โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดร.ศุภวุฒิ แนะ 3 ทางรอดของไทย ในโลกที่มีการแบ่งแยกทางภูมิรัฐศาสตร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ม.ค. 2568 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. 2568 เวลา 02.43 น.

ดร.ศุภวุฒิ แนะ 3 ทางรอดของไทยภายใต้โลกที่มีการแบ่งแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยต้องชูจุดแข็งเรื่องการเกษตร อาหาร และ ภาคบริการ เพื่อการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

14 ม.ค. 2568 ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บรรยายพิเศษในงานงานสัมมนา KKP Year Ahead 2025: Opportunities Unbound

โดยระบุว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้นำของสหรัฐฯ แต่เป็นการสั่นคลอนโครงสร้างระเบียบโลกแบบที่ทุกคนรู้จัก เพราะ ทรัมป์ ได้แสดงความต้องการถอนตัวหรือการลดบทบาทองค์กรหรือความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น NATO, WHO และ COP ซึ่งสหรัฐฯ เคยเป็นผู้สนับสนุนสำคัญมาโดยตลอด“การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงจะไม่ใช่แค่ Presidential Change แต่เป็น Paradigm Shift และเป็นความไม่แน่นอนระดับโลก

ในส่วนของจีนปัจจุบันเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะอ่อนใน-แข็งนอก จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่เปราะบาง เห็นได้จากปัญหาสินค้าคงค้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ เงินหยวนที่อ่อนค่า ทำให้กำลังซื้อในประเทศตกต่ำจนกระทั่งเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ขณะที่ในเวทีโลก จีนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการครองตลาดโลกในสินค้าอุตสาหกรรมก้าวหน้า เช่น แผงโซล่าเซลล์และ รถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่ยุโรปซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกนั้น ประเทศหลักมีการเติบโตต่ำกว่า 1% และมีความไม่แน่นอนและความเปราะบางทางด้านการเมืองและความมั่นคง ดังนั้นความมั่นใจในด้านเศรษฐกิจคงจะไม่สามารถพลิกฟื้นได้ใน 1-2 ปีข้างหน้า

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

อย่างไรก็ตามในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยจีนและสหรัฐฯ เผชิญหน้ากันอย่างรุนแรงและยุโรปอ่อนแอ ดร.ศุภวุฒิมองว่า ประเทศไทยมีทางเลือกใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเกษตร อาหาร และบริการ

โดยในด้านการเกษตร เป็นเรื่องที่เป็นจุดแข็งของไทย เนื่องจากแม้จีนจะมีประชากรมากถึง 20% ของโลก แต่มีพื้นที่เพื่อการเกษตรน้อยกว่า 10% ของพื้นที่ของโลก และมีทรัพยากรน้ำเท่ากับ 6% ของโลก ดังนั้น จีนจึงจะต้องเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เกษตรรายใหญ่ของโลกไปอีกนาน และนี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะใช้ความได้เปรียบในด้านการเกษตรและอาหารในการ ขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ

“ประชากรจีนที่แก่ตัวลงทำให้ความต้องการอาหารเปลี่ยนไป เช่น อาจจะต้องการอาหารที่ย่อยง่าย มีโปรตีนมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความต้องการใหม่และไทยสามารถใช้เรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ได้”

นอกจากนี้ จีนยังนำเข้าสุทธิการบริการ มีความต้องการในด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งในส่วนนี้ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีของสหรัฐอเมริกาเพราะไม่ว่าจีนหรือสหรัฐฯ ก็ไม่มีแนวคิดที่จะเก็บภาษีนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองไทย ส่วนภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่ว่าจะหายไป แต่จะยังคงมีอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ในส่วนของ assembly, testing and packaging แต่อาจจะไม่ใช่หัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (economic engine) ของประเทศไทยในบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป

“ทางรอดของไทยในโลกที่มีการแบ่งแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ คือต้องเน้นเรื่องภาคการเกษตร อาหาร และ บริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นจุดแข็งของไทย หรืออาจจะต้องพัฒนาให้ไทยเป็น Logistic HUB เพื่อให้สามารถส่งอาหารที่ดีไปยังจีนซึ่งต่อไปจะมีความต้องการอาหารมากกว่าความต้องการของโลก”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...