โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TTB ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 โตแผ่ว 1.5% คุมเข้มสินเชื่อ จับตาหนี้อสังหาฯ เปิดเกมเงินหยวนสู้ศึกค้าจีน

The Better

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 04.37 น. • THE BETTER
TTB มองเศรษฐกิจปี 69 โตแผ่ว 1.5% ปรับพอร์ตสินเชื่อเน้นมั่นคง พร้อมเปิดบริการโอนเงินหยวน “ได้เงินครบ” หนุน SME ไทยลดต้นทุนค้าจีน

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ายังคงเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว โดยคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ระดับประมาณ 1.5% ลดลงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวราว 2.2% สะท้อนแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้น และโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ TTB เปิดเผยว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการขยายตัวเชิงรุก ธนาคารจึงกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้โดยเน้นความระมัดระวังเป็นหลัก พอร์ตสินเชื่อธุรกิจของธนาคารจึงถูกวางบทบาทให้เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจไว้ที่เพียง 1–2% เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าปริมาณ

“กลยุทธ์หลักของปีนี้ไม่ใช่การเร่งขยายสินเชื่อแบบหวือหวา แต่เป็นการค่อยเป็นค่อยไป เน้นความมั่นคงและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อสามารถรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะข้างหน้า” นายศรัณย์กล่าว

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ TTB ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตในบางอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มสุขภาพ (Healthcare) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน และกลุ่มพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า (Energy & EV) รวมถึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและพลังงานทางเลือก

ในด้านโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ ปัจจุบัน TTB มีพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 4.5–4.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในสัดส่วนราว 60–70% และลูกค้า SME ประมาณ 30–40% โดยในปี 2569 ธนาคารยังคงตั้งเป้ารักษาสัดส่วนดังกล่าวไว้ใกล้เคียงเดิม เนื่องจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนกว่า โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ภาค SME และธุรกิจขนาดกลางยังคงชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

นายศรัณย์ยอมรับว่า ธนาคารมีความกังวลต่อความเสี่ยงของกลุ่ม SME มากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในแง่ของความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้การพิจารณาสินเชื่อต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม TTB ยังคงให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อร่วมกับภาครัฐและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อนำมาออกแบบโปรแกรมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

ในประเด็นคุณภาพสินทรัพย์และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) นายศรัณย์ระบุว่า แม้จะเป็นประเด็นที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้ความสำคัญ แต่จากการติดตามพอร์ตลูกค้าอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ของ TTB ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยการไหลของหนี้จาก Stage 2 ไปยัง Stage 3 ยังอยู่ในระดับปกติ และยังไม่พบสัญญาณผิดปกติที่น่ากังวล

สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยและกำลังซื้อของผู้บริโภค ธนาคารยังคงยึดหลักการปล่อยสินเชื่อแบบ Project Finance อย่างเคร่งครัด โดยพิจารณาอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) อย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยจะเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการรายเดิมที่มีประวัติการดำเนินธุรกิจและการชำระหนี้ที่ดี ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ธนาคารจะชะลอการพิจารณาสินเชื่อออกไปก่อน

ในส่วนของธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) นายศรัณย์มองว่า ปี 2569 ธุรกรรมการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะตลาดทุน แต่ธุรกรรมการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนยังคงมีความต้องการจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง TTB ได้ปรับกลยุทธ์หันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจหุ้นกู้มากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้จากธุรกิจอื่นที่ชะลอลง

ขณะเดียวกัน TTB ยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการค้ากับจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ล่าสุดธนาคารได้เปิดตัว “บริการโอนเงินหยวนแบบเต็มจำนวน สำหรับลูกค้านิติบุคคล” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์ม ttb business one โดยคิดค่าธรรมเนียมเพียง 300 บาทต่อรายการ ช่วยให้คู่ค้าจีนได้รับเงินครบเต็มจำนวน ลดต้นทุนจากค่าธรรมเนียมธนาคารต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรม

นางบุษรัตน์ เบญจรงคกุล ประธานกลุ่มบริหารธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ TTB เปิดเผยว่า ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับจีนเติบโตสูงถึง 26.7% โดยลูกค้า SME มีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนถึง 46.7% ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงิน การเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินหยวนในการซื้อขายช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเทียบกับการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีความผันผวนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ TTB ยังมีโซลูชันทางการเงินที่รองรับการค้ากับจีนอย่างครบวงจร ทั้งบัญชี ttb multi-currency account (MCA) บริการ Trade Finance และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินหยวน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ TTB มองว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...