แม่ทัพ COCOCO ผ่าวิกฤตมะพร้าวน้ำหอม เสนอคุมซัพพลาย-ทลายล้งนอมินี-เร่งหาตลาดใหม่
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ
ในแวดวงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูประดับโลก ชื่อของ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO คือยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในการขับเคลื่อนชื่อเสียงของมะพร้าวไทยสู่เวทีสากล แต่ภายใต้ความสำเร็จของการส่งออก กลับมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังซัดเสถียรภาพของเกษตรกรไทยอย่างรุนแรง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ COCOCO ชายผู้มองเห็นทั้งโอกาสในขวดน้ำมะพร้าวและวิกฤตในสวนมะพร้าว เขามาพร้อมกับ “ข้อเสนอแนะ 3 เรื่องเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องฟัง หากไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือน “ทุเรียน” ที่กำลังเผชิญกับภาวะราคาผันผวนจากการพึ่งพาตลาดเดียว
“มะพร้าวน้ำหอม” ล้นสวน แต่ “มะพร้าวแกง” ขาดแคลน
ดร.วรวัฒน์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการแยกแยะภาพรวมตลาดมะพร้าวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้สังคมสับสนระหว่างพืชสองชนิดที่มีชะตากรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิงในขณะนี้
“ต้องเรียนก่อนว่าจริงๆ แล้วที่มีกระแสราคามะพร้าวตกต่ำมันเป็นเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมนะครับ ส่วนมะพร้าวแกงยังไงบ้านเราก็ยังไม่เพียงพอกับการผลิตต่อการบริโภคภายใน”
สำหรับวิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมที่ดิ่งเหวในปัจจุบัน ดร.วรวัฒน์ วิเคราะห์ว่ามีต้นตอมาจาก 3 ปัจจัยหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขแบบเด็ดขาด
1.ภาวะ Over Supply จากการปลูกอย่างไร้ทิศทาง
ปัญหาแรกที่ซีอีโอ COCOCO มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คือการปล่อยให้มีการขยายพื้นที่ปลูกโดยไม่มีการควบคุมเชิงนโยบาย (Zoning)
“ผมว่าเราปล่อยให้เกษตรกรเนี่ยปลูกกันเต็มที่เลย ถ้ารัฐบาลทำ เขาต้องลงพื้นที่ จำกัดพื้นที่นะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ลงทะเบียนปลูกไปเรื่อยๆ จนปีนี้มันเกิดภาวะที่เรียกว่า Over Supply มันมีเยอะเกินไป”
2.กับดัก “ตลาดเดียว” บทเรียนราคาแพงจากทุเรียน
ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมไทยพึ่งพา “ตลาดจีน” เป็นหลัก โดยส่งออกในรูปแบบมะพร้าวควั่นหรือ “Diamond Shape” มากกว่า 80% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมหันต์
“มันทำให้เกิดความเสี่ยงว่าถ้ามีผู้ซื้อรายเดียวใหญ่ๆ ยังไงเราก็โดนกดราคาแน่นอน ซึ่งคุณจะได้เห็นบทเรียนจากทุเรียน เราปลูกกันทุกจังหวัด แต่มีตลาดเดียวคือจีน ทำให้เราค่อนข้างโดนบีบราคาได้ง่าย”
3.ต้นทุนการผลิตที่แพงกว่าคู่แข่ง
เมื่อหันมามองต้นทุน ดร.วรวัฒน์ ยอมรับว่าไทยกำลังเสียเปรียบในเชิงโครงสร้าง “ต้นทุนการผลิตของเราค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อย่างเวียดนามเนี่ยต้นทุนเขาต่ำกว่า ทำให้เราแข่งขันได้น้อยลง การแก้ 3 ส่วนนี้ (คุม Supply, หาตลาดใหม่, ลดต้นทุน) ต้องใช้เวลาระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน”
มาตรการ “ดูดซับ 1 ล้านลูก” แค่ยาแก้ปวดชั่วคราว
เมื่อถามถึงมาตรการล่าสุดของรัฐบาลที่เตรียม “ดูดซับผลผลิตส่วนเกิน 1 ล้านลูก” ดร.วรวัฒน์ ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า
“มาตรการล้านลูกที่รัฐบาลออกมา ผมว่ามันเป็นการดูดซับ Supply ที่ล้นออกมาแค่ชั่วคราวนะครับ ถามว่าดีไหม… ก่อนอื่นต้องเรียนว่าทำดีกว่าไม่ทำครับ แต่ต้องมองระยะยาวว่าเราควรแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่านั้น”
เขามองว่าการอัดฉีดเงินเพื่อดึงผลผลิตออกไม่สามารถแก้ “โครงสร้าง” ของปัญหาได้ตราบใดที่ตลาดส่งออกยังไม่ถูกแก้อย่างยั่งยืน
ชำแหละปม “ล้งนอมินี” ขบวนการฮั้วต่างชาติสวมรอยคุมตลาดไทย
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้คือบทบาทของ “ล้งนอมินี” ที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือราคาหน้าสวน ดร.วรวัฒน์ ย้ำชัดว่าไทยต้องเคารพหลักการค้าเสรี แต่ต้องอยู่บนบรรทัดฐานของกฎหมาย
“เราอยู่ในโลกเสรีที่ค้าขายได้ทั่วโลก แต่ข้อกำหนดของประเทศไทยคือ ถ้าต่างชาติจะมาลงทุนในรูปแบบบริษัท ควรจะถือหุ้นในสัดส่วน 49:51 และจดทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งตอนนี้ผมว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งจดทะเบียนไม่ถูกต้อง และใช้นอมินี”
เขายังสะท้อนภาพความเจ็บปวดที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยมานานว่า
“เรื่องนี้ (ล้งนอมินี) เขาทำมานานแล้ว และเราอาจละเลยกันมานาน ทำให้ทุนต่างประเทศเข้ามาขนาดที่ว่าแปรรูปเอง ไปซื้อของถึงสวนเอง หรือบางคนก็เช่าสวนซะด้วยซ้ำ พอมันเป็นส่วนใหญ่หรือคุมตลาดได้แล้ว เขาก็เลยใช้วิธีฮั้วกัน แล้วก็กดราคาลง ซึ่งอันนี้ผมว่าต้องแก้ให้สิ่งที่มันไม่ถูกต้อง กลับมาถูกต้องซะ”
ข้อเสนอแนะ 2 ระยะในการแก้ปัญหาล้ง
ระยะสั้น: รัฐต้อง “ปรามและปราบ” กลุ่มคนที่เปิดบริษัทหรือโรงงานที่ไม่ถูกต้อง เพื่อดึงธุรกิจกลับมาอยู่ในมือคนไทย
ระยะยาว: ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว โดยรัฐบาลต้องช่วยหาตลาดใหม่ๆ ทั่วโลก เพราะ “น้ำมะพร้าวไทย” เป็นสินค้าชั้นเลิศที่ทั้งโลกต้องการ
ข้อเท็จจริงการนำเข้ามะพร้าวแกง ไม่ใช่ตัวทำลายราคามะพร้าวน้ำหอม
ดร.วรวัฒน์ ได้ไขข้อข้องใจถึงกระแสการนำมะพร้าวนำเข้าว่าส่งผลกระทบต่อราคาหรือไม่ โดยระบุว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น
“ตอนนี้เรามีความสับสนระหว่างมะพร้าวน้ำหอมที่ล้นตลาด กับมะพร้าวแกงที่เราผลิตไม่พอ การนำเข้าเนี่ยเขานำเข้ามะพร้าวแกงจากอินโดนีเซีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับของไทย แต่เป็นคนละพันธุ์กับมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งการนำเข้าเป็นความจำเป็นต่ออุตสาหกรรมแปรรูปกะทิ เราต้องเข้าใจตรงนี้ใหม่”
ยุทธศาสตร์แปรรูป: Soft Loan ไม่ใช่คำตอบเท่ากับ “การขยายตลาด”
ในมุมมองของผู้แปรรูปรายใหญ่ ดร.วรวัฒน์ มองว่าภาคโรงงานในปัจจุบันยังมีความแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ต้องการจากรัฐไม่ใช่แค่เรื่องเงินกู้ “คิดว่าโรงงานปัจจุบันคงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ Soft Loan ตรงนั้นนะครับ ผมว่ารัฐควรไปสนับสนุนภาคเกษตรที่เป็นต้นน้ำมากกว่า เช่น แนะนำการใช้ปุ๋ย ยา หรือเทคนิคที่ถูกต้อง”
ส่วนการสนับสนุนภาคแปรรูปนั้น เขาเสนอให้รัฐบาลใช้ “เครื่องมือทางการทูตและการพาณิชย์” ในต่างประเทศให้เป็นประโยชน์
“ภาครัฐควรจะอำนวยความสะดวก หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือในต่างประเทศที่จะช่วยหาตลาดให้มากขึ้น เพื่อให้เราดูดซับวัตถุดิบได้มากขึ้น เพราะการแปรรูปยังมีอนาคตอีกไกล”
เขายังขยายความถึง “Pain Point” ของการส่งออกมะพร้าวลูกสดว่า “มะพร้าวสดขายจีน 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่จริงๆ มีตลาดอเมริกา ยุโรปที่รออยู่ เพียงแต่อุปสรรคคือค่าขนส่งที่ต้องไปทางแอร์เพราะเป็นของสด ถ้าช่วยสนับสนุนตรงนี้ได้ ลูกสดก็จะกระจายได้ทั่วโลก เพราะชาวต่างชาติได้ชิมเขาก็ชอบอยู่แล้ว ปัญหาส่วนใหญ่คือผู้ส่งออกรายเล็กมีความสามารถในการทำตลาดจำกัด รัฐต้องพาเขาไปออกงานทั่วโลกและอำนวยความสะดวกในการส่งออก”
Big Data: หัวใจของการบริหารจัดการ Supply ที่ขาดหายไป
ซีอีโอ COCOCO ตั้งคำถามสำคัญถึงการจัดการข้อมูลในอุตสาหกรรมมะพร้าวว่าที่ผ่านมาเรา “ปลูกตามยถากรรม” โดยไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน
“วัตถุดิบมะพร้าวน้ำหอมเราไม่ค่อยทราบเลยว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ดังนั้น การได้ Data เป็นข้อมูลว่าปีนี้ผลผลิตจะออกเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการเนี่ย เราไม่มีครับ… เราปล่อยให้ปลูกไป ผลผลิตออกมาเท่าไหร่เราก็ไม่รู้ มันเลยบริหารจัดการเรื่อง Over Supply ยาก”
เขาเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการลงทะเบียนพื้นที่และคาดการณ์ปริมาณผลผลิต เพื่อแนะนำเกษตรกรว่าควรปลูกหรือไม่
“สินค้าเกษตรบ้านเราเนี่ย ถ้าตัวไหนดีเราก็แห่กันปลูก เช่น ทุเรียน พอตลาดไม่ดีก็หยุด ไปปลูกพืชอื่น แล้วก็แห่กันปลูกอยู่อย่างเงี้ย มันต้องมีกลไกที่แก้ระยะยาว” ซีอีโอ COCOCO กล่าว
ถ้าไม่แก้ตอนนี้… อุตสาหกรรมจะพังทลายใน 1-2 ปี?
เมื่อถามถึงฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด ดร.วรวัฒน์ ย้ำว่าผู้ที่ต้องรับกรรมคือคนตัวเล็กที่สุดในห่วงโซ่
“ถ้าปล่อยไปแบบนี้ คนที่กระทบมากที่สุดคือเกษตรกร เพราะเขาขาดทุน ต้นทุนเขาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 บาท แต่ตอนนี้ขายได้แค่ 2-3 บาท เกษตรกรก็จะจนลงเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็จะทิ้งสวน หรือโค่นต้นมะพร้าวไปเสี่ยงกับพืชอื่น ทำให้ประชากรเราจนลงตลอด นี่คือผลกระทบระยะยาวที่รัฐบาลควรมอง”
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมนั้นเขามั่นใจว่า “เอาตัวรอดได้” เพราะมีความเก่งในการหาตลาดใหม่ๆ แต่พื้นฐานของประเทศอย่างเกษตรกรจะพังทลาย
ความเชื่อมั่นถึงเกษตรกร: “มะพร้าวน้ำหอมไทยคือของดีระดับโลก”
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ดร.วรวัฒน์ ได้ส่งข้อความถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของมะพร้าวไทยว่า
“มะพร้าวน้ำหอมบ้านเราเป็นผลผลิตที่ดีอยู่แล้ว เรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องชั่วคราวที่เกิดขึ้นได้ ผมอยากให้ดูระยะยาวว่าเราจะปรับปรุงตัวยังไง จะลดต้นทุนเท่าไหร่ เกษตรกรอาจต้องใช้ความอดทนอีกหน่อย
ขณะเดียวกันถ้ารัฐบาลช่วยอีกแรง และเราช่วยกันปกป้องมะพร้าวน้ำหอมให้อยู่ในมือคนไทย เราจะสามารถพาผลิตผลตัวนี้ไปได้อีกยาวเลยครับ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แม่ทัพ COCOCO ผ่าวิกฤตมะพร้าวน้ำหอม เสนอคุมซัพพลาย-ทลายล้งนอมินี-เร่งหาตลาดใหม่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net