โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประชุม FOMC วันที่ 17-18 มี.ค. คาดเฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% และอาจชะลอการปรับลดดอกเบี้ยจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 08.42 น.

ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มี.ค. 2569 คาดเฟดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อล่าสุดยังไม่ได้สะท้อนภาพความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น
ขณะที่ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าทิศทางการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะมีความไม่แน่นอนสูง โดยขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และเงินเฟ้อ
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ เฟดอาจจำเป็นต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไปก่อน โดยปัจจุบัน (ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569) ตลาดส่วนใหญ่มองว่าเฟดอาจไม่ปรับลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายแบบประคับประคองทั้งสองด้าน (Dual Mandate) ไปพร้อมกัน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

• ตลาดแรงงานชะลอลงชัดเจนขึ้น โดยมีสัญญาณจาก

o อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในเดือนก.พ. 2569 จาก 4.3% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต

o อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 62.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี

o ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ในเดือนก.พ. 2569 ลดลง 92,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 55,000 ตำแหน่ง

o ตัวเลขการจ้างงานของเดือนธ.ค. 2568 และม.ค. 2569 ยังถูกปรับลดลงรวม 69,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการจ้างงานในช่วง 3 เดือนล่าสุดลดลงเหลือไม่ถึง 6,000 ตำแหน่งต่อเดือน

• เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) แต่เป็นในลักษณะขยายตัวไม่ทั่วถึง โดยแรงหนุนหลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการบริโภคของกลุ่มรายได้สูง อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภาษีนำเข้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจแบบ K-shaped โดยกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางจะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
• ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% YoY ในเดือนก.พ. 2569 ก่อนเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง

o ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 20.8% ภายในเวลาเพียง 12 วัน หลังเกิดเหตุโจมตี โดยในช่วงวันที่ 3-11 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งเป็นน้ำมันอ้างอิงของตลาดสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาเฉลี่ยสูงกว่า 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากค่าเฉลี่ยเดือนก.พ. 2569 ที่อยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ สิ้นเดือนก.พ. 2569 เป็น 3.60 ดอลลาร์ฯ ต่อแกลลอน ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569

o หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบทรงตัวสูงกว่า 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลต่อเนื่องตลอดปี เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่สูงกว่า 3% ในปีนี้ โดยสัดส่วนน้ำมันในตะกร้า CPI อยู่ที่ราว 3% และการปรับขึ้นของราคาพลังงานยังสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการอื่นๆ เช่น ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ราคาอาหารสด และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหรือพลาสติก ซึ่งโดยทั่วไปการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล คาดว่าจะทำให้เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 0.2%

• ทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไปขึ้นกับสถานการณ์ในอิหร่าน ที่มีผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ Kevin Warsh ที่ได้รับการเสนอชื่อให้สืบทอดตำแหน่งประธานเฟดต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพ.ค. 2569 เป็นที่รู้จักในฐานะสายเหยี่ยวที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อและมีจุดยืนเข้มงวดต่อขนาดงบดุลของเฟด ทำให้มีแนวโน้มลังเลต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยชะลอออกไปก่อน โดยตลาดปรับมุมมองการลดดอกเบี้ยของเฟดชะลอ ออกไปถึงปี 2570

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...