ธุรกิจลุ้น ครม.มืออาชีพ 3 พรรคใหญ่สูสี-จัดรัฐบาลใหม่ฝุ่นตลบ
นักรัฐศาสตร์วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง จำนวน สส. 3 พรรคใหญ่ ปชน.กระแสแรง เพื่อไทยขยับตาม ภูมิใจไทยอาจไม่ทะลุเป้า คาด 3 พรรคได้ 400 เสียง ชิงดุเดือดพื้นที่ใจกลาง กทม. ลุ้นปราศรัยใหญ่ชี้ขาดโค้งสุดท้ายก่อนลงคะแนน นักธุรกิจเก็งจำนวน สส. วิเคราะห์ขั้วรัฐบาล คาดได้ 3 พรรคเดิมเข้าทำเนียบรัฐบาล ลุ้น “อนุทิน” จับขั้วดึงมืออาชีพนั่งโควตารัฐมนตรี สายหุ้นประเมิน SET index จะขึ้น-ลง หากจัดรัฐบาลได้เสียงมีเสถียรภาพ นักลงทุนต่างชาติตอบรับเชิงบวก
3 พรรค 130 ที่นั่งเท่ากัน
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญระบบเลือกตั้งและพรรคการเมือง หนึ่งในนักวิชาการที่เกาะติดความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และเป็นนักวิชาการที่ร่วมวิเคราะห์ผลโพล มติชน-เดลินิวส์ ประเมินฉากการต่อสู้ช่วง 7 วันสุดท้ายของ 3 พรรคใหญ่ว่า ตอนนี้คาดว่าจำนวน สส.กลับมาเท่ากัน 3 พรรค ทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) มีโอกาสกลับมาได้ สส. 130 เสียงเท่ากันหมด
ดร.สติธรให้เหตุผลในการวิเคราะห์ว่า “เวลานี้พรรค ภท.กำลังหวั่นไหว อยู่ไม่สุข จากเดิมที่เคยมั่นใจว่าจะได้ 150 เสียง อาจจะพลาดเป้า ต้องเสียพื้นที่ระดับเขตให้พรรค พท. ไปสัก 20 ที่ จากการประเมิน พท.ขยับขึ้นมาได้ 125-130 เสียง ปัจจัยที่ทำให้เพื่อไทยดีขึ้น คือพื้นฐานพรรค บวกกับยุทธศาสตร์พื้นที่ภาคอีสาน และแกนนำที่ยังตรึงอยู่ ทั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำภาคเหนือตอนล่าง และแคนดิเดตนายกฯ อย่าง ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์”
นักรัฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ขณะนี้ภูมิใจไทย กับพรรคประชาชน กำลังเผชิญกับการทำศึกกันเอง มีประเด็นโต้แย้งกันไปมาหลายประเด็นพัวพัน ทำให้เป็นจุดที่จะเสียคะแนนให้เพื่อไทย
“กระแสของพรรคประชาชน ไม่ได้ทำให้มี สส.ระบบเขตเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้ง รอบที่แล้ว จำนวน 112 เสียง เช่นเดียวกับเพื่อไทยที่ยังรักษาฐานเดิมในระบบเขตไว้ได้ ภูมิใจไทยไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ ประกอบกับผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ของเพื่อไทยถือว่าไม่ธรรมดา และมีนโยบายหวย 9 ล้าน เป็นตัวช่วย หากอัดฉีดกระแสเพิ่มกระสุนก็คงได้ลุ้นจำนวน สส.ระบบเขตในพื้นที่ กทม.เพิ่ม 7-8 ที่นั่ง”
คาดพรรคสีส้มได้ สส.เท่าปี’66
ดร.สติธรวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยว่า จำนวน สส.ของพรรค ปชน. จะได้จำนวนใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง 2566 ประกอบกับปัจจัยแทรกซ้อนทางการเมือง คือการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมาตัดคะแนนพรรค ปชน. ฐานเสียงที่เคยไปเลือกพรรคอื่นกลับมาเลือก ปชป.อีกครั้ง ทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ
“ในเขต กทม. พรรคประชาชนจะเจอการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น แต่ยังชนะเลือกตั้งได้ ส่วนในภาคใต้ และภาคอีสาน ซึ่งพรรคเคยได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อสูง และได้คะแนนระบบ สส.เขต อยู่ในอันดับ 2 หลายพื้นที่ ในรอบนี้คะแนนก็คงไม่โดดเพิ่มขึ้นมา และบางพื้นที่อาจจะเสียคะแนนเก่าไป คาดว่าผลลัพธ์การเลือกตั้งจำนวน สส. พรรคประชาชนจะไม่ได้เท่าเดิมโดยเฉพาะในระบบ สส.เขต”
สำหรับการรณรงค์หาเสียงในเรื่องการตรวจสอบกองทุนประกันสังคม และการดึง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตแคนดิเดตนายกฯ ในปีการเลือกตั้ง 2566 ดร.สติธรเห็นว่า ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เกิดกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก ทว่ากระแสปัญหาการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจจะไปเพิ่มกระแสอารมณ์โกรธ กกต. ทำให้กระแสความนิยมต่อพรรคประชาชนเพิ่มขึ้น
จุดชี้ขาด 7 วันสุดท้าย
ส่วน 7 วันสุดท้าย อะไรจะเป็นจุดชี้ขาดในชัยชนะเลือกตั้ง อ.ดร.สติธรกล่าวว่า การลงไปย้ำในพื้นที่เป้าหมาย ใครทำงานตรงนี้ได้แม่น ได้ละเอียดที่สุด พรรคนั้นชนะ อันนี้คืองานละเอียด คาราวาน 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ ของพรรคประชาชน จะมารวมตัววันปราศรัยสุดท้าย ที่ กทม. 6 กุมภาพันธ์ เป็นโอกาสในการปลุกฐานเสียงครั้งสุดท้าย แต่ถ้าตอกย้ำแคมเปญหาเสียงไม่ได้ ก็อาจจะเหนื่อยฟรี
ทั้งนี้ในการปราศรัยครั้งสุดท้ายของ 4 พรรคใหญ่ ในพื้นที่ใจกลาง กทม. 6 กุมภาพันธ์ ประกอบด้วย พรรคประชาชน ที่สนามกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง, พรรคเพื่อไทย ที่สนามเทพหัสดิน, พรรคภูมิใจไทย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ One Bangkok
4 ภาค ชิงเก้าอี้เดือด
ส่วนพรรคไหนจะครองพื้นที่ภาคไหน อ.ดร.สติธรกล่าวว่า ภาคเหนือที่มี 37 เขตเลือกตั้ง แต่สำหรับภาคเหนือบน 9 จังหวัด อาจเห็นพรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาชน แบ่งพื้นที่พอ ๆ กัน พรรคส้มได้ สส.เยอะที่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง จ.ลำพูน ส่วนพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้ที่ จ.น่าน จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.ลำปาง จ.เชียงรายน่าจะแบ่งกัน ที่เหลือกล้าธรรม เช่น จ.พะเยา มีภูมิใจไทยนิดหน่อย ที่เพชรบูรณ์ หรือบางพื้นที่พรรคภูมิใจไทย กับพรรคกล้าธรรม อาจหลบพื้นที่ให้กัน ดังนั้น เหนือบน แดง-ส้ม สูสี
ส่วนภาคอีสาน 133 เขตเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยเคยได้ 73 เขต ขณะที่พรรคภูมิใจไทย เคยได้ 35 เขต ตอนนี้แดง-น้ำเงินต้องเบียดกัน ตอนแรกคิดว่าน้ำเงินชนะขาด แต่ตอนนี้ไม่ขาด แนวโน้มใกล้เคียง โดยมีพรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม อาจจะได้ สส.มากเป็นอันดับ 3
ขณะที่ภาคใต้ 59 เขตเลือกตั้ง อ.ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.มากสุด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นอันดับ 2 และพรรคกล้าธรรม
ส่วน กทม. 33 เขตเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนกวาด 32 เขต พรรคเพื่อไทยได้ 1 เขต แต่ครั้งนี้ อ.ดร.สติธรมองว่า จะมีสีเป็น ส้ม-แดง-ฟ้า โดยยังไม่ปิดประตูว่าพรรคประชาชนจะกวาดเก้าอี้ทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง แต่รอบนี้ พรรคเพื่อไทยก็อาจจะได้ สส.ใน กทม. ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสแค่ 1-2 เขต
3 พรรคใหญ่มีโอกาสจัดรัฐบาล
สำหรับฉากตั้งรัฐบาลเมื่อพรรคใหญ่มีคะแนนเบียดกัน อ.ดร.สติธรกล่าวว่า เมื่อประเมินว่าทั้ง 3 พรรค พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน โอกาสจะได้คะแนนเสียงเท่า ๆ กัน 130 เสียง หมายความว่า ทั้ง 3 พรรคมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้น ฉากการจัดตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่กับการเจรจาหลังผลการเลือกตั้งออกมา และพรรคที่ได้ สส. อันดับ 1, 2, 3 ต้องเจรจากันอย่างฝุ่นตลบ
3 พรรค ได้ 400 เสียง
ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า จำนวน สส.ต่ำสุดของเพื่อไทย อยู่ที่ 110 หรือมากกว่านั้น พรรคภูมิใจไทย น่าจะไม่เกิน 140 ที่นั่ง พรรคประชาชน 150 ที่นั่ง เชื่อว่าพรรคประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง โดยที่คะแนนทั้ง 3 พรรคอาจจะไม่ได้ห่างกันมาก
สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลมีความเป็นได้มากว่า จะเป็นขั้วที่ประกอบด้วย เพื่อไทย ภูมิใจไทย กล้าธรรม
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างมากก็ไม่น่าจะเกิน 35 ที่นั่ง และคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม จึงเป็นโจทย์ที่ทุกคนล็อกเงื่อนไข ล็อกกุญแจไว้หมด ขณะที่พรรคเพื่อไทย คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน พร้อมที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคไหนก็ได้
อสังหาฯคาด 3 พรรคตั้งรัฐบาล
นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คาดว่าจะมี 3 พรรคหลัก จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมี 2 พรรคกลางที่เข้าร่วมรัฐบาล ในมุมภาคเอกชนไม่ได้ซีเรียสพรรคไหนจะเป็นแกนนำและนายกรัฐมนตรี เพราะถือว่าเป็นมติจากเสียงของประชาชนที่ได้เลือกเข้ามา ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามครรลองคลองธรรม แต่นโยบายที่จะต้องมีการดำเนินการภายใต้พรรคร่วมขอให้เป็นนโยบายที่สอดประสานกัน เพื่อให้นโยบายสามารถเดินหน้าต่อไปได้
“โดยเฉพาะนโยบายเฉพาะหน้า แก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน อยากให้ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ลดค่าครองชีพของประชาชน ไม่ว่าลดค่าเดินทาง นั่งรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หรือ 40 บาทตลอดวัน ลดค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงการแก้หนี้ต่าง ๆ และสิ่งสำคัญต้องเป็นนโยบายที่ไม่ขัดกับงบประมาณและอย่าขัดแย้งกันเอง เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ตลอดจนนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ”
ดึงคนนอก-มืออาชีพร่วมดรีมทีม
นายอิสระกล่าวว่า นอกจากนี้ อยากให้มีการดึงคนนอก คนมีความรู้ มีความสามารถด้านเศรษฐกิจเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อ ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ดังนั้นต้องมีมืออาชีพเข้ามาช่วย อย่างที่รัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทยดึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้าร่วมดรีมทีมเศรษฐกิจ แม้จะแค่ระยะสั้น ๆ แต่ก็มีเสียงตอบรับที่ดีจากภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้พรรคอื่น ๆ เห็นโมเดล และนำมาเป็นจุดขายในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ต้องมีบุคคลเป็นมืออาชีพมานำเสนอต่อประชาชนด้วย นอกเหนือจากการจัดสรรโควตาฝ่ายการเมืองแล้ว
ธุรกิจชี้หนู-ภูมิใจไทยมาแรง
นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้ง 2569 ส่วนตัวมองว่ามีโอกาสสูงที่พรรคภูมิใจไทยจะได้คะแนนเสียงข้างมากและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยอาจจะมี 2 พรรค เป็นพรรคร่วม คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่อนุทิน ชาญวีรกูล มีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
“ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ผลงานอาจจะยังไม่ค่อยเห็น แต่หลังเป็นรัฐบาลรักษาการเริ่มเห็นความตั้งใจ ในการลงพื้นที่ และมีผลงานออกมาให้เห็น”
นายบุญชัยกล่าวว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปด้วยดี อยากให้มีการดึงคนรุ่นใหม่ที่เป็นมืออาชีพ มีความรู้ด้านเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อสร้างมิติใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เหมือนกับที่รัฐบาลปัจจุบันดึงคุณศุภจี และคุณเอกนิติ มาร่วมรัฐบาลด้วย อย่างที่ทราบทุกคนอยากเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นฟู แต่คงจะไม่ได้ฟื้นแบบปุ๊บปั๊บ ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของรัฐบาลมากกว่า
จับตาพรรคอันดับ 4 พลิกเกม
แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจอีกรายกล่าวว่า ไม่ได้คาดหวังใครจะเป็นนายกฯ เพราะที่ผ่านมามีกรณีที่พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะการจัดตั้งรัฐบาลเป็นการจับมือกันแบบสมประโยชน์ ดังนั้น คาดการณ์ว่า พรรคลำดับรอง อย่างพรรคอันดับ 4 ต่างหากที่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
ชี้ผลเลือกตั้งกำหนด SET
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ แนวรับ ที่ระดับ 1,295 จุด และ 1,265 จุดตามลำดับ ส่วนแนวต้านประเมินที่ 1,350 จุด และ 1,380 จุด ตามลำดับ ช่วงแรกของเดือนอาจมี Sentiment เชิงลบเกิดขึ้นจากความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก
ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยังพอถูกประคับประคองได้บ้าง จากธีม Election Rally ก่อนหน้าการเลือกตั้งจริงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เชื่อว่าภาพของ SET Index จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นสำคัญ โดยหากผลออกมาเป็นลักษณะของ Landslide Victory โดยฟากใดฟากหนึ่ง จนนำมาสู่แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว และเป็นรัฐบาลที่มีเสียงแข็งแกร่ง เชื่อว่านักลงทุนจะตอบรับเชิงบวก และจะส่งผ่านความมั่นใจดังกล่าวมายังแรงซื้อที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนต่างชาติ
“ในทางกลับกัน หากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาคู่คี่สูสี และนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อ หรือหากจัดตั้งได้แล้ว เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากพอ เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ Sell on Fact ขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ไม่ยาก”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจลุ้น ครม.มืออาชีพ 3 พรรคใหญ่สูสี-จัดรัฐบาลใหม่ฝุ่นตลบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net