โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โอรส "นโรดม" กับเจ้าชายกำมะลอ/อัญเจียแขฺมร์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ก.พ. 2565 เวลา 02.46 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 02.46 น.

อัญเจียแขฺมร์

อภิญญา ตะวันออก

 

โอรส “นโรดม” กับเจ้าชายกำมะลอ

 

เรื่องหม่อมป้า-ม.จ.หญิงฉวีวาด ปราโมช ซึ่งเป็น “โครงกระดูกในตู้” ของคุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช อันเป็นเรื่องของเจ้านายไทย-แขมร์ ที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงนักอ่าน

ส่วนจะจริงบ้างเท็จบ้างอย่างไร เป็นเรื่องที่ถูกนำมา “ชันสูตร” โดยนักวิจัยภายหลัง

แต่บางหัวข้ออย่างกรณี ม.จ.ฉวีวาดตอนเด็กที่แก่นเซี้ยว-ยื่นขาไปขัดพระชงฆ์สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ จนทรงกลิ้งตกหอพระเลยทีเดียวนั่น ไม่เห็นว่าจะชำแหละความไปเพื่อใดกัน

เมื่อ ม.จ.ฉวีวาดเองก็ถูกริบฐานันดรไปแล้ว แต่กล่าวว่ามาจากกรณีที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ “วิกฤตวังหน้า” เลยทำให้หม่อมหนีภัยไปพนมเปญกับคณะละครชาววัง แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าข้อหลังนี้จริงหรือไม่ สำหรับการที่หม่อม (เหมือน) อ้างตนกับหลานว่า มีบทบาทในละครวังหลวงของเขมร

แต่ที่หนักไม่เบาคือนอกจากวีรกรรมกับราชสำนักไทยแล้ว ฝ่ายเขมรก็ลือกันหนักว่า เป็นเจ้าจอมในกษัตริย์เขมร-สมเด็จพระนโรดม ถึงขั้นมีโอรสกันองค์หนึ่ง พระนามว่า พระองค์เจ้าพานดุรี

ดังนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงมีศักดิ์เป็นพระญาติกับกษัตริย์เขมรไปด้วย

ว่าแต่ขณะนั้นเป็นสมัยรัชกาลที่ 7 แล้วที่นายพานดุรี, พานดูรี, พานดูกี หรือ “นายนุด” ถูกพ่อเมืองพิจิตรคุมตัวไว้ แล้วส่งจดหมายพร้อมภาพถ่ายมาถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ในนั้น ยังมีจดหมายของ (พระองค์เจ้า) พานดุรี อีกด้วยฉบับหนึ่ง

รมพระยาดำรงฯ ทรงมีบุพกรรมกับหม่อมฉวีวาดอย่างไรไม่ทราบ จึงแกะรอยเรื่องของหม่อมตั้งแต่ครั้งยังสาว จนลูกเต้าโตแล้วก็ยังไม่จบวิบาก

หรือว่าอีกที หม่อมหลวงชัยนิมิตร นวรัตน ต่างหาก ที่ตามสืบทั้งหมดในตอนเรื่อง “หม่อมเจ้าฉวีวาด : ข้อเท็จจริงจากการชันสูตร” คอลัมน์ประวัติศาสตร์มีชีวิต นิตยสารสกุลไทย/2559

ว่าแต่นายพานดุรีผู้นี้ มีการแสดงตัวต่อเจ้านายไทยอย่างไรกัน?

“ขอพระเดชะ ปกเกล้าปกกระหม่อม ขอพระราชทานกราบถวายบังคมทูลกรมพระดำรงราชานุภาพ ขอทราบใต้ละอองธุลี ข้าพระพุฒิเจ้าขอเล่าความตามต้นเนิ่ม เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๕ หม่อมเจ้าแม่ฉลีวาฏได้ออกจากพระราชอาณาจักรสยามไปที่พึ่งอาไสอยู่ในประเทสเขมร ได้บังเกิดข้าพระพุฒิเจ้าคนหนึ่ง แล้วได้เล่าบอกว่าเป็นพระราชตระกูลในสยาม ตั้งแต่ข้าพระพุฒิเจ้ารู้ความมา ก็ตั้งใจว่าจะทะนุบำรุงชาฏสยามให้อุตตมะชาฏอยู่

บันลุมาถึงรัชการ พระบาทสมเด็จรัชการที่ ๖ ม่อมเจ้าแม่ได้กลับมาอยู่ในสยาม ๑๖ ปีแล้ว ข้าพระพุฒิเจ้าก็ได้ภยายามตามมา หวังใจจะได้พึ่งพระบูรพะโพธิสมภาร ตั้งแต่เกิดมา ข้าพระพุฒิเจ้าเกิดมารู้ตัวว่าพระมารดาเกิดเป็นชาฏสยาม”

ว่าแต่ “ชาฏ” กำเนิดของพานดูรีนี้ แท้จริงอย่างไร ไฉนจึงพรากจากมารดาล่วงไปถึงเพียงนั้น จึงนึกมาตามหากันที่สยาม? และมีฐานะเป็นลูกกษัตริย์กัมพูชาธิบดีจริงหรือไม่?

คาดว่า นายพานดุรีน่าจะถูกจับตัวที่ไทยราวปี 2469 ปลายปีนั้นเอง พระธิดาในสมเด็จพระนโรดมพระองค์เจ้าหญิงมาลิกาทรงตอบจดหมายถึงเสด็จในกรมฯ อย่างละเอียด จดหมายฉบับนี้ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2469 (อ้างแล้วสกุลไทย 3215)

ส่วนจดหมายจากกรุงภนมเพญที่ย้อนไป 6 ปีก่อน คือฉบับวันที่ 17 มกราคม พุทธศักราช 2463 นั้น เข้าใจว่ากรมพระยาดำรงฯ คงสอบถามเรื่องนายพานดุรีมานานครัน ด้วยทราบดีว่าหม่อมแม่นั้นอยู่สยามมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ฤๅขอให้ถามไถ่เรื่องลูกชายหรือไม่ จนทราบว่าไปติดคุกเขมรที่พระตะบองเสียนี่

ตามเนื้อจดหมายความว่า

“กระหม่อมฉันกราบถวายบังโคมยังใต้ฝ่าพระบาท ทรงทราบ กระหม่อมฉันไปขออนุญาตกระทรวงยุติธรรมค้นหาหนังสือคุก และสารกรมทัณฑ์ ซึ่งตุลาการตัดสินจากโทษนายนุด บุตรชายของหม่อมเจ้าฉวีวาด ซึ่งตั้งตนเป็นพระองค์เจ้าพานดุรีนั้น โทษเมื่อแผ่นดินก่อนและแผ่นดินปัจจุบัน ค้นหายังไม่ภพ ภพแต่สำเนาสารกรมทัณฑ์ ศาลอุทรณ์กรุงภนมเพญ เห็นพร้อมตามศาลพัตตบอง ขาดโทษเมื่อตอนปลายที่สุด

สารกรมราชทัณฑ์ ตุลาการเมืองพัตตบอง เลขที่ ๑๙๔ ลงวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๔

สารกรมราชทัณฑ์ ตุลาการศาลอุทธรณ์ กรุงภนมเพญ ตัดสินทดโทษใส่คุก ชื่อ นุด ๕ ปี ด้วยตั้งตัวเป็นเจ้า แต่เนื้อเรื่องและสารกรมทัณฑ์ศาลพัตตบองยังไม่ภพ

สารกรมราชทัณฑ์ ตุลาการศาลอุทธรณ์ กรุงภนมเพญนั้น ชื่อ นุด พึ่งพ้นโทษในเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๙ ก็ประจวบกันกับที่ได้ตั้งต้นเป็นพระองค์เจ้านั่นเอง ถ้าหาภพเนื้อเรื่องได้ก็จะลอกฝากมาทูลถวายต่อภายหลัง” (อ้างแล้ว, สกุลไทย 3216)

สรุปว่า นายพานดุรีน่าจะอ้างตนเป็นเจ้านายเขมรชั้นสูงที่เมืองไทย

การนี้อีกราว 2 ปีต่อมา พระองค์เจ้ามาลิกาทรงจดหมายลงวันที่ 23 ธันวาคม 2465 ทูลแต่เรื่อง ม.จ.ฉวีวาดว่า มิได้เป็นหม่อมห้ามของสมเด็จพระนโรดมแต่อย่างใด และต่อมาในปี พ.ศ.2469 คราวนี้แจกแจงละเอียดว่า บิดาพานดุรีมีนามว่า “ปัล” เป็นเจ้าเมืองระลาเปือย “เชื้อสายเจ็ก หาเป็นเชื้อเจ้ามิได้…”

แต่ด้วยที่หม่อมเจ้าฉวีวาดเคยนำพานดุรีมาเลี้ยงในวัง และสมอ้างตนว่าเป็นเจ้าชาย จึงอาจมีผู้หลงเชื่อ

ส่วนที่ไปติดคุกนั้น เล่าว่า ขณะขุนศรีมโนไมย สามีคนสุดท้ายของหม่อมเจ้าฉวีวาดกำลังป่วยหนักด้วยไข้ทรพิษ ความกลัวว่าหมอจะมายึดเรือนแล้วเผาทิ้งสมบัติเพราะติดโรคร้าย หม่อมและลูกชายจึงรีบขายเรือนสมบัติ จากนั้นไปตั้งรกรากที่เมืองบาสัก/กัมพูชาใต้ จากนั้น นุดก็สมอ้างว่ามีศักดิ์เป็นราชบุตรกษัตริย์นโรดม ได้เงินผู้คนไปโข

จนหนีมาพัตตบองและใช้วิธีเดียวกับที่บาสัก แต่คราวนี้พานดุรีถูกจับเข้าคุก (เรือนใหญ่) เป็นครั้งที่ 2 ข้อหาตั้งตนเป็นราชบุตรกษัตริย์ จนได้รับอภัยโทษปล่อยตัว เมื่อสมเด็จพระนโรดมสวรรคตและผลัดรัชกาล

จากนั้น พานดุรีก็ข้ามมาสยามเพื่อตามหม่อมแม่

คราวนี้ ยังมีนโรดมอีกองค์หนึ่งที่ถูกสมอ้างจาก “เจ้าชายกำมะลอ” คือสมเด็จนโรดม สีหนุ

เวลานั้น มีเกิดจลนา/กลุ่มต่อสู้กับเวียดนามตามชายแดนไทยจำนวนหนึ่ง (1979-1990) ขณะนั้นตามชมรมค่ายผู้ลี้ภัย ดูเหมือนผู้คนยังถวิลหาวรรณะเจ้านายมิสร่างซา

กระทั่งปรากฏร่างของ “พระองค์เจ้านโรดม สุริยวงษ์” ด้วยบุคลิกที่จับใจ เขาจะเป็นอื่นใดไปได้ ถ้าไม่ใช่เจ้าชายโอรสในสมเด็จนโรดม สีหนุ ผู้มีเจตจำนงทางการเมืองเหมือนพระบิดา ผู้คนต่างปลาบปลื้ม ให้ความรักต่อเจ้าชายเขมรองค์นี้อย่างไม่คิดเป็นอื่น

แต่พลัน พอถูกเปิดโปงการอุปโลกน์เป็นลูกกษัตริย์เท่านั้น พระองค์เจ้านโรดม สุริยวงษ์ หรืออังเดร โอคทัล ก็หายตนไปจากสารบบ

เช่นเดียวกับพานดุรีในอดีตที่ยังลึกลับจนบัดนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...