โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปันผลฟรี! XD ลงน้อยเฟ้นหุ้น-อย่าไล่ราคา

ทันหุ้น

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#SET #ทันหุ้น – บิ๊ก KKP แจงเหตุหุ้นไทยหลายตัวปันผลฟรี หลังขึ้น XD แล้วลงไม่มาก ชี้ฟันด์โฟลว์เข้า ความเชื่อมั่นสูง นักลงทุนหวังกำไรฟื้นต่อ กล้าถือยกระดับมูลค่า เตือนตอนนี้ราคาเริ่มตึงตัว ต้องติดตามผลงานไตรมาสต่อไปถ้าไม่ดีปรับฐาน กลยุทธ์ตั้งรับ ไม่ไล่ราคา เล่นรอบรอจังหวะย่อ ชู 3 ธีมหุ้นน่าสน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ประเมินว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นภาพสะท้อน “วัฏจักรความเชื่อมั่น” มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยแรงหนุนสำคัญมาจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ

โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียหลายแห่งโดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ปรับตัวทำจุดสูงสุดใหม่ สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์โลกและการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยยกระดับความคาดหวังต่อกำไรภาคธุรกิจในภูมิภาค ภาพดังกล่าวส่งผ่านมายังตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยด้วย

ขณะที่ปัจจัยในประเทศทำหน้าที่เป็นตัวเร่งเพิ่มเติม ทั้งผลการเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพมากกว่าที่ประเมินไว้ ตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 4 ที่ออกมาดีกว่าคาด และจังหวะที่Fund Flow ไหลกลับเข้ามาในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Oversold พอดี ส่งผลให้ดัชนีปรับขึ้นอย่างรวดเร็วในลักษณะของ Technical Rebound ผสานกับแรงเก็งกำไรเชิงมหภาค

@

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า อีกสัญญาณของความเชื่อมั่นตลาด คือภาวะ “ปันผลฟรี” ในหุ้นขนาดใหญ่หลายตัว กล่าวคือ ราคาหุ้นหลังขึ้น XD ปรับลดลง “น้อยกว่า” มูลค่าเงินปันผลที่จ่ายออกไป สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนว่า Earning Yield และกำไรในอนาคตจะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารที่เพิ่ม Payout Ratio บางแห่งแตะระดับ 80% ช่วยพยุง Risk Premium ของตลาดในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์เตือนว่า ตลาดกำลังอยู่ในภาวะปรับยกระดับการประเมินมูลค่า โดยราคาหุ้นขยับขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของกำไร ทำให้ค่า P/E ขยับสูงขึ้น หากอัตราการเติบโตของผลประกอบการ ในไตรมาสถัดไปไม่เป็นไปตามประมาณการ อาจเห็นการปรับฐานเพื่อสะท้อนมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง

เชิงกลยุทธ์ ดร.พิพัฒน์ไม่แนะนำให้ “ไล่ราคา” ในช่วงที่มูลค่าตึงตัว แต่ควรคัดเลือกหุ้นที่มี Room for Earnings Growth ชัดเจน แบ่งน้ำหนักลงทุนเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.หุ้นปลอดภัย(Defensive Play) เช่น ธนาคารและสื่อสาร เหมาะถือรับกระแสเงินสดระยะกลาง–ยาว 2.หุ้นที่ยังขึ้นน้อยกว่าตลาด (Laggard) และหุ้นเติบโต (Growth Play) เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งValuation ยังไม่ตึง หากโมเมนตัม GDP ฟื้นตัวจริงจะเกิดการส่งผลดีแบบทวีคุณ และ 3.หุ้นที่เกี่ยวพันกับนโยบายรัฐบาล(Policy-Driven Play) เช่น สาธารณูปโภคและพลังงานหมุนเวียน ที่อาจได้รับแรงส่งจากนโยบายรัฐหลังเลือกตั้ง

@Flow ยังไหลเข้า

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุตั้งแต่ต้นปี – ปัจจุบัน (YTD) เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่องโดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมราว 58,000–60,000 ล้านบาท ดันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับขึ้นราว 20–22% สวนทางกับดัชนี Nasdaq Composite ของสหรัฐ ที่ยังติดลบ อย่างไรก็ตาม ดัชนีที่ระดับราว 1,530 จุด ภาพมูลค่า (Valuation) เริ่มตึงตัวมากขึ้น

ทั้งนี้หากประเมินด้วยค่า P/E ระยะยาวเฉลี่ยราว 16.8 เท่า ประกอบกับประมาณการกำไร ได้เป้าหมายดัชนีฯ ในกรอบราว 1,500–1,570 จุด เท่ากับว่าตลาดเหลือ Upside เพียงราว 30–40 จุด สะท้อนความคุ้มค่าที่ลดลงเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นที่ต้องจับตาอยู่ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ หากกำไรออกมาดีกว่าคาด เงินทุนมีโอกาสไหลกลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐ และกดดันให้เกิดแรงขายในตลาดหุ้นไทยได้ นั่นหมายความว่า Fund Flow ที่หนุนตลาดอยู่ในเวลานี้ อาจไม่ใช่แรงส่งถาวร

ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การไล่ราคา แต่เป็นการ “ตั้งรับ” เน้นทยอยขายทำกำไร (Take Profit) หุ้นที่ปรับขึ้นแรงและรับรู้ข่าวดีไปมากแล้ว เน้นถือเงินสดรอเข้าอีกครั้งบริเวณแนวรับ 1,450 จุดพร้อมคัดหุ้นที่รายได้มีแนวโน้มพลิกกลับมาเติบโต มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ มีเงินปันผลที่ดี หรือมีส่วนต่างราคา(Downside) ที่จำกัด อาทิกลุ่มค้าปลีก ราคาปรับฐานลงมาจน Downside จำกัด และกำไรยังประคองตัวได้ เช่น HMPRO และ CPALL รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ที่ได้อานิสงส์จากภาพอัตราดอกเบี้ยทรงตัวต่ำ ความต้องการฐานรากที่แข็งแกร่ง อาทิ MTC และ TIDLOR

สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังเหมาะถือเพื่อรับเงินปันผลต่อเนื่อง 2–3 ปีข้างหน้า โดยแนะนำรอเข้าหลังขึ้น XD หุ้นเด่น ได้แก่ KTB, SCB, KBANK และKKP

“ภาพตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากเงินทุนต่างชาติ แต่ Upside เริ่มจำกัดในเชิงมูลค่า กลยุทธ์จึงควรเน้นการรักษากำไรที่มีอยู่ รอจังหวะย่อตัวใกล้ 1,500 จุด และให้น้ำหนักหุ้น Defensive หรือหุ้นที่มีเงินปันผลรองรับ มากกว่าการไล่ซื้อท่ามกลางตลาดที่เริ่มตึงตัว”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...