โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จากความขัดแย้งสู่แผนยั่งยืน

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 มีนาคม 2569 เวลา 7.10 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การปิดตำนานข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย และบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด เมื่อต้นปี 2569 ไม่ใช่เพียงการหยุดคดีความในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น แต่ถือเป็น “การรีเซต” ครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากภาพจำเดิมๆ สู่การเป็น “อุตสาหกรรมต้นน้ำเชิงยุทธศาสตร์” ที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดยความสำเร็จในการเจรจาจนนำไปสู่การถอนคำร้องโดยสมัครใจของบริษัทแม่เหมืองทองอัครา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อเสถียรภาพทางนโยบายของไทย การก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่อาจจะต้องใช้ชดเชยหลักหมื่นล้านบาท และเปลี่ยนเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ แทนการสู้คดี

และการยุติข้อพิพาทครั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนทั่วโลก ว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนภายใต้กฎหมายที่ชัดเจนและเป็นสากล…

ด้วยคำมั่นจากภาครัฐยุคใหม่ ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ผู้กำกับดูแลที่คอยคุมกฎเท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้บริหารจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” โดยจะผลักดันให้แร่ทองคำและโลหะเงินที่ขุดได้กลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมไฮ-เทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และแผงโซลาร์เซลล์ ภายใต้การเติบโตของธุรกิจ ที่ควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของประชาชนรอบเหมืองอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้

ตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยต้องเติบโตภายใต้กฎหมายที่เข้มแข็งและเป็นธรรม ยึดหลักความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินงานอย่างถูกต้องและโปร่งใส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในไฮไลต์ของการทำงานในอนาคตคือ แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่บริษัท อัครา ได้เริ่มนำร่องผ่านโครงการ “อิฐบล็อกหางแร่” ซึ่งร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหางแร่ให้เป็นวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง เปลี่ยนจากของเหลือทิ้งให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Wealth) เพื่อสร้างงานและรายได้เสริมแก่ ชุมชน นอกจากนี้ยังมีการเดินหน้าอุตสาหกรรมอัญมณีท้องถิ่น ซึ่งมีแผนการใช้ “โลหะเงิน” ที่ได้จากกระบวนการผลิตมาเป็นวัตถุดิบให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทำเครื่องเงิน ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่นโดยตรง

พร้อมกับนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของเหมืองทองในอนาคตที่ถูกย้ำเตือนด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดและการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การนำปลาจากบ่อเหมืองมาปรุงอาหารรับรองคณะผู้เยี่ยมชม เพื่อยืนยันว่าระบบการจัดการน้ำและการบำบัดเป็นไปตามมาตรฐานสากล (ISO) รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในอุตสาหกรรมหนัก เช่น พนักงานขับรถบรรทุกสินแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความเท่าเทียมและการจ้างงานในท้องถิ่น

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของอัคราว่า สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งเกือบ 90% เป็นคนในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมือง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด

โดยตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการในเดือน มี.ค.2566 จนถึงสิ้นเดือน ม.ค.2569 บริษัทได้ชำระค่าภาคหลวงแร่แล้วประมาณ 2,900 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมทองคำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

แม้หลักฐานการสร้างเม็ดเงินให้ไหลเข้ารัฐจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างมากแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่ามูลค่าทองคำคือ “ความยั่งยืน” ในการอยู่ร่วมกับชุมชน หากโมเดลการทำงานนี้ประสบความสำเร็จ เหมืองทองไทยจะกลายเป็นต้นแบบของ Smart & Green Mining ที่ทั่วโลกยอมรับ.

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...