อาเซียนกับยุค AI : พร้อมคว้าโอกาสสู่แถวหน้าของโลก ท่ามกลางอุปสรรคใหญ่ที่รั้งไว้
พาวิเคราะห์ อาเซียนกับยุค AI จะไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อภูมิภาคที่พร้อมคว้าโอกาสเพื่อก้าวไปสู่ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี แต่ต้องความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะมีอุปสรรคมากมายฉุดรั้งไว้
เศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) ซึ่งความทะเยอทะยานนี้ได้ขับเคลื่อนทั้งความร่วมมือและการแข่งขันระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวม 672 ล้านคน มีข้อได้เปรียบที่ไม่เหมือนใครเมื่อเทียบกับยุโรปและสหรัฐ โดยอาเซียนมีคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 15 ถึง 34 ปี ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มากกว่า 200 ล้านคน ทำให้ภูมิภาคนี้มีความพร้อมเป็นอย่างมากในการปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งเมื่อรวมกับการสนับสนุนอย่างแข็งขันของรัฐบาลในการพัฒนา AI แล้วล่ะก็ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลดีอย่างมากต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาแรงงานในท้องถิ่น
ความพร้อมที่อาจยังไม่พร้อม
นายจุน เลอ โกย ที่ปรึกษาของ Access Partnership และผู้เขียนหนังสือ Advantage Southeast Asia: Emerging AI Leader กล่าวว่า AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ในทุก ๆ อุตสาหกรรม ส่งผลให้คนงานมีรายได้สูงขึ้น” เขาตั้งข้อสังเกตว่าการนำ AI มาใช้มากขึ้นทำให้เกิดโอกาสแก้ประชากรผู้มีรายได้น้อย ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และก้าวไปสู่ตำหน้าที่การงานที่มีรายได้สูงขึ้น
อาเซียนยังประสบความสำเร็จอย่างมากในการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งเสริมให้ประชากรที่มีความเป็นดิจิทัลโดยกำเนิด และพร้อมที่จะนำนวัตกรรม AI มาใช้ และด้วยอัตราใช้สมาร์ทโฟนในภูมิภาคที่อยู่ระหว่าง 65% ถึง 90% นั้น คาดว่าการบูรณาการ AI จะเร่งตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ความเป็นผู้นำของสิงคโปร์
กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ชาติ ได้มีความก้าวหน้าในด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยสมาชิกทั้งหมดเผยแพร่กลยุทธ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค
สิงคโปร์เปิดตัวกลยุทธ์ด้าน AI ครั้งแรกในปี 2562 และยกระดับขึ้นไปอีกเมื่อเดือนธ.ค. 2566 พร้อมแผนงานที่ทะเยอทะยานในการขยายแรงงานด้าน AI ให้มีจำนวนถึง 15,000 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนปัจจุบันถึง 3 เท่า และจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้าน AI นอกจากนี้แล้ว ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI สำหรับภาคการผลิต ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นโครงการสำคัญที่มุ่งฝัง AI ลงในห่วงโซ่อุปทานของประเทศ
ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลที่แข็งแกร่ง สิงคโปร์ได้ทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนภารกิจด้าน AI ของประเทศ ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งความสามารถในการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจขั้นสูง ระบบการศึกษาระดับชั้นนำ และชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระดับนานาชาติ ทำให้สิงคโปร์มีความได้เปรียบอย่างมาก
ในดัชนีความพร้อมด้าน AI ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2566 ของ Salesforce ซึ่งประเมิน 12 ประเทศ นั้น สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 1 ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า โดยอยู่ในอันดับที่ 8 ถึง 12
การผลักดันนวัตกรรม AI ทั่วภูมิภาค
ในขณะที่สิงคโปร์ครองตำแหน่งเป็นผู้นำในการพัฒนา AI นั้น บรรดาประเทศเพื่อนบ้านก็กำลังสร้างเส้นทางของตนเองโดยใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในท้องถิ่นและรับมือกับความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร เช่น
เวียดนาม
เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองในด้าน AI โดยด้วยการวางสถานะเป็นห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ มุ่งเน้นไปที่การประกอบ การทดสอบ และบรรจุภัณฑ์สำหรับตลาดชิปโลก และเวียดนามได้รับเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากเกาหลีใต้ในด้านการผลิต จนถึงปี 2568 ด้วยกลยุทธ์ระดับชาติในการเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาด้าน AI ของอาเซียนภายในปี 2573 นอกจากนี้ ในปี 2566 VinAI ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Vingroup ได้เปิดตัว PhoGPT ซึ่งเป็นโมเดลภาษาโอเพนซอร์ส ที่ปรับแต่งมาสำหรับผู้ใช้ชาวเวียดนาม AI โดยเฉพาะ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของโมเดลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม
กัมพูชา
กัมพูชาใช้ AI ในด้านการสร้างประโยชน์สังคมและและภาคเกษตรกรรม ซึ่งคิดเป็น 22% ของ GDP และมีการจ้างงานประมาณ 3 ล้านคนในปี 2561 โดยกลยุทธ์ AI ระดับชาติ 60 หน้า เน้นย้ำถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในการเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณภาพชีวิต
นอกจากนี้แล้ว ความพยายามในการพัฒนา AI เฉพาะพื้นที่ของอาเซียน ยังสามารถดึงดูดบริษัทใหญ่ระดับนานาชาติอีกด้วย โดย DeepL ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปสัญชาติเยอรมัน เล็งเห็นว่าความหลากหลายทางภาษาของภูมิภาคอาเซียนคือทรัพย์สินที่มีค่า โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาโมเดลภาษา AI สำหรับการแปลภาษาทางกฎหมาย การผลิต และการบริการลูกค้าในหลาย ๆ ภาษา โดยนายเดวิด แพร์รี-โจนส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ DeepL กล่าวว่า บริษัทและรัฐบาลจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่คำนึงถึงบริบทเพื่อเอาชนะอุปสรรคด้านภาษาและเร่งการเติบโตนี้
แนวทางในท้องถิ่นและความร่วมมือระหว่างประเทศเหล่านี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของอาเซียนในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI ในขณะที่รับมือกับความซับซ้อนของมัน
อุปสรรคท่ามกลางความมุ่งมั่น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าเหล่านี้ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดย นางเกรซ เยว่ หาน หวัง ซีอีโอของ Network Media Consulting และนักวิชาการประจำ London School of Economics เชื่อว่าอาเซียนยังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแข่งขันด้าน AI ระดับโลกในเร็ว ๆ นี้ โดยเธอชี้ว่า แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ภูมิภาคนี้ยังขาดหลายอย่าง
สิ่งอาเซียนยังขาดอยู่มีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูง บุคลากรด้าน AI ที่มีทักษะสูง มหาวิทยาลัยระดับโลก ไปจนถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันภายในของอาเซียนนั้นมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำระดับโลกเป็นหลัก นอกจากนี้แล้ว การพัฒนาโมเดล AI ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ก็ไม่สามารถตอบโจทย์บริบททางสังคมและวัฒนธรรมทั้งหมดของอาเซียนได้
ในขณะเดียวกัน ประเทศอาเซียนที่กำลังพัฒนา ก็ยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับ AI โดยหลายประเทศขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง ซึ่งจำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตของ AI โดยนางคริสตินา ฟอง หัวหน้าคณะนักวิจัยจากศูนย์ศึกษาอาเซียนของ ISEAS-Yusof Ishak Institute เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลของสถาบัน และเตือนว่าหากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม การนำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น อาเซียนนั้นนับว่ามีศักยภาพและพร้อมเติบโตอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็ยังคงต้องหาทางต้องแก้ไขช่องว่างที่สำคัญเหล่านี้ เพื่อให้บรรลุความทะเยอทะยานในฐานะผู้นำด้าน AI ได้อย่างเต็มที่ และทำให้ภูมิภาคมีจุดยืนและสถานะที่มั่นคงบนในเวทีระดับโลกได้สำเร็จ
อ้างอิง : cnbc.com