โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

อธิบดีดีเอสไอไม่แย้ง! ไฟเขียวตามอัยการ สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญฯ คดีคลุมถุงดำ ‘ลุงเปี๊ยก’

เดลินิวส์

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 18.55 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“โฆษกดีเอสไอ” เผย

จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม (ดีเอสไอ) และมีอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้กำกับการสอบสวนของดีเอสไอ ร่วมกันดำเนินการสอบสวนในคดีพิเศษที่ 9/2567 หรือ กรณีนายปัญญา คงแสนคำ (ลุงเปี๊ยก) ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 8 ราย ดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (การคลุมถุงดำลุงเปี๊ยก ปรับอุณหภูมิแอร์ให้หนาวเย็น เพื่อให้ลุงเปี๊ยกรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าป้าบัวผัน) ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือเรียกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ (ผู้ต้องหา) ทั้ง 8 ราย เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากรณีถูกกล่าวหาว่าบังคับหรือทรมานให้ นายปัญญา หรือลุงเปี๊ยก รับสารภาพในคดีฆาตกรรม นางบัวผัน ตันสุ หรือป้าบัวผัน ต่อมาวันที่ 9 พ.ค. 67 ผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งหมดได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนของกฎหมาย กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. 67 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ ตามมาตรา 6 และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามมาตรา 7 ส่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 19 ส.ค. 68 พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ และได้ทำหนังสือสอบถามมายังอธิบดีดีเอสไอ ล่าสุดมีรายงานว่าอธิบดีดีเอสไอได้เห็นพ้องกับพนักงานอัยการฯ สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 3 มี.ค. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ ได้ยืนยันว่า จากที่มีกระแสข่าวว่าคดีพิเศษที่ 9/2567 หรือ กรณีนายปัญญา คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จำนวน 8 ราย ดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทางอธิบดีดีเอสไอได้มีความเห็นพ้องกับอัยการคดีทุจริตฯ ไม่สั่งฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ นั้น ตามเดิมแล้วในสำนวนการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ได้มีความเห็นสั่งฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ ไปด้วย แต่เมื่ออัยการคดีทุจริตฯ ได้พิจารณาและทำสำนวนกลับมายังดีเอสไอ ก็ได้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง พร้อมให้เหตุผลมาด้วย ซึ่งทางอธิบดีดีเอสไอก็ได้มาพิจารณา 2 ส่วน คือ 1.พิจารณาสำนวนเดิมของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ได้ดำเนินการไป กับความเห็นของพนักงานสอบสวนทั้งหมด 2.พิจารณาความเห็นของอัยการคดีทุจริตฯ ที่สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ เพราะเมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วก็พบว่า น้ำหนักและความเห็นของอัยการคดีทุจริตฯ มีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมากกว่า อธิบดีดีเอสไอจึงเห็นพ้องกับอัยการคดีทุจริตฯ สั่งไม่ฟ้อง ผกก.สภ.อรัญประเทศ

ทั้งนี้ อธิบดีดีเอสไอจึงเปรียบเสมือนคนกลาง เพราะอธิบดีฯ ไม่ใช่ผู้ทำการสอบสวนโดยตรง และหลักการทำความเห็นแย้ง เป็นหลักอิสระที่แยกจากการเป็นพนักงานสอบสวน ซึ่งตนในฐานะที่เคยเป็น ผอ.กองบริหารคดีพิเศษมาก่อน ตนมีประสบการณ์ในการตรวจสำนวนแย้งมาแล้วจึงเข้าใจว่าเมื่ออัยการเห็นแย้งมา อัยการมักจะมีมุมมองและเหตุผลทางกฎหมายที่อ้างมาในสำนวนซึ่งจะมองไม่เหมือนกับพนักงานสอบสวน ฉะนั้น เมื่อมองไม่เหมือนกัน อัยการฯ ก็ย่อมมีเหตุผลในการอ้างถึง บ้างมีการยกคำพิพากษาฎีกาอ้างถึง หรือบ้างมีการยกข้อกฎหมายอ้างถึง ก็ย่อมทำให้เราได้ประมวลพิจารณาอีกครั้งว่าเห็นควรเห็นพ้องหรือไม่ อย่างไร

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีของ ผกก.สภ.อรัญประเทศ ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของลูกน้องตำรวจทั้งหมดในคดี เป็นไปได้หรือไม่ว่าอัยการคดีทุจริตฯ ได้เล็งเห็นถึงพยานหลักฐานว่า ผกก.สภ.อรัญประเทศ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องไปสั่งการใด ๆ กับลูกน้องนั้น โฆษกดีเอสไอ เผยว่า ก็อาจเป็นเช่นนั้นก็เป็นได้ แต่หลักการคือทางอธิบดีดีเอสไอก็ได้พิจารณาจากสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ความเห็นสั่งฟ้องของคณะพนักงานสอบสวน และความเห็นสั่งไม่ฟ้องของอัยการคดีทุจริตประกอบกันทั้งหมด นอกจากนี้ มิใช่เพียงกรณีของ ผกก.สภ.อรัญประเทศ ที่อธิบดีดีเอสไอเห็นพ้องกับทางอัยการคดีทุจริต แต่ก็มีผู้ต้องหาบางรายในคดีที่อัยการคดีทุจริตสั่งไม่ฟ้องในบางข้อหา ซึ่งทางอธิบดีดีเอสไอก็ได้เห็นแย้งขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด ฉะนั้น สำนวนคดีลุงเปี๊ยกดังกล่าว จึงมีผู้ต้องหาบางรายและบางข้อกล่าวหาที่อยู่ระหว่างรออัยการสูงสุดชี้ขาดกลับมา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า นายปัญญา คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก ผู้เสียหายในคดี ยังคงอยู่ในกระบวนการคุ้มครองพยานโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มานานกว่า 1 ปี หลังจากได้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูอาการจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นเวลานาน โดยลุงเปี๊ยกยังคงอยู่ในเซฟเฮาส์เพื่อความปลอดภัย และรอให้สำนวนคดีได้ไปสู่ชั้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อศาลพิจารณามีความเห็นสั่งฟ้องผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายซ้อมทรมานฯ ต่อไป อนึ่ง คดีดังกล่าวนี้ถือเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการสอบสวนปากคำผู้ต้องสงสัยในคดี ซึ่ง 8 ผู้ต้องหาที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้องไปยังอัยการคดีทุจริตฯ ประกอบด้วย 1.ร.ต.อ.พงศภัค พลแสน รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 2.พ.ต.ท.พิชิต วัฒโน รอง ผกก.สส.สภ.อรัญประเทศ 3.พ.ต.ท.นิติธร พิมพ์คำ สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 4.ร.ต.อ.พชร บุญอินราทากูร รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ 5.พ.ต.อ.พิเชษฐ์ ศรีจันทร์ตรา ผกก.สภ.อรัญประเทศ 6.ดาบตำรวจ ภิเศก พวงมาลีประดับ หรือดาบเศก ผบ.หมู่งานสืบสวน สภ.อรัญประเทศ 7.จ.ส.ต.ทวีศักดิ์ พูนสะสมทรัพย์ ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ และ 8.ส.ต.อ.ชัยศิริ สุรโฆษิต ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...