยก็อยากจะส่งความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ที่นี่ไปอย่างนั้นเหรอ?]

ความมืดดูจะผงะไปเล็กน้อย ก่อนที่ความเงียบได้หวนกลับคืนมาปกคลุมอีกครั้งหนึ่ง

[…การส่งความรู้สึกผ่านความทรงจำอย่างนั้นเหรอ…ความรู้สึกก็เป็นเพียงแค่อารมณ์และความนึกคิดเท่านั้นเอง]

หลังจากที่ความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่ เสียงนั้นก็ได้เอ่ยขึ้นมา

[แต่แม้แต่สิ่งนั้นเองก็ยังลำบากเช่นกัน]

ถึงจะแค่ชั่วพริบตาแต่มุมปากของชายหนุ่มที่กำลังจะตายนั้นได้บิดเบี้ยวไป

[ขอโทษด้วยนะ]

ไหล่กว้างที่เคยสั่นไหวอย่างช้าๆ ได้หยุดแน่นิ่งลงไปในที่สุด

ตุบชายหนุ่มที่ศีรษะตกลงนั้นไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมาได้อีกต่อไป และไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นอีก

[ช่างโง่เขลาเสียจริง…]

ทันใดนั้นก็มีสิ่งที่คล้ายกับมือยื่นออกมาจากความมืดมิด ไม่รู้ว่าทำไมความมืดนั้นถึงได้รู้สึกสงสารเขานัก มือนั้นจึงได้ลูบศีรษะของชายหนุ่มช้าๆ

“ฉันเข้าใจค่ะ ”

เจ้าหญิงที่เฝ้ามองมาตั้งแต่ต้นก็ได้พูดโพล่งขึ้นมา มือของความมืดได้หยุดลง

[เจ้า… เป็นทายาทของราชวงศ์นี่เอง]

“ใช่แล้วค่ะ ท่านเทพกูล่าที่เคารพ”

เจ้าหญิงได้หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับว่าเรื่องนั้นจะไปสำคัญอะไร

“อาณาจักรล่มสลายแล้วค่ะ เกทเองก็คงจะโดนยึดไปด้วยแล้วค่ะ หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับภาพอันน่าเศร้าสลดเหล่านี้ไปแล้ว ตายไปจะไม่ดีกว่าเหรอคะ? ถึงจะสูญเสียความทรงจำไปเพราะคำมั่นสัญญาแต่มันก็เรียบร้อยดีนี่คะ ถึงยังไงก็มีที่ให้กลับไปนี่นา”

[ไม่หรอก เด็กคนนี้ไม่ปราถนาที่จะย้อนกลับไป]

หญิงสาวตาเบิกโพลงขึ้นเพราะสิ่งที่น้ำเสียงอันหนักอึ้งกล่าวออกมา

[เขาบอกว่าต่อให้กลับไป ก็ไม่มีที่ให้เขาอยู่น่ะ]

“สถานที่ที่ให้อยู่…”

จากคำพูดนั้นทำให้จิตใจของหญิงสาวสั่นไหวเล็กน้อย อาจเป็นเพราะหัวอกเดียวกัน เพราะอาณาจักรของเธอเองก็ล่มสลายไปแล้ว และเธอเองก็ไม่มีที่ให้กลับไปเช่นกัน

ถึงแม้ว่าอาจจะหลงเหลือมนุษย์ที่รอดอยู่บ้าง แต่อีกไม่นานก็คงได้อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงเป็นแน่ เพราะมนุษย์ไม่สามารถเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ได้นั่นเอง

“ถ้างั้นก็น่าจะฟังคำขอของเขาหน่อยนะคะ”

เสียงพึมพำเบาๆ ของเธอได้ทำให้ความมืดหัวเราะออกมาเบาๆ

[พูดอะไรไร้สาระ ผลลัพธ์ทุกอย่างมันมีต้นเหตุเสมอ ความปราถนาของเด็กคนนี้จะสร้างผลลัพธ์เกี่ยวกับการไปข้องเกี่ยวกับอดีตขึ้นมาไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม]

หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ถึงแม้เธอจะไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่เธอก็ไม่คิดอยากที่จะทำความเข้าใจด้วยเช่นกัน เพราะมันฟังดูเหมือนกับการแก้ตัว

[เพียงแค่ความสำเร็จของเขายังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มต้นเหตุนั้นได้]

“ถึงท่านจะพูดแบบนั้น แต่ท่านก็ดูจะเสียใจเหมือนกันนะ”

[จะไม่ให้ข้าเสียใจได้อย่างไรล่ะ? ก็เด็กคนนี้ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโชคชะตาแห่งการเป็นผู้นำพา]

“ผู้นำพา?”

เจ้าหญิงแสดงท่าทีตกใจมากออกมา อัครสาวกทั้งเจ็ดที่ถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อต่อกรกับสัตว์ประหลาดที่อันตรายระดับโลก นอกจากนี้พวกเขายังเป็นตัวแทนของเทพทั้งเจ็ดและยังเป็นสาวกของเทพอีกด้วย แต่ปัญหาก็คือมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เข้าร่วมสงครามในครั้งนี้

[ใช่แล้ว เขาเป็นดวงดาวที่ส่องสว่างมากกว่าใครๆ เลย ถึงเขาจะทำลายลงไปด้วยมือของตัวเองก็เถอะ… มนุษย์เนี่ย ทำไมถึงได้รู้สึกเสียใจเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตกันนะ]

ความมืดได้ปิดปากเงียบ และเจ้าหญิงเองก็ปิดปากเงียบไปเช่นกัน การที่เธอฝืนชวนคุยด้วยก็เพราะไม่อยากที่จะตายไปอย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง นับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาเธอก็รู้ตัวดีว่าเธอแค่ได้สติขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น เธอไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกนานนัก

ดวงตาทั้งสองข้างของเจ้าหญิงไร้ซึ่งชีวิตชีวาได้ทอดมองไปยังชายหนุ่ม เธอรู้สึกสงสารที่เห็นเขาต้องตายในสภาพน่าสังเวชเช่นนั้น

ถึงจะไม่รู้แน่ชัดแต่ถ้าหากเขาต้องการที่จะย้อนเวลา เขาคงต้องก้าวข้ามความเป็นความตายอันยิ่งใหญ่มาแล้ว แต่ความมืดกลับบอกว่ามันยังไม่เพียงพอต่อการบรรลุความปราถนานั้นได้

หลังจากที่เขาต้องต่อสู้และสิ้นลมไปราวกับสุนัขข้างทางโดยที่ไม่ได้รับรางวลใด ๆ ตอบแทน

“…ท่านกูล่าที่เคารพ”

หญิงสาวที่แสดงท่าทีละล้าละลังเล็กน้อยก็ได้ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ

“ได้โปรดทำให้ความปราถนาของชาวเอิร์ธคนนี้เป็นจริงด้วยทีเถอะค่ะ”

[หืม?]

“ท่านยังไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับราชวงศ์ใช่ไหมคะ?”

ความมืดที่มีท่าทีแปลกใจก็ได้หยุดพูด

บนฝ่ามือของเจ้าหญิงมีสร้อยคอที่ถูกแกะสลักขึ้นมาอย่างงดงาม ถึงแม้ว่าสร้อยคอนี้จะเปรอะเปื้อนด้วยเลือดไปบ้าง แต่ก็ไม่สามารถบดบังความงดงามดั้งเดิมที่ส่องประกายของมันไปได้

[นั่นมัน]

“คำมั่นสัญญาที่ท่านให้ไว้กับท่านพ่อของข้ารวมกับคุณงามความดีของชาวเอิร์ธคนนี้ ก็น่าจะเพียงพอต่อการรับฟังความปราถนาสุดท้ายของเขาไม่ใช่เหรอคะ? ถึงแม้ว่าจะย้อนเวลาไปไม่ได้ก็ตาม”

[…เจ้ามีเหตุผลที่จะต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ?]

“แน่นอนค่ะ”

ทางราชวงศ์เองก็ได้ให้สัญญาว่ามอบรางวัลให้กับความพยายามของพวกเขาเช่นกันในตอนที่ชาวเอิร์ธข้ามมายังโลกนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงเจ้าพวกโจรที่วิ่งหนีไปเพราะห่วงแต่ความปลอดภัยของตัวเอง แต่ไม่ใช่กับชาวเอิร์ธคนนี้ที่ไม่ได้หนีไปและต่อสู้จนถึงที่สุด

เขาได้รักษาสัตย์ที่ให้ไว้แล้วเพราะฉะนั้นก็ถึงคราวของราชวงศ์ที่จะตอบแทนด้วยความซื่อสัตย์เช่นกัน และยังเป็นการรักษาความภาคภูมิใจต่อตนเองของหญิงสาวที่กำลังจะสิ้นลมหายใจอีกด้วย

[ข้าทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าได้ด้วยเหมือนกันนะ]

“ท่านทำอะไรให้ได้บ้างล่ะคะ?”

เจ้าหญิงหัวเราะออกมาเสียงดัง

สิ่งที่เธอได้เรียนรู้หลังจากที่เผชิญหน้ากับสงครามอันยาวนานมา นั่นก็คือแม้แต่พระเจ้าเองก็ไม่ได้มีอำนาจทำได้ทุกอย่าง เธอยังจะคาดหวังอะไรต่อโลกที่จบสิ้นไปแล้วได้อีกกัน

[ข้าจะขอย้ำอีกครั้งนะ ว่าเด็กคนนี้ ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้หรอกนะ]

[มีเพียงความรู้สึกปราถนาอันแรงกล้าและความเสียใจเท่านั้น… แม้แต่สิ่งนั้นเองอย่าว่าแต่จะสลักลงไปในความทรงจำเลย มันจะถูกส่งไปในรูปแบบของความฝันที่พัดผ่านไปเท่านั้นเอง]

[เขาอาจจะมองข้ามมันไปเสมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรืออาจจะลืมเลือนมันไปเพราะคิดว่าเป็นแค่ความฝันในค่ำคืนหนึ่งก็ได้นะ]

[แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือทั้งเจ้าและเด็กคนนี้จะตายอยู่ที่นี่ ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรงั้นรึ?]

เสียงทุ้มได้ดังขึ้นในหูหลายรอบราวกับกำลังดำเนินการยืนยันถึงความต้องการของเธอ

คงจะเป็นการโกหกกันถ้าจะบอกว่าเธอไม่รู้สึกลังเลเลย

แต่ว่า… เธอรู้สึกเหนื่อยมากแล้ว

เป็นสงครามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานมากเหลือเกิน ถึงแม้ว่าเธอจะยืนหยัดในฐานะผู้ปกครองคนหนึ่งของดินแดนแห่งนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนี้หญิงสาวเองก็ต้องการที่จะพักแล้วเช่นกัน เธอคิดว่าการที่จะได้กลับคืนสู่ความว่างเปล่าและได้หลับไหลไปชั่วนิรันตร์ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

‘หากว่าชาวเอิร์ธทุกๆ คนเป็นเหมือนกับนายล่ะก็…’

ถ้าเป็นแบบนั้นเธอก็จะไม่เสียใจเลย

[เจ้าเองก็อยากจะทำความปราถนาของเขาให้เป็นจริงถึงเพียงนั้นเชียวรึ ถึงแม้ว่าจะต้องละทิ้งสิทธิ์ของตัวเจ้าเองก็ตามน่ะเหรอ?]

เป็นครั้งแรกที่มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหญิงสาว

“ค่ะ”

พอดีกับที่การตัดสินเลือกความปราถนาเสร็จสิ้นลง

[ถ้าอย่างนั้นก็ดี]

เธอรู้สึกได้ราวกับว่ามีบางสิ่งที่คล้ายกับปีกสยายออกกว้างในความมืดมิด

[มาใกล้ๆ ข้าสิ ลูกของข้า]

ทันใดนั้นเองร่างกายของเธอก็เหมือนกับเบาหวิวขึ้น ในวินาทีที่รู้สึกตัวสายตาของเธอก็พร่ามัวไปหมด

หลังจากที่โลกหมุนติ้วก็มีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาใกล้อยู่ตรงหน้าของเธอ

และสิ่งสุดท้ายที่ได้เห็นก็คือ…

[ข้าตั้งตารอ…]

เศษชิ้นส่วนสีฟ้าลอยอยู่เหนือชายหนุ่ม…

[วันที่จะได้เจอพวกเจ้าอีกครั้งจริงๆ]

และความมืดก็ได้ส่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆ

ไอ้สารเลว (1)

ในตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขานึกว่าโลกทั้งใบนั้นเต็มไปด้วยสีเขียว เขาเห็นผู้คนเป็นสีเขียว ถนนเองก็เป็นสีใบหญ้าอันเขียวชอุ่ม พวกสิงสาราสัตว์ก็มีสีเขียวเข้ม และแม้แต่ท้องฟ้าเองก็มีสีเขียวอ่อน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียวอันงดงามเต็มไปหมด

ความทรงจำที่เขายังจำได้นั้นก็คือการที่เขาเดินจับมือกับแม่ไปยังสวนสัตว์ พวกเขาไม่ได้เดินเที่ยวชมแต่นั่งรถบัสที่ขับตรงเข้าไปในซาฟารีซึ่งเป็นป่าเทียม โดยที่แขวนถุงกระดาษซึ่งบรรจุเนื้อสดเอาไว้ตรงริมหน้าต่างของรถบัส

พี่ชายคนโตนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง และน้องสาววัยสองขวบนั่งอยู่บนตักของคุณแม่ และเพราะการเป็นลูกคนที่สองทำให้ไม่สามารถนั่งด้วยกันได้ เรื่องนั้นเหมือนจะทำให้เขาซึมลงเล็กน้อย

รถบัสได้หยุดจอด เมื่อเหล่าสัตว์ร้ายซึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินหรือตามท้องทุ่งเห็นรถบัสเข้า พวกมันก็ค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามาใกล้ เหล่าสิงสาราสัตว์ที่ถูกย้อมกลายเป็นสีเขียวได้แก่งแย่งอาหารกัน ภาพที่เหล่าสัตว์กระโดดกระย่องกระแย่งไปมานั้น คล้ายคลึงกับเกมตีตัวตุ่นที่อยู่ในร้านเกมทำให้เด็กชายหัวเราะออกมา

และในตอนนั้นเอง

มีสัตว์ป่าตัวหนึ่ง มันเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่นั่งอยู่บนโขดหินเหมือนราชาและสะท้อนแสงแดดอย่างโดดเด่นอยู่เพียงลำพัง

รอยยิ้มของเด็กชายค่อย ๆ เหือดหายไป เพราะว่า…

‘สีของมัน…?’

สัตว์ป่าตัวนี้ไม่ได้แสดงสีเขียวเหมือนกับสัตว์ตัวอื่นๆ

ไม่รู้ว่าเพราะมันรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองไปรึเปล่า ดวงตาของสัตว์ร้ายได้จ้องมองตรงมายังเด็กชาย เด็กชายที่กำลังจ้องมองราวกับต้องมนต์พลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา และได้หลบสายตาตามสัญชาตญาณ ลมหายใจของเด็กชายหยุดไป มือร่างกายของเขาสั่นระริกไปหมด และหัวใจเต้นแรงเสียงดังโครมคราม

แม้จะจมอยู่ในความหวาดกลัวที่ไม่สามารถเอาชนะได้ในวัยเด็ก แต่เด็กชายก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมา

ทําไมถึงมีเพียงสัตว์ตัวนี้ที่สีเขียวจางหายไปกันนะ?

ไม่หรอก อาจจะเป็นเพราะฉันมองผิดไปก็ได้

และในจังหวะที่เด็กชายซึ่งหายใจเข้าออกลึกๆ กำลังหันมองออกไปที่ด้านนอกหน้าต่างนั้นเอง

ตึง!

หน้าต่างสั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งที่ก่อนหน้านี้สัตว์ร้ายอยู่ห่างไกลออกไปแท้ แต่มันกลับเข้ามาใกล้โดยไม่ทันตั้งตัว แล้วทำไมมันถึงได้เมินเฉยอาหารที่แขวนเอาไว้แล้วเอาแต่เกาะติดหน้าต่างกันนะ

สัตว์ร้ายอ้าปากกว้างโชว์เขี้ยวแหลมและเอาแต่ขบเคี้ยวหน้าต่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เด็กชายไม่สามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้ เขาทำได้แต่เพียงหดตัวอยู่ตลอดเวลา

ฉันต้องหนี

ทำไมรถบัสถึงจอดอยู่เฉยๆ ล่ะ?

น่ากลัว อยากออกไปจากตรงนี้เร็วๆ จัง

คุณแม่ แม่ แม่ครับ คุณแม่ครับ…

ในวินาทีที่กำลังจะร้องไห้ออกมานั้นเอง ก็ได้มีมืออันอบอุ่นเคลื่อนมาปิดทัศนวิสัยให้พอดี

“คงจะตกใจมากเลยสินะ”

น้ำเสียงสงบนิ่งและอ่อนโยนเสมือนสายลมของฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านไปเบา ๆ เด็กชายรู้สึกสงบและอุ่นใจขึ้นทันทีแม้จะเป็นเพียงคำพูดเพียงคำเดียว เด็กชายได้โผตัวเข้าหาอ้อมกอดของหญิงสาวทันที

“โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ พวกมันไปหมดแล้วละ… อ๊ะ… รถขยับแล้ว”

ตุบๆ หญิงสาวคอยลูบหลังของเด็กชายให้อย่างอ่อนโยน ลมหายใจที่ติดขัดก็กลับมาหายใจได้คล่องเหมือนเคย ในตอนนั้นเองที่เขาถึงได้เงยหน้ามองอีกฝ่าย

“เอ๋?”

ทันใดนั้นมือของเธอนั้นก็ได้หยุดนิ่ง หญิงสาวเอาหน้าเข้ามาใกล้ชิดก็ได้มองซ้ายมองขวาสำรวจไปทั่วหน้าเด็กชายก่อนจะร้องอุทานออกมา

“อุ๊ยตาย… นี่มันช่าง…”

เมื่อเด็กชายเอียงคอด้วยความสงสัย หญิงสาวก็ฉีกรอยยิ้มออกมา

“ดวงตาของเธอดูงดงามมากเลยนะ”

“อือ งดงามมากเลย เป็นแสงสีรุ้งทั้งเจ็ด”

เด็กชายจ้องมองอย่างนิ่งเงียบ แต่หญิงสาวก็เอาแต่ยิ้มโดยที่ไม่พูดอะไร แล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย

“ถ้าเธอโตกว่านี้อีกสักนิด… ไม่สิ บางทีการมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่รู้อะไรก็อาจจะดีกว่า”

ไม่นานทัวร์ซาฟารีก็ได้สิ้นสุดลง ผู้คนค่อยๆ ลุกจากไปทีละคนสองคน แต่เด็กชายก็ไม่คิดที่จะออกห่างเลย หญิงสาวเองก็มีท่าทีละล้าละลังอาลัยอาวรณ์จนไม่สามารถปล่อยมือจากเด็กชายได้

หญิงสาวได้กระซิบไปที่ข้างหู

“เธอชื่ออะไรหรอ?”

“ซะ…ซอล…”

“ซอล? เป็นชื่อที่เพราะดีนะ”

เธอได้สบตาเข้ากับเด็กชายที่พึมพำๆ พร้อมกับแก้มแดง

“คือว่านะ… ไว้ถ้าเธอโตขึ้นกว่านี้แล้ว… และถ้าได้บังเอิญเจอกันอีกละก็มาอยู่กับฉันไหม?”

“กับพี่สาวเหรอครับ?”

“อื้อ ถ้าเธอต้องการความช่วยเหลือละก็ พี่สาวจะช่วยเอง”

ถึงจะไม่เข้าใจความหมายแต่เด็กชายก็พยักหน้าหงึกหงักอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาวเงียบๆ ไม่นานนักเสียงเรียกของแม่กับน้องสาวที่ตามหาเด็กชายก็ดังขึ้น

“เอ้า สัญญานะ”

ความรู้สึกอันอ่อนนุ่มได้สัมผัสลงบนหน้าผากก่อนจะหายไป

“ไว้เจอกันอีกนะคะ เจ้าชายตัวน้อย”

เด็กชายหันหลังกลับมามองแม้จะกำลังเดินจับมือกับแม่เดินออกไปอยู่ หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างสดใสพร้อมกับโบกมือไปมา จนกว่าเด็กชายจะหายลับสายตาไป

วันเวลาผ่านไปจนเด็กชายเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ โตขึ้นจนความทรงจำอันแสนพิเศษในวัยเด็กนั้นเลือนรางไป เขาได้เติบใหญ่ขึ้นจนไม่กลัวสัตว์ร้ายอีกต่อไป และเขาได้เริ่มค้นคว้าวิจัยโดยใช้เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นจุดศูนย์กลาง

ความสามารถนี้คืออะไรกันนะ

ทำไมฉันถึงมีพลังที่คนอื่นไม่มีกัน

ถึงแม้จากผลลัพธ์จะไม่สามารถระบุถึงพลังออกมาได้อย่างแน่ชัด แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถนิยามปรากฏการณ์ที่มีสีเขียวและการที่สีเขียวหายไปนั้นได้เล็กน้อย

ได้มีสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงพัดผ่านเข้ามาในชีวิตนับตั้งแต่ตอนที่เขาตัดสินใจใช้ทฤษฎีนั้นในชีวิต แล้วในวันหนึ่งเมื่อพลังของเขาหายไปอย่างกะทันหัน ชีวิตของเขาก็ได้พังทลายลง

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...