โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่ทัพ COCOCO ผ่าวิกฤตมะพร้าวน้ำหอม เสนอคุมซัพพลาย-ทลายล้งนอมินี-เร่งหาตลาดใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ

ในแวดวงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูประดับโลก ชื่อของ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO คือยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในการขับเคลื่อนชื่อเสียงของมะพร้าวไทยสู่เวทีสากล แต่ภายใต้ความสำเร็จของการส่งออก กลับมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังซัดเสถียรภาพของเกษตรกรไทยอย่างรุนแรง

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ COCOCO ชายผู้มองเห็นทั้งโอกาสในขวดน้ำมะพร้าวและวิกฤตในสวนมะพร้าว เขามาพร้อมกับ “ข้อเสนอแนะ 3 เรื่องเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องฟัง หากไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือน “ทุเรียน” ที่กำลังเผชิญกับภาวะราคาผันผวนจากการพึ่งพาตลาดเดียว

“มะพร้าวน้ำหอม” ล้นสวน แต่ “มะพร้าวแกง” ขาดแคลน

ดร.วรวัฒน์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการแยกแยะภาพรวมตลาดมะพร้าวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้สังคมสับสนระหว่างพืชสองชนิดที่มีชะตากรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิงในขณะนี้

“ต้องเรียนก่อนว่าจริงๆ แล้วที่มีกระแสราคามะพร้าวตกต่ำมันเป็นเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมนะครับ ส่วนมะพร้าวแกงยังไงบ้านเราก็ยังไม่เพียงพอกับการผลิตต่อการบริโภคภายใน”

สำหรับวิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมที่ดิ่งเหวในปัจจุบัน ดร.วรวัฒน์ วิเคราะห์ว่ามีต้นตอมาจาก 3 ปัจจัยหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขแบบเด็ดขาด

1.ภาวะ Over Supply จากการปลูกอย่างไร้ทิศทาง

ปัญหาแรกที่ซีอีโอ COCOCO มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คือการปล่อยให้มีการขยายพื้นที่ปลูกโดยไม่มีการควบคุมเชิงนโยบาย (Zoning)

“ผมว่าเราปล่อยให้เกษตรกรเนี่ยปลูกกันเต็มที่เลย ถ้ารัฐบาลทำ เขาต้องลงพื้นที่ จำกัดพื้นที่นะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ลงทะเบียนปลูกไปเรื่อยๆ จนปีนี้มันเกิดภาวะที่เรียกว่า Over Supply มันมีเยอะเกินไป”

2.กับดัก “ตลาดเดียว” บทเรียนราคาแพงจากทุเรียน

ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมไทยพึ่งพา “ตลาดจีน” เป็นหลัก โดยส่งออกในรูปแบบมะพร้าวควั่นหรือ “Diamond Shape” มากกว่า 80% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์

“มันทำให้เกิดความเสี่ยงว่าถ้ามีผู้ซื้อรายเดียวใหญ่ๆ ยังไงเราก็โดนกดราคาแน่นอน ซึ่งคุณจะได้เห็นบทเรียนจากทุเรียน เราปลูกกันทุกจังหวัด แต่มีตลาดเดียวคือจีน ทำให้เราค่อนข้างโดนบีบราคาได้ง่าย”

3.ต้นทุนการผลิตที่แพงกว่าคู่แข่ง

เมื่อหันมามองต้นทุน ดร.วรวัฒน์ ยอมรับว่าไทยกำลังเสียเปรียบในเชิงโครงสร้าง “ต้นทุนการผลิตของเราค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อย่างเวียดนามเนี่ยต้นทุนเขาต่ำกว่า ทำให้เราแข่งขันได้น้อยลง การแก้ 3 ส่วนนี้ (คุม Supply, หาตลาดใหม่, ลดต้นทุน) ต้องใช้เวลาระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน”

มาตรการ “ดูดซับ 1 ล้านลูก” แค่ยาแก้ปวดชั่วคราว

เมื่อถามถึงมาตรการล่าสุดของรัฐบาลที่เตรียม “ดูดซับผลผลิตส่วนเกิน 1 ล้านลูก” ดร.วรวัฒน์ ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า

“มาตรการล้านลูกที่รัฐบาลออกมา ผมว่ามันเป็นการดูดซับ Supply ที่ล้นออกมาแค่ชั่วคราวนะครับ ถามว่าดีไหม… ก่อนอื่นต้องเรียนว่าทำดีกว่าไม่ทำครับ แต่ต้องมองระยะยาวว่าเราควรแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่านั้น”

เขามองว่าการอัดฉีดเงินเพื่อดึงผลผลิตออกไม่สามารถแก้ “โครงสร้าง” ของปัญหาได้ตราบใดที่ตลาดส่งออกยังไม่ถูกแก้อย่างยั่งยืน

ชำแหละปม “ล้งนอมินี” ขบวนการฮั้วต่างชาติสวมรอยคุมตลาดไทย

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้คือบทบาทของ “ล้งนอมินี” ที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือราคาหน้าสวน ดร.วรวัฒน์ ย้ำชัดว่าไทยต้องเคารพหลักการค้าเสรี แต่ต้องอยู่บนบรรทัดฐานของกฎหมาย

“เราอยู่ในโลกเสรีที่ค้าขายได้ทั่วโลก แต่ข้อกำหนดของประเทศไทยคือ ถ้าต่างชาติจะมาลงทุนในรูปแบบบริษัท ควรจะถือหุ้นในสัดส่วน 49:51 และจดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้ผมว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งจดทะเบียนไม่ถูกต้อง และใช้นอมินี”

เขายังสะท้อนภาพความเจ็บปวดที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยมานานว่า

“เรื่องนี้ (ล้งนอมินี) เขาทำมานานแล้ว และเราอาจละเลยกันมานาน ทำให้ทุนต่างประเทศเข้ามาขนาดที่ว่าแปรรูปเอง ไปซื้อของถึงสวนเอง หรือบางคนก็เช่าสวนซะด้วยซ้ำ พอมันเป็นส่วนใหญ่หรือคุมตลาดได้แล้ว เขาก็เลยใช้วิธีฮั้วกัน แล้วก็กดราคาลง ซึ่งอันนี้ผมว่าต้องแก้ให้สิ่งที่มันไม่ถูกต้อง กลับมาถูกต้องซะ”

ข้อเสนอแนะ 2 ระยะในการแก้ปัญหาล้ง

  • ระยะสั้น: รัฐต้อง “ปรามและปราบ” กลุ่มคนที่เปิดบริษัทหรือโรงงานที่ไม่ถูกต้อง เพื่อดึงธุรกิจกลับมาอยู่ในมือคนไทย

  • ระยะยาว: ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว โดยรัฐบาลต้องช่วยหาตลาดใหม่ๆ ทั่วโลก เพราะ “น้ำมะพร้าวไทย” เป็นสินค้าชั้นเลิศที่ทั้งโลกต้องการ

ข้อเท็จจริงการนำเข้ามะพร้าวแกง ไม่ใช่ตัวทำลายราคามะพร้าวน้ำหอม

ดร.วรวัฒน์ ได้ไขข้อข้องใจถึงกระแสการนำมะพร้าวนำเข้าว่าส่งผลกระทบต่อราคาหรือไม่ โดยระบุว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น

“ตอนนี้เรามีความสับสนระหว่างมะพร้าวน้ำหอมที่ล้นตลาด กับมะพร้าวแกงที่เราผลิตไม่พอ การนำเข้าเนี่ยเขานำเข้ามะพร้าวแกงจากอินโดนีเซีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับของไทย แต่เป็นคนละพันธุ์กับมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งการนำเข้าเป็นความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมแปรรูปกะทิ เราต้องเข้าใจตรงนี้ใหม่”

ยุทธศาสตร์แปรรูป: Soft Loan ไม่ใช่คำตอบเท่ากับ “การขยายตลาด”

ในมุมมองของผู้แปรรูปรายใหญ่ ดร.วรวัฒน์ มองว่าภาคโรงงานในปัจจุบันยังมีความแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ต้องการจากรัฐไม่ใช่แค่เรื่องเงินกู้ “คิดว่าโรงงานปัจจุบันคงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ Soft Loan ตรงนั้นนะครับ ผมว่ารัฐควรไปสนับสนุนภาคเกษตรที่เป็นต้นน้ำมากกว่า เช่น แนะนำการใช้ปุ๋ย ยา หรือเทคนิคที่ถูกต้อง”

ส่วนการสนับสนุนภาคแปรรูปนั้น เขาเสนอให้รัฐบาลใช้ “เครื่องมือทางการทูตและการพาณิชย์” ในต่างประเทศให้เป็นประโยชน์

“ภาครัฐควรจะอำนวยความสะดวก หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือในต่างประเทศที่จะช่วยหาตลาดให้มากขึ้น เพื่อให้เราดูดซับวัตถุดิบได้มากขึ้น เพราะการแปรรูปยังมีอนาคตอีกไกล”

เขายังขยายความถึง “Pain Point” ของการส่งออกมะพร้าวลูกสดว่า “มะพร้าวสดขายจีน 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่จริงๆ มีตลาดอเมริกา ยุโรปที่รออยู่ เพียงแต่อุปสรรคคือค่าขนส่งที่ต้องไปทางแอร์เพราะเป็นของสด ถ้าช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้ ลูกสดก็จะกระจายได้ทั่วโลก เพราะชาวต่างชาติได้ชิมเขาก็ชอบอยู่แล้ว ปัญหาส่วนใหญ่คือผู้ส่งออกรายเล็กมีความสามารถในการทำตลาดจำกัด รัฐต้องพาเขาไปออกงานทั่วโลกและอำนวยความสะดวกในการส่งออก”

Big Data: หัวใจของการบริหารจัดการ Supply ที่ขาดหายไป

ซีอีโอ COCOCO ตั้งคำถามสำคัญถึงการจัดการข้อมูลในอุตสาหกรรมมะพร้าวว่าที่ผ่านมาเรา “ปลูกตามยถากรรม” โดยไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน

“วัตถุดิบมะพร้าวน้ำหอมเราไม่ค่อยทราบเลยว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ดังนั้น การได้ Data เป็นข้อมูลว่าปีนี้ผลผลิตจะออกเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการเนี่ย เราไม่มีครับ… เราปล่อยให้ปลูกไป ผลผลิตออกมาเท่าไหร่เราก็ไม่รู้ มันเลยบริหารจัดการเรื่อง Over Supply ยาก”

เขาเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการลงทะเบียนพื้นที่และคาดการณ์ปริมาณผลผลิต เพื่อแนะนำเกษตรกรว่าควรปลูกหรือไม่

“สินค้าเกษตรบ้านเราเนี่ย ถ้าตัวไหนดีเราก็แห่กันปลูก เช่น ทุเรียน พอตลาดไม่ดีก็หยุด ไปปลูกพืชอื่น แล้วก็แห่กันปลูกอยู่อย่างเงี้ย มันต้องมีกลไกที่แก้ระยะยาว” ซีอีโอ COCOCO กล่าว

ถ้าไม่แก้ตอนนี้… อุตสาหกรรมจะพังทลายใน 1-2 ปี?

เมื่อถามถึงฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด ดร.วรวัฒน์ ย้ำว่าผู้ที่ต้องรับกรรมคือคนตัวเล็กที่สุดในห่วงโซ่

“ถ้าปล่อยไปแบบนี้ คนที่กระทบมากที่สุดคือเกษตรกร เพราะเขาขาดทุน ต้นทุนเขาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 บาท แต่ตอนนี้ขายได้แค่ 2-3 บาท เกษตรกรก็จะจนลงเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็จะทิ้งสวน หรือโค่นต้นมะพร้าวไปเสี่ยงกับพืชอื่น ทำให้ประชากรเราจนลงตลอด นี่คือผลกระทบระยะยาวที่รัฐบาลควรมอง”

ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมนั้นเขามั่นใจว่า “เอาตัวรอดได้” เพราะมีความเก่งในการหาตลาดใหม่ๆ แต่พื้นฐานของประเทศอย่างเกษตรกรจะพังทลาย

ความเชื่อมั่นถึงเกษตรกร: “มะพร้าวน้ำหอมไทยคือของดีระดับโลก”

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ดร.วรวัฒน์ ได้ส่งข้อความถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของมะพร้าวไทยว่า

“มะพร้าวน้ำหอมบ้านเราเป็นผลผลิตที่ดีอยู่แล้ว เรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องชั่วคราวที่เกิดขึ้นได้ ผมอยากให้ดูระยะยาวว่าเราจะปรับปรุงตัวยังไง จะลดต้นทุนเท่าไหร่ เกษตรกรอาจต้องใช้ความอดทนอีกหน่อย

ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลช่วยอีกแรง และเราช่วยกันปกป้องมะพร้าวน้ำหอมให้อยู่ในมือคนไทย เราจะสามารถพาผลิตผลตัวนี้ไปได้อีกยาวเลยครับ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แม่ทัพ COCOCO ผ่าวิกฤตมะพร้าวน้ำหอม เสนอคุมซัพพลาย-ทลายล้งนอมินี-เร่งหาตลาดใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...