โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'พนักงานใหม่' ผลงานจาก 'เต๋อ นวพล' ที่เจ้าตัวยอมรับว่าซีเรียสที่สุดในชีวิต

Capital

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 10.49 น. • Insight

ไฟในโรงหนังถูกเปิด รายชื่อนักแสดงและทีมงานที่จากเอนด์เครดิตค่อยๆ เลื่อนขึ้น ทว่าเสียงจากผู้ชมกลับเงียบเชียบ เงียบในความหมายตรงกันข้ามกับไม่ถูกใจ แต่เงียบเพราะกำลังกลั่นกรองสารจากหนังที่เพิ่งดูไปตลอดชั่วโมงกว่า

นี่คือสิ่งที่ปรากฏใน ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) : Human Resource’ หนังเรื่องล่าสุดจากค่าย GDH และผลงานลำดับที่ 9 ในชีวิตของ ‘เต๋อ–นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ นักเขียนบทมือทอง ผู้กำกับหนัง และผู้บริหารค่าย Very Sad Pictures ทำงานต่อผู้ชม

ไม่หวือหวา ฮาหน้าตาย เหมือน Fast & Feel Love

ไม่เฉพาะกลุ่ม เพราะเคยอยู่ในสถานะฟรีแลนซ์เหมือน Freelance..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ

ไม่ใคร่รู้ วิ่งชนคำถาม ชักนำตัวละครให้เติบโตเหมือน Mary Is Happy, Mary is Happy

เพราะพนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) เล่นกับเรื่องราวชีวิตของ ‘ปุถุชน’ ผู้สวมหัวโขน ‘คนทำงาน’ ที่ต้องดิ้นรนกับความวกวนวุ่นวายและกดดัน จากปัญหาสภาพแวดล้อมตั้งแต่ในบ้าน ออฟฟิศ จนถึงสังคม

HR ที่รับพนักงานใหม่เข้ามาโดยรู้ว่าน้องใหม่รายนี้ต้องเจอกับหัวหน้าประสาทแดก, ภรรยาที่ไม่พร้อมมีลูก, มลพิษลอยฟุ้งเต็มอากาศ, ความเฮงซวยของเพื่อนร่วมท้องถนน ฯลฯ รู้ตัวอีกทีเราอาจสวมบทเป็นใครสักคนในหนัง

“ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้ซีเรียสที่สุดของเต๋อ นวพลไหม? คงต้องตอบว่า ใช่” เจ้าพ่อหนังอินดี้บอกกับผู้เขียนแบบนั้น

ทันทีที่ชมจบผู้เขียนนัดพูดคุยกับนวพล ถึงเบื้องหลังพนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) หนังที่เจ้าตัวบอกจากปากว่า ‘ซีเรียส’ และน่าจะ ‘เรียล’ ที่สุดในชีวิต

ทำไมต้องเล่าความไม่สมบูรณ์ในมุมของคนทำงาน, สารที่ต้องการส่งถึงคนดูคืออะไร, ถ้าหนังเรื่องนี้มี KPI วัดผล ผลลัพธ์แบบไหนถึงผ่านเกณฑ์ ไปจนถึงมุมธุรกิจในฐานะคนทำหนังที่ผ่านช่วงขาขึ้นและขาลงของวงการภาพยนตร์ไทย ว่าวงการดังกล่าวยังมีที่ยืนให้เด็กจบใหม่อยู่ไหม

เตรียมเรซูเม่พร้อมเชิญเข้าคิวรอสัมภาษณ์ได้ที่ด้านล่างนี้

ทำไมคุณถึงตัดสินใจทำหนังที่เล่าถึงชีวิตของคนทำงานอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นมนุษย์ทำงานทั่วไปจริงๆ หลังก่อนหน้านี้เคยหยิบเรื่องของคนทำงานฟรีแลนซ์มาเล่าจนประสบความสำเร็จ

นวพล : มันเริ่มมาจากการตั้งคำถามของเราก่อน ว่าทำไมคนสมัยนี้บางคนถึงไม่อยากมีลูกแต่บางคนยังอยากมีลูก สภาพโลก สภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคมมันเป็นยังไง ซึ่งเรามองว่าการเล่าเรื่องคนทำงานทุกอย่างมันจบในตัวมันเอง คือทุกคนก็ต้องทำงาน จริงๆ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานประจำหรือเป็นคนทำงานในออฟฟิศ ก็เจอเหตุการณ์ conflict แบบในหนังได้ เพียงแต่จะเจอในรูปแบบที่แตกต่างกัน

การทำงานมันสะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นคนยังไง ขณะเดียวกันงานมันก็หล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนแบบไหนได้เช่นกัน

เราเลยรู้สึกว่าเล่าเรื่องผ่านการทำงาน น่าจะตรงประเด็น และตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต้องไปคิดเรื่องใหม่ ไม่ต้องนำไปกับความรัก ไม่ต้องนำไปกับแอ็กชั่นหรือทริลเลอร์ เล่าที่มันเป็นแบบนี้ไปตรงๆ เลยดีกว่า เพราะที่ผ่านมาตัวเรายังไม่เคยทำหนังด้วยโจทย์ที่พูดถึงชีวิตประจำวัน อย่างการที่ต้องมานั่งอยู่ในห้องประชุม การที่ต้องมานั่งทำตามคำสั่งโดยที่เราก็ยังไม่แน่ใจ

แล้วเราก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน ที่คนดูจะได้เห็นชีวิตประจำวันแบบเราถูกเล่าอยู่บนจอหนัง แบบที่ไม่ใช่แบ็กกราวด์ เล่าแค่นางเอกทำงานอยู่บริษัทนี้ ตัวเอกเขาทำงานอยู่ย่านนี้ แต่เราลงลึกว่าการที่ตัวละครอยู่ที่ย่านนี้ เขาเจอถนนแบบนี้ เขาเจอซอยแบบนี้ มอเตอร์ไซค์ที่เบียดมาในซอยที่ห้ามสวนเลนมันไม่ใช่เอกซ์ตร้า แต่เป็น conflict ที่มีอยู่จริง อะไรประมาณนี้

จะเรียกว่าเป็นการกลับไปทำอะไรที่มันเรียบง่าย แต่เชื่อมโยงกับคนดูมากที่สุดได้ไหม?

นวพล : ใช่ ด้วยความที่ 10 ปีที่ผ่านมาเราทำหนังไปหลายเรื่อง พอมันโตขึ้นเราจะเริ่มรู้สึกว่า เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันหรือสิ่งที่ต้องเจอในทุกๆ วันนี่แหละ ที่มีผลต่อชีวิตเรามากที่สุด สมมติว่าถ้าเราเล่าเรื่องฟรีแลนซ์ บางคนที่ไม่เป็นฟรีแลนซ์ก็อาจจะดูเพื่อความสนุกสนาน ดังนั้นในฐานะคนทำหนังเราก็อยากเล่าเรื่องที่มันเป็นชีวิตประจำวันดูบ้าง เพราะยิ่งโตเรายิ่งรู้สึก matter กับชีวิตขึ้นเรื่อยๆ

ความรักคุณอาจจะมีบ้าง ไม่มีบ้าง แต่เรื่องของการทำงาน การที่ต้องตัดสินใจเรื่องของอนาคต การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ยากลำบากมันต้องเจอทุกวัน หนังเรื่องนี้เลยค่อนข้าง realistic และ relate กับคนดูมากๆ

หรือจริงๆ โจทย์ของหนังเรื่องนี้เป็นการชวนผู้ชมตั้งคำถามว่า แท้จริงคุณเป็นใครและกำลังทำอะไรอยู่?

นวพล : ใช่ พอเราตั้งคำถามกับเรื่องชีวิตประจำวัน สุดท้ายพอเราค้นหาคำตอบมันจะกลับไปที่ ‘ราก’ ว่าเราเป็นใคร เรามาทำอะไรกันที่นี่ แล้วจริงๆ เราเป็นอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นตัวหนังเลยพยายามจะเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นตั้งแต่เราเป็นจุดดำในท้องแม่ ซึ่งบางครั้งเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าจริงๆ เราเคยเป็นแค่นั้นมาก่อน

หลายพาร์ตของหนังเลยเปิดโอกาสให้คนดูได้ทบทวนตัวเอง ได้คิดตามว่าเราคือใคร เราอยู่ไปเพื่อใคร ซึ่งมันเป็นคำถามสำคัญมากเลยนะ เพราะสุดท้ายเวลาเรามีปัญหาในชีวิต สิ่งที่เจอมันวุ่นวายเหลือเกิน เราจะกลับไปย้อนถามกับตัวเองว่าเราเป็นใครกันแน่ ซึ่งการกลับไปเจอตัวตนที่แท้จริงหรือเข้าใจความหมายของตัวเราเอง มันจึงจะสามารถแก้ปัญหา คลี่คลายปัญหาที่มีอยู่ในใจ ปัญหาที่เจอในที่ทำงาน บางทีเรามัวแต่คิดว่าต้องไปแก้ตรงนั้นตรงนี้ แต่สุดท้ายแค่ต้องถามตัวเราว่า เราต้องการอะไร เราจะยอมทิ้งสิ่งนี้ได้ไหม และมันเป็นสิ่งที่เราต้องการมีหรือเปล่า

เราพูดบ่อยมากว่าหนังเรื่องนี้เป็นคำถาม เพราะเราคิดว่าคนดูอาจจะไม่คุ้นกับอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่เราจะชอบหนังที่มันมีคำถามให้เราแต่ไม่ต้องตอบมันก็ได้ แต่พอเราเจอหนังที่มีคำถาม good question กับเรา มันทำให้เราคิดนั่นคิดนี่ แล้วเรารู้สึกว่าเราเรียนรู้อะไรบางอย่างจากตอนนั้นแหละ จากสิ่งที่เราสงสัย จากตัวละครที่แบบนิสัยไม่เหมือนกับเราเลย นั่นคือจุดที่ทำให้เราได้ค่อยๆ เรียนรู้

ถ้าเราไม่ชอบเขา ทำไมวะ หรือเขาถูกเปล่าวะ เพราะสิ่งที่เขาทำอาจจะเพราะว่าเขารู้สึกว่ามันถูกต้องก็ได้ ทุกคนเวลาทำอะไรสักอย่างจะรู้สึกว่ามันถูกต้องทั้งนั้นแหละ ใช่ไหมล่ะ เรามีเหตุผลของเราเขาก็จะพูดว่าเขาก็มีเหตุผลของเขา แล้วสุดท้ายมันคืออะไรล่ะ?

คำถามแบบนี้ทำให้เราได้เรียนรู้คน ได้เรียนรู้โลกใบนี้มากขึ้น

พูดได้เต็มปากไหมว่า พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) คือผลงานที่มีความซีเรียสมากที่สุดตั้งแต่ทำหนังมา

นวพล : ใช่ ผมคิดว่าเป็นแบบนั้น คือถ้าคนดูดูแล้วเกิดความรู้สึกอึนหรืออึดอัดก็ไม่แปลก เพราะหลายครั้งเราเองก็พยายามจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกแบบนี้มาโดยตลอด แบบเฮ้ย ลืมๆ มันไปเหอะ มันเครียดว่ะ

แต่เราก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเรากล้าเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้จริงๆ สักที เราอาจเข้าใจบางอย่างและแก้ไขปัญหาได้ เราเคยคุยกับเพื่อนที่ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วเขาบอกว่าอึดอัด เราก็ถามกลับไปนะว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันไม่อึดอัดกว่าเหรอ ที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้บางทีมันหนักกว่าในหนังอีก (หัวเราะ)

สำหรับเรา เราเป็นคนที่ถ้าเกิดรู้สึกอึดอัด เราจะถามกับตัวเองว่าสิ่งที่กำลังอึดอัดมันแก้ได้ไหมในตอนนี้ หรือต้องใช้เวลาในการอดทนรอเพื่อที่จะแก้ไข มันเหมือนกับคุณต้องออกกำลังกายให้เหงื่อออกก่อนคุณถึงจะรู้สึกดีขึ้น ซึ่งภาพยนตร์เรื่องหนึ่งมันสามารถทำอะไรแบบนั้นได้

แสดงว่าสิ่งที่คุณเห็นคือคัลเจอร์ของคนทำงานเดี๋ยวนี้มี empathy ที่น้อยลงหรือเปล่า

นวพล : เราว่ามันมี empathy น้อยลงจนคนถามหาถึง empathy สิ่งนี้มันหนักกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน หรือ 20 ปีก่อน เหมือนระบบของบริษัทมองคนเป็นยูนิตมากขึ้นเรื่อยๆ เราเรียกคนบางกลุ่มว่า segment a, segment b มองคนเป็นกลุ่ม เป็นตัวหนังสือเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการระบบ

คุณหาวิธีง่ายๆ ในการคิดกับชีวิต ด้วยการเปรียบมันเป็นโปรดักต์ เรามีชื่อเรียกของความรู้สึกนั้น คุณรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอันนี้ เราควรจะวัดผลคนจากดาต้า จาก KPI ความสามารถของคุณเก่งหรือเปล่า ไหนดูซิทำได้กี่คะแนน

พอมันเหลือแค่ตัวเลข เราเลยเห็นแค่ตอนที่มันไฟนอล โดยคุณไม่รู้ว่าระหว่างทางเขาแลกมาด้วยอะไร คุณเผลอเอาเปรียบคนหรือเปล่า พอคุณคิดด้วยวิธีนี้ความเป็นเลือดเนื้อมันก็จะหายไปจนหมด

ตอนเราอายุ 20 เราไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้เลยนะ ยุคเรามันคือเรื่องของการตามหาความฝัน แต่เดี๋ยวนี้มันคือถ้าคุณทำได้ไม่ถึง KPI ไม่แน่ใจว่าคุณจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เทียบแล้วมันเย็นชากว่ากันเยอะ

ทำไมทั้งตัวละครนำอย่าง ‘เฟรน’ (เอิงเอย–ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์) หรือแม้กระทั่งชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (Human Resource) ต้องมีความเกี่ยวโยงกับตำแหน่งอาชีพ HR

นวพล : เรารู้สึกว่าอาชีพ HR คือคนที่เสมือนเป็นตัวกลางระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า เป็นคนที่เห็นธรรมชาติของคนครบทุกด้าน ในขณะที่เขากำลังจะรับพนักงานคนหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนลูกที่กำลังจะเกิด ในขณะที่เขารู้ความเป็นไปของบริษัท รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ภายใต้เงื่อนไขนี้ ความต้องการที่แท้จริงของการตามหาตำแหน่งนี้มันคืออะไร มันเลยเหมือนเป็นอาชีพที่เห็นทั้งด้านมืดและด้านสว่างของคน เราเลยรู้สึกว่าอาชีพ HR มันเหมาะกับหนังเรื่องนี้

มันเป็นการเปรียบเปรยว่า อาชีพ HR ที่ต้องหาคนมาทำงานในบริษัทมันคล้ายกับการให้กำเนิดคนคนหนึ่งมาบนโลก ที่ต่างกันคือ ‘ลูก’ ไม่ได้มาจากการสัมภาษณ์ เขาไม่สามารถตัดสินใจได้ว่ามาเกิดดีไม่เกิดดี แต่พนักงานเขามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะมาทำงานหรือไม่ทำ

ตอนคุณอยู่ในสถานะ ‘พนักงานใหม่’ คุณเจอกับเรื่องอะไรบ้าง

นวพล : มันไม่เชิงกับการเป็นพนักงานสักทีเดียวเพราะเราเริ่มจากการเป็นฟรีแลนซ์ แต่สำหรับเรา การเป็นฟรีแลนซ์เหมือนเป็นพนักงานใหม่ all the time เพราะพอคุณทำงานเสร็จโปรเจกต์หนึ่งมันก็เหมือนคุณลาออก คุณไปรับอีกโปรเจกต์หนึ่งมันก็เหมือนคุณไปเจอออฟฟิศใหม่ มันเหมือนกับต้องปรับตัวทุกครั้งเวลาคุณเจอกับคนทำงานชุดใหม่

ข้อเสียคือเหนื่อยนิดหน่อย วันนี้อาจจะได้ทำงานกับคนนี้ พรุ่งนี้อาจจะได้ทำงานกับคนกลุ่มนี้ เราก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า คนคนนี้เป็นยังไง แก๊งนี้เป็นยังไง ต้องทำยังไงเราถึงจะทำงานด้วยกันได้

ส่วนข้อดีคือเราได้รู้ว่าคนมันหลากหลาย ซึ่งการได้เจอคนหลากหลายมันทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น คุณอาจหงุดหงิดกับบางเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน แต่คุณจะโกรธน้อยลง สมมติเราเจอคนที่พูดเสียงแข็ง เราจะเข้าใจว่า มันเป็นแค่วิธีพูดของเขาเฉยๆ เขาไม่ได้มีอะไร เวลาทำงานก็มีประสิทธิภาพปกติ

ในเมื่อคุณไม่เคยเป็นพนักงานประจำหรือพนักงานออฟฟิศมาก่อน คุณอธิบายถึงสถานการณ์ที่เจอในหนังให้นักแสดงยังไง

นวพล : สิ่งที่เราทำคือรีเสิร์ชข้อมูลจากการคุยกับ HR และเราส่งต่อนักแสดงด้วยการพาไปเจอกับคนที่เขาทำงานในที่แบบนั้นจริงๆ

ซึ่งหนังของเราไม่ใช่หนังที่เจาะชีวิต HR แต่เราเล่าถึงวิธีคิด วิธีมองของคนทำอาชีพ HR เขาเห็นแล้วเขารู้สึกยังไง หรือมันหล่อหลอมให้เขาเป็นคนยังไง เราพยายามให้นักแสดงเข้าใจถึงตรงนี้

ซึ่งจริงๆ คำถามของ HR มันจะไม่ใช่ชุดคำถามแบบที่เราเคยได้ยินกัน อย่างอีก 5 ปีคุณมองถึงอนาคตตัวเองยังไง แต่มันคือการคุยถึงชีวิตที่ผ่านมา ตอนเรียนมหาวิทยาลัยคุณเป็นคนแบบไหนลองเล่าให้ฟังหน่อย เขาจะประมวลทุกอย่างที่คุณเล่าให้เขาฟัง เป็นเหมือนคำถามเชิงจิตวิทยา เราถึงรู้ว่าคนทำอาชีพนี้วันวันหนึ่งเขาได้เจอคนหลากหลายประเภท

เราพยายามเล่าทุกอย่างให้มันจริง ไม่แต่งเติมจนมันรู้สึกจัดจ้าน อย่าง conflict ที่เล่าว่าพนักงานเจอหัวหน้าปากระดาษใส่หน้า จริงๆ มันมีคนที่ยอมและไม่ยอม บางคนอาจจะยอมเพราะว่ามีเหตุจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ

คุณเคยบอกว่า ต้องการให้เมสเซจจากหนังเรื่องนี้เข้าถึงคนดูได้ทุกประเทศ ซึ่งหนังก็ได้ถูกฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82 (Venice International Film Festival) คำถามคือต่างประเทศเขารู้สึก relate ต่อการเป็นพนักงานใหม่เหมือนที่คนดูชาวไทยรู้สึกไหม?

นวพล : ค่อนข้างจะแตกต่าง อย่างคัลเจอร์การทำงานของคนยุโรป เช่น อิตาลี คืออยากจะหยุดวันไหนก็หยุด หรือระบบการทำงาน สวัสดิการเขาก็ค่อนข้างจะดีกว่าบ้านเรา แต่เขาก็แชร์ว่าระบบองค์กรบางอย่างของเขาก็เคร่งครัด ตำแหน่ง HR ก็อาจไม่ได้มีความเป็นกันเอง เข้าขั้นเย็นชาด้วยซ้ำ

ที่ใกล้เคียงอาจจะเป็นไต้หวันหรือญี่ปุ่นที่เขาดูแล้วบอกว่าเขาเข้าใจ อย่างญี่ปุ่นที่เขาแชร์ว่า คัลเจอร์การทำงานของเขา ถ้าเจ้านายไม่กลับคุณก็ยังกลับไม่ได้ มันเลยเป็นเรื่องของแต่ละพื้นที่ไป

ในฐานะที่คุณอยู่ในวงการหนังไทยมานานกว่า 10 ปี และเป็นผู้บริหารของบริษัท Very Sad Pictures คุณคิดเห็นยังไง ที่คนในวงการเดียวกันกับคุณบอกว่า คนทำหนังปัจจุบันต้องมีอาชีพเสริมเพื่อรองรับความเสี่ยงในชีวิต

นวพล : เราว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ไม่เกี่ยวกับการมาของโควิด ของสตรีมมิ่ง คือเราไม่แน่ใจว่าวงการหนังบ้านเราจะเรียกอุตสาหกรรมได้เต็มปากขนาดนั้น ปีหนึ่งรวมกันอาจจะส่งออกหนังได้แค่ 30-40 เรื่อง

ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมีอาชีพที่ 2 ไหม อันนี้ใช่อยู่แล้ว เกือบทุกคนต้องมี เว้นแต่บางคนที่เขามีกำลังจะทำแบบนั้นได้เรื่อยๆ แต่มันเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก

ถ้าอย่างนั้น คนทำหนังที่ประสบความสำเร็จในมุมของคุณต้องเป็นแบบไหน

นวพล : ถ้าในเชิงไฟแนนเชียลมันไม่ติดลบก็ดี (หัวเราะ) เพราะถ้ามันไม่ติดลบ เราก็อาจจะได้ทำต่อไปเรื่อยๆ คือเราเป็นคนไม่ได้คาดหวังอะไรเยอะ อาจจะได้กำไรสักหน่อยก็ดี เราก็จะได้ทำต่อไป

เพราะฉะนั้นสำหรับเราประสบความสำเร็จมันคือคุณรู้จักความต้องการของตัวเองดีพอ แล้วคุณสามารถจัดการให้มันเข้ากับชีวิตของคุณได้ แต่ถ้าคุณมีความต้องการแบบอยากรวยสุดๆ ไปเลย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร คุณก็อาจจะต้องทำงานเยอะขึ้นหน่อย คุณก็ต้องทำโปรเจกต์ที่มันได้เงินมหาศาลเพื่อที่จะตอบโจทย์กับความต้องการของคุณ

แล้ววงการหนังไทยจะยังมีที่ยืนให้กับเด็กจบใหม่ที่มีความฝันอยากเป็นคนทำหนังอยู่ไหม

นวพล : ผมไม่แน่ใจว่าเขายังอยากจะเข้ามากันหรือเปล่า เพราะหลังๆ ไม่เข้ามากันเลย เริ่มออกกันหมดละ (หัวเราะ)

ถามว่ายังมีที่ยืนอยู่ไหม มันมีอยู่แล้วแหละ แต่ว่าวงการมันยากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเรายังไม่รู้ว่าต้องทำยังไงมันถึงจะยั่งยืนได้ บวกด้วยเรื่องของเศรษฐกิจที่มันตึงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างยุคของเรามันคือผมอยากทำหนัง มันคือความฝันของผม แต่ถ้าเกิดในยุคปัจจุบัน มันคือผมอยากทำหนังครับ แต่ว่าในเชิงรายได้แล้วนั้น ผมทำโฆษณาอาจจะค่อนข้างแน่นอนกว่า แล้วพอมีโอกาสวันหนึ่งผมอาจจะย้อนกลับมาทำหนังก็ได้ ซึ่งอันนี้ไม่ได้ผิดอะไรเลยเพราะว่า context มันไม่เหมือนกัน เราไม่ได้แบบโห ทำไมน้องไม่สู้เพื่อความฝัน เราเข้าใจว่าสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจมันไม่เหมือน 10 ปีก่อน เลยน่าจะเป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในวงการ ว่าจะทำยังไงให้วงการนี้เฮลตี้กับคนรุ่นใหม่

ดูตามบริบทความเหมาะสม ไม่ต้องเสียดายถ้าวันนี้ยังไม่ได้ทำ แต่ถ้ายังอยากทำจริงๆ ก็อย่าลืมว่าเราอยากทำมัน ไม่อย่างนั้นเราจะลืมสิ่งนั้นไปตลอดกาล

ถ้าหนังเรื่องนี้มี KPI ชี้วัด สำหรับคุณผลลัพธ์เท่าไหนถึงจะเรียกว่าผ่านเกณฑ์

นวพล : จริงๆ ก็ไม่ได้สูงส่งอะไรมาก (หัวเราะ)

อย่างแรกคือถ้าพูดถึงมุมของรายได้ ถ้ามันได้ในแบบที่ไม่เจ็บตัวมากเราก็โอเคแล้วนะ เราก็ไม่ได้หวังว่ามันจะต้อง 50 ล้าน 100 ล้าน สิ่งนี้เราคุยกับค่าย (GDH) คุยกับผู้สนับสนุนแล้วว่ามันอาจจะไม่ได้สูง เราแค่อยากจะไปถึง goal ที่เราจะไปให้ถึง

สองคือการที่เราสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เรารู้สึกว่าถ้าคนใช้หนังเรื่องนี้พูดคุยในเรื่องประเด็นต่างๆ ที่มันอยู่ในหนัง เหมือนมันเป็นภาพหนึ่งของยุคสมัยที่จะทำให้เกิดการพูดคุยมากขึ้น เราจะยินดีมากๆ เพราะเรารู้สึกว่า เราอยากให้หนังมันเป็นอะไรที่มากกว่าหนังได้ เพราะว่าจริงๆ ในความเป็นสื่อ มันมีความยิ่งใหญ่ จอใหญ่หนึ่งจอบนตึกสูงหลายชั้นที่รวมคนเป็นร้อยคน

ถ้าเกิดดูจบแล้วเราสามารถพูดคุยกันได้ แชร์ความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความคิด เรียนรู้ที่จะจัดการความเห็นต่างได้ เราว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา KPI ของเราคือประมาณนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...